home -> articles -> ใช้งานและดูแลรักษาแบตฯ Lithium อย่างถูกต้อง

อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์สำหรับพกพา เช่น Notebook, กล้องดิจิตอล และมือถือ ในปัจจุบันจะมาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบ lithium แทบทั้งสิ้น ซึ่งแบตเตอรี่แบบ lithium นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย น้ำหนักเบา และไม่ต้องดูแลรักษามากนัก ซึ่งจะต่างจากแบตเตอรี่แบบชาร์ตไฟใหม่ได้ในสมัยก่อนๆอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านวิธีใช้งาน และการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง

lithium_ion_battery_5

แบตเตอรี่แบบ lithium ที่พบเห็นบ่อยๆ ในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 แบบ คือ

1. lithium-ion หรือตัวย่อว่า Li-ion เป็นแบตเตอรี่ที่พบเห็นมากที่สุด ถือว่าเป็นแบตเตอรี่มาตรฐานสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกวันนี้

2. lithium-ion polymer หรือตัวย่อว่า Li-Poly เป็นแบตเตอรี่ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Li-ion โดยจะมีความจุไฟฟ้ามากว่า Li-ion ถึง 20% ในขนาดแบตเตอรี่ที่เท่ากัน แบตเตอรี่แบบนี้มีจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือมีข้อจำกัดเรื่องรูปร่างของเบตเตอรี่น้อยมาก จึงทำให้สามารถสร้างแบตเตอรี่แบบ Li-Poly ให้มีขนาดเล็กและบางได้ รวมทั้งสามารถสร้างให้มีรูปทรงแปลกๆ ที่ไม่ใช่ทรงกระบอกหรือทรงสี่เหลื่ยมเหมือนแบตเตอรี่แบบเดิมๆได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามต้นทุนการผลิตของ Li-Poly ยังจัดว่ามีต้นทุนสูง ดังนั้นความนิยมจึงยังมีไม่มากเท่าแบตเตอรี่แบบ Li-ion

ทีนี้ลองพลิกดูแบตเตอรี่ของคุณๆ ดูว่าใช่แบตเตอรี่แบบ lithium กันรึเปล่า ถ้าใช่แล้ว เรามาไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแบตเตอรี่ lithium กันเลยดีกว่าครับ

1. ตารางเจ้าปัญหา ความจริงที่ถูกบิดเบือน

parttwo_34 

หลายๆคนอาจจะเคยเห็นตารางอย่างในรูปข้างบนมาแล้วใช่ไหมครับ มีบทความหนึ่งนำตารางข้างบนนี้ไปอ้างอิง(บทความที่ชื่อ "เทคนิคการชาร์จแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กให้คุ้มค่า") แต่กลับบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยอ้างว่ากราฟที่เห็นเป็นกราฟ การชาร์ตไฟที่ % แบตเตอรี่ต่างๆกัน เช่น ที่ 1C ก็อ้างไปว่าเป็นการชาร์ตไฟที่แบตเตอรี่เหลือไฟอยู่ 65-70% ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือนและผิดชนิดที่ว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย

ต้นฉบับที่แท้จริงของตารางข้างบนมาจากเว็บ http://www.batteryuniversity.com/parttwo-34.htm ครับ ซึ่งในเว็บ และบนหัวตารางก็ระบุไว้อย่างชัดเจนมันคือตาราง charge/discharge rateซึ่งคำว่า charge rate ไม่ได้หมายความว่าใช้แบตไปหมดไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้วค่อยชาร์ตไฟกลับคืนเป็น 100% แต่ charge rate หมายถึงอัตราของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ชาร์ตแบตเตอรี่ในช่วงเวลา เช่น

ถ้าเรามีแบตเตอรี่ขนาด 10 Ah(ampere-hour) แต่เราชาร์ตไฟด้วยแท่นชาร์ตที่ปล่อยไฟชั่วโมงละ 2 แอมแปร์(ampare) ก็จะต้องใช้เวลาชาร์ตไฟเข้าไปในแบตเตอรี่ที่ว่างเปล่าจนไฟเต็มด้วยเวลา 5 ชั่วโมง อัตราการชาร์ตระดับนี้เราเรียกว่าอัตรา C/5 หรือ 0.2C
ส่วนอัตรา 1C ก็คือ ถ้าชาร์ตแบตเตอรี่ขนาด 10Ah ก็ต้องใช้แท่นชาร์ตที่ปล่อยไฟชั่วโมงละ 10 แอมแปร์ก็จะชาร์ดไฟได้เสร็จใน 1 ชั่วโมง
เช่นเดียวกับอัตรา 2C ก็คือ ชาร์ตแบตเตอรี่ขนาด 10Ah ด้วยแท่นชาร์ตที่ปล่อยไฟชั่วโมงละ 20 แอมแปร์ก็จะชาร์ตไฟได้เสร็จใน 30 นาที

และคำว่า discharge rate ก็จะคล้ายๆกับ charge rate ครับแต่เป็นในทางกลับกันคือเป็นอัตราการใช้ไฟ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตารางข้างต้นแสดงถึงว่าถ้าเราชาร์ตไฟด้วยกระแสไฟสูงในเวลาสั้นหรือใช้ไฟจากแบตในปริมาณมากในระยะเวลาอันสั้น จะทำให้แบตเตอรี่แบบ lithium เสื่อมเร็วขึ้น (จำนวน cycle ลดลง)

ส่วนกรณีที่ยกมาอ้างว่า การชาร์ตไฟบ่อยๆหรือการใช้ไฟจากแบตเตอรี่เพียงเล็กน้อยแล้วรีบชาร์ตกลับให้เต็ม 100% เป็นการช่วยเพิ่มจำนวน cycle นั้นไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย เพราะการเพิ่มลดของจำนวน cycle ไม่เกี่ยวกับรูปแบบการใช้งานว่าใช้มากใช้น้อยแล้วค่อยชาร์ตไฟ แต่จำนวน cycle เกี่ยวข้องโดยตรงกับเครื่องชาร์ตว่าชาร์ตเร็วหรือช้า ถ้ายิ่งชาร์ตเร็วแบตฯก็จะเสี่ยมเร็ว ถ้าเครื่องชาร์ตค่อยๆชาร์ตแบตก็จะเสื่อมช้า

2. นับจำนวน Cycle อย่างไร

จำนวน Cycle คือตัวเลขที่บ่งบอกอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ว่าแบตฯจะเริ่มเสื่อมเมื่อผ่านการชาร์ตไปนานแค่ไหน ถ้าแปลตรงๆตัวคำว่า cycle ก็คือรอบ คำว่ารอบไม่ได้เท่ากับคำว่าครั้ง ดังนั้นการชาร์ต 1 ครั้งจึงไม่เท่ากับ 1 cycle ซะทีเดียว

จำนวน 1 Cycle จะวัดจากปริมาณการชาร์ตไฟที่รวมๆแล้ว เท่ากับปริมาณการชาร์ตไฟจากแบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ(0%) จนแบตเตอรี่มีไฟเต็ม(100%) 1 ครั้ง

เช่น ถ้าเราชาร์ตครั้งแรกจากแบตเตอรี่ 50%=>100% การชาร์ตครั้งนี้ก็จะนับเท่ากับ 0.5 cycle
หรือถ้าชาร์ตครั้งต่อมาอีก 80%=>100% เมื่อรวมกับครั้งแรกก็จะได้เท่ากับ 0.5+0.2 = 0.7 cycle
 

cycle
ตารางแสดงจำนวน Cycle Life (จำนวน Cycle ก่อนแบตจะเสื่อม) จาก http://www.batteryuniversity.com/partone-3.htm

3. ชาร์ตอย่างไรถึงจะดี

lithium_ion_battery_4หลายคนคงเคยได้ยินว่าต้องชาร์ตแบตเตอรี่ครั้งแรกเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมงแล้วจึงจะเริ่มใช้งานได้ หรือว่าต้องหมั่นชาร์ตบ่อยๆ หรือไม่ก็ใช้ให้ไฟหมดก่อนแล้วค่อยชาร์ต ซึ่งข้อความทั้งหมดนี้ก็มีข้อจริงและเท็จปนๆกัน อันที่จริงแล้วสำหรับแบตเตอรี่แบบ lithium (ย้ำว่าแบบ lithium เท่านั้น) จะชาร์ตอย่างไรก็ได้ไม่มีผลต่ออายุการใช้งานครับ

ข้อมูลตรงนี้เป็นที่ยืนยันจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ(ทั้งที่อ้างอิงไว้ข้างล่าง และที่อื่นๆ) มีใจความตรงกันว่า การชาร์ตมาชาร์ตน้อย ชาร์ตนาน ชาร์ตถี่ ชาร์ตบ่อย มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่น้อยมาก ส่วนข้อความข้างต้นที่ยกมานั้นเป็นคำแนะนำสำหรับแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆที่ไม่ใช่ lithium ครับ

การที่แบตเตอรี่แบบ lithium จะเสื่อมจากการใช้งานนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 เงื่อนไข คือ

 

1. เมื่อใช้งานจนถึงจำนวน Cycle ที่แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมเองตามปกติ
2. เมื่อถึงเวลาที่แบตเตอรี่จะเสื่อมมันก็จะเรี่มเสื่อมเอง โดยเวลาที่ว่าเป็นเวลาที่นับตั้งแต่การผลิต ไม่ใช่เวลาในการใช้งาน
3. การชาร์ตไฟของตัวชาร์ต (ดังที่กล่าวไปแล้วในข้อ 1)
4. อุณหภูมิของแบตเตอรี่ ถ้าแบตเตอรี่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงก็จะส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติได้

4. ได้ยินว่าชาร์ตไฟ 40% แบตจะอยู่ได้นานกว่าจรึงรึเปล่า

สำหรับแบตเตอรี่แบบ lithium ถ้าชาร์ตไฟที่ 40% แล้วเก็บเอาไว้โดยไม่ใช้งานเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป ตัวแบตจะเสื่อมน้อยกว่าการชาร์ตไฟที่ 100% แล้วเก็บไว้นาน 1 ปีขึ้นไป แต่สำหรับแบตเตอรี่ที่ไม่ได้เก็บไว้นานเกิน 1 ปี หรือแบตเตอรี่ที่ใช้งานตามปกติ(ไม่ได้เก็บเข้ากรุ) อัตราการเสื่อมของแบตเตอรี่ไม่ว่าจะมีไฟที่ 40% หรือ 100% นั้นแทบจะไม่ต่างกัน

parttwo_34

สรุปว่าข้อความข้างต้นเป็นจริงเฉพาะแบตเตอรี่ lithium ที่เก็บไว้นานๆโดยไม่ใช้งานครับ และในการเก็บรักษาก็อย่าลืมเก็บไว้ในที่เย็นๆนะครับ เพราถ้าเก็บไว้ในที่อากาศร้อนจะเร่งให้แบตเสื่อมเร็วครับ

5. แล้วเวลาใช้งาน Notebook เมื่อเสียบปลั๊กแล้วควรจะถอดแบตหรือไม่

คำตอบนี้ตอบได้ทั้งควร และไม่ควรครับ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานจะเลือกแบบไหน

1. เสียบปลั๊กแล้วแต่ไม่ถอดแบตฯ laptop_battery_example

ข้อดี
- หากระบบไฟฟ้ามีปัญหา ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงาน และงานที่ทำในเครื่อง Notebook เปรียบเหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ UPS อยู่
- ขั้วแบตเตอรี่จะไม่เกิดปัญหา ฝุ่นผงหรือความชื้นไปเกาะ
- มีความสะดวก สบายในการใช้งาน ไม่ต้องถอดๆใส่ๆ

ข้อเสีย
- แบตเตอรี่จะได้รับความร้อนจากตัวเครื่อง ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติเล็กน้อย

2. เสียบปลั๊กแล้วถอดแบตฯ

ข้อดี
- แบตเตอรี่จะปลอดภัยต่อความร้อนที่มาจากตัวเครื่อง notebook แน่นอน
 

ข้อเสีย
- ขั้วแบตเตอรี่อาจเกิดฝุ่นผงหรือมีความชื้นไปเกาะทำให้เกิดคราบออกไซด์ อาจส่งผลให้เกิดอาการเสียบแบตเตอรี่แล้วไฟไม่เข้าเครื่องได้
- หากระบบไฟมีปัญหา เครื่อง notebook จะดับ ทำให้งานในเครื่องเสียหาย และอาจทำให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในเครื่องเสียหายได้

โดยส่วนตัวผมจะแนะนำให้เสียบแบตฯทิ้งเอาไว้ครับ เพราะข้อดีมีเยอะกว่าข้อเสีย และที่สำคัญคือ ถึงแม้การเสียบแบตฯไว้อาจจะทำให้แบตฯเสื่อมจากความร้อนได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Notebook ทุกวันนี้ออกแบบมาให้ตรงส่วนที่เป็นแบตเตอรี่เป็นฉนวนความร้อนครับ ดังนั้นความร้อนก็จะส่งไปถึงแบตเตอรี่ได้ไม่มากนัก เรียกง่ายๆว่าถ้าเครื่องมันร้อนมาก คนใช้ Notebook จะร้อนมือก่อนที่แบตจะร้อนเสียอีกด้วยซ้ำครับ


สรุปสุดท้ายด้วยคำแนะนำสั้นๆ สำหรับแบตเตอรี่ lithium ดังนี้ครับ

1. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้แบตเตอรี่จนหมดแล้วค่อยชาร์ตครับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด discharge rate ในอัตราที่สูง (ใช้ไฟเยอะในเวลาอันสั้น) ซึ่งจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว เช่น กรณีที่ต้องการใช้งานเครื่องหนักๆ(กินแบตฯเยอะๆ) ก็ควรใช้แค่ช่วงเวลาไม่นาน และไม่ควรใช้จนแบตหมดครับ ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆให้หาโอกาสชาร์ตไฟเป็นระยะๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิด discharge rate ในอัตราที่สูงได้

และที่สำคัญที่สุดคือการชาร์ตบ่อยๆ จะช่วยป้องกันการลืมชาร์ตไฟ ซึ่งถ้าหากปล่อยให้แบต lithium ไฟหมดเป็นเวลานานแบตจะเสีย ไม่สามารถชาร์ตไฟได้อีก

2. ระลึกไว้เสมอว่าแบตฯแบบ  lithium ความร้อนมีผลต่อการเสื่อมมากกว่ารูปแบบการชาร์ตไฟครับ ดังนั้นพยายามดูแลอย่าให้แบตฯร้อน จะได้ผลดีกว่ามัวกังวลเรื่องชาร์ตบ่อย ชาร์ตมาก ชาร์ตน้อย

3. เก็บแบตเตอรี่ไว้ในที่เย็นๆ ถ้าจำเป็นจะต้องเก็บ Notebook ไว้ในรถที่จอดตากแดด ก็ควรถอดแบตเตอรี่แยกติดตัวออกมาด้วยครับ จะช่วยให้แบตฯเสื่อมช้าลง

4. ถ้าจำเป็นจะต้องเก็บแบตไว้เป็นเวลานาน โดยไม่ได้ใช้งาน ให้ชาร์ตไฟไว้ที่ประมาณ 40% ของความจุ แล้วเก็บไว้ในที่เย็นๆ จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้

5. ไม่ควรซื้อแบตเตอร์แบบ  lithium มาเก็บไว้เผื่อใช้งานครับ เพราะแบตแบบ  lithium มีอายุการเสื่อมสภาพนับจากวันผลิต(ไม่ใช่วันที่ใช้นะครับ) ดังนั้นถ้าเก็บไว้นานโดยไม่ใช่มันก็จะเสื่อมไปเองได้ครับ และเช่นเดียวกันกับการเลือกซื้อแบตแบบ  lithium ไม่ควรซื้อแบตฯแบบเก่าเก็บครับ เพราะซื้อมาแล้วใช้ได้ไม่นานแบตฯมันจะเสื่อมตามอายุของมันเองครับ



จบแล้วครับสำหรับ 5 คำถามกับคำตอบที่ถูกต้อง และ 5 คำแนะนำในการใช้แบตเตอรี่แบบ  lithium ยังไงอ่านบทความชิ้นนี้แล้วช่วยบอกต่อๆ กันไปด้วยนะครับ เพราะปัจจุบันนี้มีคนเข้าใจผิดกันเยอะ และมีบทความที่เขียนกันผิดๆ แปลมาผิดๆกันเยอะครับ บทความทั้งหมดนี้ผมเขียนขึ้นโดยรวมรวมจากความรู้ที่ได้ศึกษาจากเว็บต่างประเทศทั้งหมด รวมทั้งความรู้ส่วนตัวสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย ส่วนเว็บท้ายบทความนี้ใช้อ้างอิงและหาข้อมูลเพิ่มเติมได้สำหรับผู้ที่ต้องการนะครับ

http://www.batteryuniversity.com/parttwo-34.htm
http://en.wikipedia.org/wiki/Lithium-ion_battery
http://en.wikipedia.org/wiki/Lithium_ion_polymer_battery
http://en.wikipedia.org/wiki/Trickle_charging
http://www.daviddarling.info/encyclopedia/C/AE_charge_rate.html
http://electronics.howstuffworks.com/ 



Comment

CAPTCHA Image Reload Image

โดย : rang
ความเห็นที่ : 68
ยัง งงๆ นิดนึงครับ ตรงที่ว่า
1.แบตเตอรี่ lithium จะนับจำนวนครั้งที่ชาร์จหรือไม่
2.ส่วนจำนวนรอบของการชาร์จะนับ 1 รอบการชาร์จเมื่อการชาร์จ ครบ 100%
3.ดังนั้น ถ้ามีการนับจำนวนครั้งที่ชาร์จด้วย คือถ้าเราเสียบๆ ถอดๆ มันก็จะนับจำนวนครั้งที่ชาร์จไปเรื่อยๆ ไม่เกี่ยวกับรอบการชาร์จนะ เป็นแบบนี้หรือเปล่าครับ รบกวนให้ความกระจ่างด้วย ขอบคุณครับ


    โพสเมื่อ : 2010-08-27 16:26:07

โดย : RochaAngel29
ความเห็นที่ : 67
I opine that to receive the <a href="http://lowest-rate-loans.com/topics/credit-loans">credit loans</a> from banks you must present a firm reason. However, one time I have got a sba loan, just because I was willing to buy a building.

    โพสเมื่อ : 2010-06-09 12:31:59

โดย : tawich
ความเห็นที่ : 66

เยี่ยมมากครับ ขออนุญาตินำไปอ้างอิงนะครับ


    โพสเมื่อ : 2010-06-08 22:34:48

โดย : ่kit
ความเห็นที่ : 65
ดีมากๆเลยครับ สงสัยมานาน
ขอบคุณครับ

    โพสเมื่อ : 2010-05-02 19:02:55

โดย : Amy28Mcknight
ความเห็นที่ : 64
I guess that to get the <a href="http://lowest-rate-loans.com">loan</a> from creditors you should have a great reason. Nevertheless, once I've received a student loan, because I was willing to buy a car.

    โพสเมื่อ : 2010-04-15 00:38:58

โดย : Cleo27Woodward
ความเห็นที่ : 63
I had a dream to start my organization, but I didn't have got enough amount of cash to do it. Thank goodness my close colleague told to utilize the <a href="http://lowest-rate-loans.com/topics/business-loans">business loans</a>. Hence I received the bank loan and made real my dream.

    โพสเมื่อ : 2010-04-13 19:35:24

โดย : XM
ความเห็นที่ : 62
โอ้ ขอบคุณมาก ครับ

    โพสเมื่อ : 2010-03-07 10:01:57

โดย : suriyawibool
ความเห็นที่ : 61
เยี่ยมมากครับ

    โพสเมื่อ : 2010-02-09 01:59:50

โดย : pennsree
ความเห็นที่ : 60
ขอบคุณมากค่ะ ได้ความรู้ดี ....ให้คะแนน *****

    โพสเมื่อ : 2010-01-29 13:55:02

โดย : yamada
ความเห็นที่ : 59
ขอบคุนคะ

อ่านแล้วสนุกดี

    โพสเมื่อ : 2010-01-03 04:51:25

โดย : tum
ความเห็นที่ : 58
ขอบคุณมากๆ ครับ

    โพสเมื่อ : 2009-11-08 13:31:11

โดย : poly
ความเห็นที่ : 57
ขอบคุณมากข้อมูลถูกต้องมาก

    โพสเมื่อ : 2009-10-07 15:44:49

โดย : ครูครับ
ความเห็นที่ : 56
เยี่ยมมาก เกือบเข้าใจผิดแล้ว ขอบคุณครับ

    โพสเมื่อ : 2009-09-21 14:24:45

โดย : ยงยุทธ
ความเห็นที่ : 55
เป็นบทความที่ดี น่าเชื่อถือมากครับ

    โพสเมื่อ : 2009-09-02 09:08:59

โดย : kapook
ความเห็นที่ : 54
ขอบคุณมากๆค่ะ

เป็นประโยชน์มากๆค่ะ

    โพสเมื่อ : 2009-08-27 10:21:55

โดย : sit
ความเห็นที่ : 53
เป็นแหล่งความรู้ที่หายากมากๆ ครับขอบคุณมากๆครับ

    โพสเมื่อ : 2009-07-28 20:45:55

โดย : toy
ความเห็นที่ : 52
ขอบคุณมากๆครับ
ได้ข้อมูลที่มีประโ่ยชน์เยอะเลย

    โพสเมื่อ : 2009-07-12 10:38:53

โดย : sanwut
ความเห็นที่ : 51
ขอบคุณสำหรับความรุดีๆครับ

    โพสเมื่อ : 2009-07-03 21:21:05

โดย : ครูธุรการ
ความเห็นที่ : 50
ขอบคุณมากครับได้ความรู้ดี

ขออนุญาตเอาไปฝากเป็นความรู้ให้เด็กๆในเว็ปโรงเรียนนะครับ

    โพสเมื่อ : 2009-07-01 08:52:30

โดย : vista
ความเห็นที่ : 49
ขอบคุณสำหรับบทความ dd นะครับ

    โพสเมื่อ : 2009-06-14 16:16:41

โดย : ash
ความเห็นที่ : 48
ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่

เผื่อจะเอาไปแนะนำคนอื่นด้วย

    โพสเมื่อ : 2009-05-24 13:05:17

โดย : VirusH5N1
ความเห็นที่ : 47
ขอบคุณสำหรับบทความอันมีประโยชน์มากๆครับ

    โพสเมื่อ : 2009-04-29 12:47:01

โดย : Camelot
ความเห็นที่ : 46
ดีครับ จะเอาไปเผยแพร่ให้เพื่อนๆ

    โพสเมื่อ : 2009-04-26 09:25:17

โดย : ขอใช้ข้อมูล
ความเห็นที่ : 45
แล้วเค้าโจมตีคนอื่นตรงไหนอ่ะค่ะ

ดูๆๆแล้ว เขียนได้น่าเชื่อถือดี


    โพสเมื่อ : 2009-04-24 07:20:46

โดย : nunam
ความเห็นที่ : 44
แล้วควรชาร์ตแบตตอนแบตเหลือกี่ %ค่ะ เพราะธรรมดาจะรอให้แบตเหลือ ประมาณสิบกว่า %แล้วค่อยชาร์ตค่ะ แล้วจะทำให้แบตเสื่อมเร็วมั้ยค่ะ

    โพสเมื่อ : 2009-03-22 11:28:05

โดย : Ritto
ความเห็นที่ : 43
เขียนดีมากครับ และข้อมูลก็ถูกต้อง ตามทฤษฎีครับ
ผมเองก็สอนน้องๆหลายคนแบบนี้แหละครับ
การ fully discharge นั้น ใช้สำหรับแบตเตอรี่ ตระกูล นิเกิ้ลครับ
หากนำมาใช้กับตระกูลลิเธียม จะทำให้แบตเตอรี่ร้อนขึ้น และทำให้สารเคมีภายในทำปฏิกริยาเสื่อมสภาพลง ตามทฤษฎี ถึงจะไม่มาก แต่ก็เสื่อมลงโดยไม่จำเป็นนะครับ ดังนั้นอย่าเอาความรู้เก่าจาก หนังสือเก่าๆ สมัยที่ยังใช้แบต นิเกิล มาเถียงคนเขียนบทความเลยนะครับ

ฝากไว้นะจ๊ะน้องๆ
ฤทธิ์

    โพสเมื่อ : 2009-01-23 09:56:00

โดย : Meen
ความเห็นที่ : 42
ถึงคุณ คห 38 นะครับ
สำหรับผมแล้ว Wikipedia เป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้มากๆเลยครับ เพราะว่าข้อมูลพวกนี้ก็เกิดจากผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจมาเขียนบทความ ทั้งยังมีการแก้ใขไม่รู้กี่รอบแล้ว
อันนี้ข้อความจาก Wiki
"Unlike Ni-Cd batteries, lithium-ion batteries should be charged early and often. However, if they are not used for a long time, they should be brought to a charge level of around 40%–60%. Lithium-ion batteries should not be frequently fully discharged and recharged ("deep-cycled") like Ni-Cd batteries, but this is necessary after about every 30th recharge to recalibrate any external electronic "fuel gauge" (e. g. State Of Charge meter). This prevents the fuel gauge from showing an incorrect battery charge."
ถ้าแปลออกคงจะรู้ว่า เขาไม่แนะทำให้ทำ Full cycle charge/discharge นะครับ

    โพสเมื่อ : 2008-12-29 07:25:30

โดย : powerdome
ความเห็นที่ : 41
อ่านคอมเม้นแล้วผมงงจังครับเจ้าของบทความเขาไปโจมตีใครอะไรนตรงใหน ครับงง
แต่ผมก็เคยอ่านนะครับที่บางเว็บเหรอบางคนเขียนไว้ผิดเหรอไม่ถูก100% ผมก็ไม่ซีเรียดครับ
เพราะมันเป็นบทความการทดลองของผรั่งเขานี่หว่าเรามันคนไทย ถ้าแปลความผิดไปมั้งก็ไม่เห็นเป็นไรเลยผมเลยไม่เครียดไงครับ
เอาที่อ่านแล้วมันใช้ได้เหมือนที่บทความบอกนั้นแสดงว่าบทความนั้นถูก95%ขึ้นไปแล้วก็พอครับ

ของมันไม่ได้สำคัญถึงตายในพริบตานะครับพวกบริษัทเขาไม่ทำให้มันใช้งานได้100%หรอกครับเดี๋ยวบริษัทเขาขาดทุนกันพอดี
ใครว่าไรไม่รู้นะแต่ผมคิดอย่างนี้ครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-28 23:30:25

โดย : God
ความเห็นที่ : 40
เดี่ยวเก็บโน็ตบุคไว้ในตู้เย็นดีกว่า แบตจะได้ไม่เสื่อม

    โพสเมื่อ : 2008-11-26 15:08:11

โดย : tim
ความเห็นที่ : 39
ขอบคุณ ครับ เนื้อหาดีครับ หลายอย่าง ผมเจอกับตัวเองครับว่าจริง

    โพสเมื่อ : 2008-11-23 21:31:54

โดย : sk
ความเห็นที่ : 38
references แต่ละอัน โครตไม่น่าเชื่อถือเลย

ตัวแปรที่มีผลต่อ อายุการใช้งาน มีมากมาย

สำหรับผม fully charge และ fully discharge เป็นช่วงๆ ดีที่สุด

    โพสเมื่อ : 2008-11-23 16:59:39

โดย :
ความเห็นที่ : 37
เก่งจังเลยครับท่าน Haver

    โพสเมื่อ : 2008-11-23 13:52:21

โดย : เดี่ยวเปี้ยว
ความเห็นที่ : 36
ไม่เป็นไรคับอยู่ที่เจตนา อาจจะร้อนตัวมาโพส แต่ผมก็ยอมรับว่าผมเป็นทีมงานในอีกเวปหนึ่ง ไม่เคยหลบๆซ่อนๆ กล้าทำก็ต้องกล้ารับ

ผมว่าเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเขียนผิดก็ว่าไปตามผิด แต่สิ่งที่แสดงความคิดเห็นในบทความ บอกได้เลยว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะบอกว่า "บทความนั้นมีข้อผิดพลาด" ผมไม่อยากบอกว่าเจตนานั้นเป็นอะไร ไปอ่านกันเอาเองดีกว่าคับ ผมไม่ได้ลบกระทู้ของคุณด้วย ยกเว้นคำหยาบมากเกินไป

ผมอยู่ของผมแบบนี้น่ะคับ ถ้าคุณเจตนาดีมา ผมก็เจตนาดีกกลับ แต่ถ้าไม่ดีมา ผมก็ต้องออกมาปกป้องตัวผมคับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-23 13:30:51

โดย : haver
ความเห็นที่ : 35
อ้อ ฝากอีกนิดนึงครับว่า

ถ้าคิดว่าเขียนเพื่อโจมตีล่ะก็เป็นสิทธิที่จะคิดได้ก็แล้วแต่ละกันครับ ให้อธิบายยังไงถ้ามีอคติในใจยังไงผมก็ไปแก้ให้ไม่ได้หรอกครับ แต่ขอบอกทุกท่านไว้ตรงนี้เลยครับว่า

ถ้ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นจริง ผมก็ยินดีนำเสนอแบบตรงๆอย่างนี้ ไม่สนหน้าอินหน้าพรหมล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือแม้แต่ยี่ห้อที่มาโฆษณาในเว็บนี้ถ้าต้องเขียนความจริงแล้วกระเทือนถึงยี่ห้อนั้นๆ ผมก็จะเขียนครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-22 23:56:13

โดย : haver
ความเห็นที่ : 34
คคห.28 ครับ ที่ต้องบอกไว้หน้าแรกว่าไม่ได้โจมตีใคร เพราะว่ามีพวกป่วนเข้ามาเพียบ ตอนแรกไม่ได้เขียนไว้หรอกครับ เพิ่งเติมไปทีหลังตอนโดนป่วน (สังเกตว่าเติมตรง ปล. ส่วนเนื้อความข้างบน original)

บางอันก็ใช้คำหยาบคาย(เรียกว่าด่ากันตรง) ซึ่งผมก็ลบทิ้งไปหลายอันแล้ว(เฉพาะอันที่หยาบนะครับ อันที่พอรับได้ก็ยังอยู่)

และที่น่าแปลกใจก็คือผมลองไปดูในเว็บนั้นแล้ว บทความก็คนละชื่อกับที่ผมอ้างอิงไว้ในหน้านี้ ส่วนเหตุผลที่ผมต้องอ้างชื่อบทความประกอบก็บอกไว้แล้วในคคห.24 นะครับ ลองอ่านดู (ทนไม่ได้จริงๆกับเว็บเป็นหมื่นๆเพจที่มีแต่เรื่องผิดๆ)

    โพสเมื่อ : 2008-11-22 23:33:12

โดย : nattawut
ความเห็นที่ : 33
คุณ Tommy เครียดมาก เดี๋ยวผมเลี้ยงเหล้า เลี้ยงหนังได้นะ :) :) :) อภัยให้ทีมงานเหอะนะ แหมๆๆๆ

    โพสเมื่อ : 2008-11-22 22:58:10

โดย : Tommy
ความเห็นที่ : 32
ครับ.. ให้ดูที่เจตนาการนำเสนอบทความ แต่ดูเจตนาครั้งนี้แล้ว ไม่ค่อยดีนัก อยากจะบอกทีมงานทุกท่าน คราวหน้าขอเถอะ อย่าไปพาดพิงคนอื่นๆ เลย ผมชอบที่นี่ และอยากให้นำเสนอแต่สิ่งดีดี ไม่ต้องพาดพิงใคร เท่านี้แหละครับ ผมก็จะติดตามเว็บท่านต่อไป และแนะนำเพื่อนๆ ให้ด้วย แต่ถ้ายังพาดพิงอีก ก็ตัวใครตัวมันหล่ะ

    โพสเมื่อ : 2008-11-22 22:48:57

โดย : nattawut
ความเห็นที่ : 31
ใจเย็นๆ ครับ ผมเองก็เป็นหนึ่งในทีมงาน

ว่าแล้วเสนอแบบนี้ย่อมจะถูกแ รงสะท้อนเ ป็น ธรรมดา ผมโดนมาก่อนตั้งแต่ตอน Samsung แล้ว เลยเฉยๆ ครับ เจตนาของเจ้าของบทความ ต้องการให้ความรู้จริงๆ ผิดพลาดไปก็ขออภัยด้วย เพราะผมเองก็ไม่เก่งเรื่องนี้นักนะ แต่ก็อยากจะให้เปิดกว้างๆ อ่ะครับ จริงๆ สินค้าทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามมีข้อดีและข้อเสียในตัว แบตยี่ห้อ ... จะดีกว่าแบตยี่ห้อ ... ไม่ได้สำคัญหรอกครับ ต้องดูที่เจตนาของการเสนอบทความ หรือแม้กระทั่งรีวิวเราจำเป็นต้องเสนอทั้งด้านดีและด้านไม่ดี

ในกรณีนี้เกิดเจอผู้มีส่วนใด้ส่วนเสีย ก็อาจจะมีการปกป้อง บิดเบือน ในเว็บบอร์ดสาธารณเป็นเรื่องธรรมดา เพราะมันก็เป็นการตลาดอย่างหนึ่ง ฟังหูไว้หูย่อมดีกว่าครับ ชาวไอทีทุกท่าน

เอาเป็นว่าข้อมูลมีไว้พิจารณา ผมก็ไม่สามารถบอกให้ทุกท่านเชื่อได้ แต่ก็เก็บไว้พิจารณาเฉยๆ ส่วนใครจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์แล้วมาโจมตีกัน ผมว่าผู้อ่านทุกท่านตัดสินเองได้ครับ นะนะนะ

มาถ่ายรูปกับผมเหอะ สนุกกว่า :) :) :)

    โพสเมื่อ : 2008-11-22 22:38:29

โดย : ta
ความเห็นที่ : 30
อยากให้ทำบทความเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆด้วยครับได้ความรู้ดีอย่างเช่น จอโน๊ตบุค ฮาร์ดดิสทั้งในเครื่องแล้วก็external

    โพสเมื่อ : 2008-11-22 17:01:48

โดย : คนผ่านมา
ความเห็นที่ : 29
เห็นด้วยกับความเห็นที่ 28 เพราะผมก็ได้ไปอ่านมาเช่นกัน ผมไม่รู้ว่าทางเว๊บจะสื่ออะไร ถ้าไม่ได้โจมตีแล้วจะบอกทำไม........แล้วยิ่งเห็นมีคนชื่อ oatcpe ไปโปรโมทเว๊บคุณแต่ไปโจมตีอีกเว๊บ ในเว๊บบอร์ดแห่งนึง(จนถูกล๊อคกระทู้)......ซึ่งผมไม่รู้ว่าเค้าต้องการจะสื่อถึงอะไร แต่ที่รู้สึกไม่ดี เพราะทำไม เป็นเว๊บที่ให้ข่าวสารไอทีเหมือนกันแต่ต้องโจมตีกันเองด้วย เหมือนกันพันธมิตรกับนปช.เลย ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกันกลับมาทะเลาะกันเอง...เฮ้อ เศร้า

    โพสเมื่อ : 2008-11-22 12:51:30

โดย : Tommy
ความเห็นที่ : 28
ในฐานะที่ผมแวะเวียนมาอ่านข้อมูลที่นี่อยู่เป็นประจำ มีครั้งนี้และที่รู้สึกว่า บทความนี้ เขียนเพื่อโจมตีอีกเว็บ เพราะจริงๆ แล้ว ในหน้าแรก ไม่เห็นต้องบอกเลยครับว่า ไม่ได้โจมตีใคร มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาเลย แค่บอกว่าคุณนำเสนออะไรก็พอแล้ว

ทำให้ผมรู้สึกว่าจุดประสงค์จริงๆ ไม่ใช่เขียนขึ้นมาเพื่ออยากให้คนได้ความรู้ทั้งหมด แต่แฝงด้วยการโจมตีและดิสเครดิตเว็บอื่นๆ สิ่งที่คุณควรจะทำก็คือนำเสนอสิ่งดีดีแบบนี้ต่อไปดีกว่าครับ การแข่งขันไม่จำเป็นต้องโจมตีคู่แข่งเสมอไป แต่ควรจะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนเข้าเว็บ ไม่ต้องไปว่าใครหลอกครับ ทำแบบนี้ เสียความรู้สึกโคตรๆ อยู่วงการเดียวกันก็ควรช่วยเหลือกันครับ มีอะไรผิดถูกก็อีเมล์ไปบอกกันก็ได้ ไม่ต้องมาโพสต์ประชดกันไปแบบนี้ ทำเหมือนพันธมิตร กับ นปก.ไปได้

ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเว็บที่คุณโจมตีหรอก แต่เข้าทั้งสองเว็บนั่นแหละ ส่วนใหญ่จะเข้าเว็บนี้มากกว่าด้วยซ้ำไป แต่คราวนี้ทนไม่ไหว ขอเขียนสักหน่อย ลองเช็คไอพี ดูละกัน

    โพสเมื่อ : 2008-11-22 12:16:21

โดย : tho
ความเห็นที่ : 27
บทความดีมากครับ ขอเป็นกำลังใจ อย่างน้อยก้ได้จัดทำบทความดีๆมาเผยแพร่ครับ สู้ๆๆๆ

    โพสเมื่อ : 2008-11-22 10:54:13

โดย : bankkanb
ความเห็นที่ : 26
ผมเองก็เจอเรื่องนี้เหมือนกันครับ เคยเถียงกะเพื่อนแล้วก้พวกสมาชิกในเว็ปคับ (เมื่อก่อนเล่น dotsis.net) ผมก็คิดเหมือนบทความนี่ครับ เพราะได้รู้มาจากต่างประเทศแบบนี้เหมือนกันครับ มีแต่พวกที่ติดเรื่องแบตเดิม ๆ เลยไม่เข้าใจ เถียงจนผมชนะมาแระ ขอสนับสนุนบทความนี้เต็มที่ เพราะมันคือเรื่องจริง

    โพสเมื่อ : 2008-11-21 22:39:52

โดย : ta
ความเห็นที่ : 25
ขอบคุณครับ ที่เขียนให้ความรู้กัน

    โพสเมื่อ : 2008-11-21 21:11:14

โดย : haver
ความเห็นที่ : 24
ตรงวงเล็บ (บทความที่ชื่อ "เทคนิคการชาร์จแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กให้คุ้มค่า") อันนี้ผมเติมไปที่หลังเมื่อวานตอนเย็นนะครับ คนที่อ่านก่อนหน้านี้จะไม่เจอคำนี้

ที่ต้องเติมไม่ใช่เพราะอาจจะโจมตีหรือว่าอะไรทั้งนั้น แต่เพราะว่าหลังจากเขียนความไปตอนแรกแล้วมีคนอ่านเมล์มาบอกครับว่า ไอ้ที่มันผิดน่ะมันกระจายอยู่เีพียบเต็มอินเทอร์เน็ต แล้วที่เขียนไปทีแรกมันไม่ชัดเจนเท่าไหร่ครับ

ก็เลยตัดสินใจลงชื่อบทความไปด้วย เพราะลอง search เองใน google แล้วก็พบว่าน่าจะมีคนเข้าใจผิดไปกันเยอะมากล้วครับ เท่านั้นครับ ถ้ามันผิดพลาดอะไรตรงไหนก็โพสบอกกันได้ครับ(อย่างสุภาพชน)

ตามปกติถ้าใครโพสบอกอะไรก็จะแก้ไขให้อยู่แล้วครับ ถ้าตรงไหนเห็นว่าไม่ดีไม่เหมาะเอาเหตุผลมาถกกันครับ แก้ให้อยู่แล้วครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-21 18:14:28

โดย : cronoser
ความเห็นที่ : 22
ไม่ต้องพาดพิงใครเป็นดีที่สุดครับ
จะได้ไม่ต้องทะเลาะกันครับ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-21 17:49:18

โดย : haver
ความเห็นที่ : 21
คคห.20 ถามสั้นๆ 2 ประโยคนะครับ ถ้าไม่ตอบก็ขอลบความเห็นทิ้งนะครับ

1. ข้อมูลในบทความ "ชาร์ตแบตอย่างไรให้คุ้มค่า" มีส่วนที่เขียนผิดรึเปล่า

2. แล้วที่ส่วนที่ผมเขียนให้อ่านกันมันถูกรึเปล่า

3. อย่างนี้เรียกโจมตีตรงไหนครับ ถ้ารู้ว่าผิดก็กลับไปแก้ของตัวเองให้ถูกสิครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-21 17:47:08

โดย : OCZ
ความเห็นที่ : 20
กล้าทำก็กล้ารับ แมนๆหน่อยครับ เ่ล่นขึ้นบทความพร้อมๆกับเค้า โจมตีซะขนาดนี้ ถ้าจะอ้างว่าบทความเก่านั้นฟังไม่ขึ้นหรอก คนอ่านนะครับ ไม่ใช่ควาย ทำอะไรให้มีจรรยาบรรณสื่อหน่อย ที่บอกว่าะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง อันนี้เห็นด้วยครับ แต่ไม่เห็นต้องไปกล่าวโจมตีนี่นา ถ้าทำไม่ได้ก็กลับไปขายหนังสืออย่างเดียวเถอะครับ อย่าทำเลยเว็บน่ะ พูดกันแมนๆนะครับ หวังว่าคงไม่ลบค.ห.นี้ออก

    โพสเมื่อ : 2008-11-21 16:44:24

โดย : Haven
ความเห็นที่ : 19
อ่านไปอ่านมา ตัว Bever นี่แหละที่กินปูนร้อนท้อง 555+ กั่กๆๆๆ ขำ

    โพสเมื่อ : 2008-11-21 16:23:25

โดย : Bever
ความเห็นที่ : 18
เอ๋ ค.ห. 14 ก็ไม่ได้ว่าใครนี่นา คำพูดลอยๆ แต่ตัว Bever เลย point ไปงี้ ระวังโดนฟ้องหมิ่นประมาทนะครับ เหอๆ

    โพสเมื่อ : 2008-11-21 16:22:06

โดย : haver
ความเห็นที่ : 17
คคห.14 กินปูนร้อนท้องรึเปล่าครับ ในบทความไม่มีชื่อเว็บไหนสักเว็บที่ถูกโจมตีเลยนะครับ

แล้วคำว่าลอกเลียนเนี่ย อยากจะให้ผมแฉไหมล่ะครับ ว่าความจริงแล้วเว็บไหนมันเป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าคิดจะป่วนคิดให้ดีนะครับ ผมสามารถฟ้องหมิ่นประมาณคุณได้นะครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-21 13:58:30

โดย : แสดด
ความเห็นที่ : 16
ผมไม่เห็นว่าเค้าจะจับผิดตรงไหน
เค้าแค่ให้คนเข้าใจสิ่งที่ถูก ดีกว่าพวกโง่ดักดานบางคนแล้วกัน

    โพสเมื่อ : 2008-11-21 10:11:05

โดย : Bever
ความเห็นที่ : 14
เบื่อพวกไร้ความคิด ลอกเลียนแล้วคอยโจมตีชาวบ้าน หุหุ เว็บจับฉ่ายว่ะ

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 19:28:38

โดย : haver
ความเห็นที่ : 13
ขอเพิ่มรูปแสดง Cycle life ให้ดูอีกรูปล่ะกันครับ ในรูปเป็นค่ากลางๆนะครับ แบตบางรุ่นบางยี่ห้ออาจจะทำได้มากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้ก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการผลิตและออกแบบครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 18:18:04

โดย : haver
ความเห็นที่ : 12
เพิ่มรูปในข้อ 4 ให้ดูครับ

จะเห็นว่าถึงแม้จะเป็น 0 องศา C มันก็ได้แค่ละชอการเสื่อมเท่านั้นครับ

ถ้าจะแช่ตู้เย็นจริงๆ แนะนำให้แช่ตรงช่องธรรมดาครับ แต่ถ้าอยากแช่ช่องฟรีช ก็คงจะต้องหากล่องหรือวัสดุกันน้ำมาห่อหุ้ม แล้วก็ต้องตามด้วยสารดูดความชี้นด้วยครับ เพราะถ้าหากแบตมีความชื้นแล้วเอาไปแช่ช่องฟรีช มันก็จะเกิดน้ำแข็งเกาะครับ ทีนี้พอเอาออกมาใช้ น้ำแข็งมันละลายมันก็อาจจะทำให้วงจรช๊อตได้

ดังนั้นถ้าจะแช่ตู้เย็นเอาแช่ช่องธรรมดาก็พอแล้วครับ ช่องฟรีชดูจะเสี่ยงไป

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 17:29:31

โดย : samuk
ความเห็นที่ : 11
ถ้าเอาแบตไปแช่ตู้เย็น wear level จะเหลือ 0% ไหมครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 16:25:11

โดย : FacZ
ความเห็นที่ : 10
บทควาทดีมากครับ กระจ่างเลย

ขอบคุณครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 15:18:30

โดย : haver
ความเห็นที่ : 9
มีอัพเตดแก้ไขคำผิด และรูปที่ผิดนิดหน่อยนะครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 15:02:08

โดย : haver
ความเห็นที่ : 8
แบตรถยนต์เป็นคนละชนิด และคนละประเภทกันครับ

ในบทความนี้พูดถึงเฉพาะแบตเตอรี่แบบ Lithium เท่านั้นครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 13:50:20

โดย : ohmohm
ความเห็นที่ : 7
แล้วแบตรถยนต์ (ทั้งแบบเติมน้ำกลั่นและแบบ sealed ) มีอายุการเสื่อมสภาพนับจากวันผลิตด้วยเหมือนกันไหมครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 12:46:12

โดย : Sudeki
ความเห็นที่ : 6
ดีมากเลยครับ เข้าใจถูกแล้ว
จะเอาไปเผยแพร่ให้เยอะๆ เลย

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 11:05:50

โดย : maxmui
ความเห็นที่ : 5
ขอบคุณคราบ...ดีมากมาย

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 09:19:23

โดย : abojama
ความเห็นที่ : 4
กระจ่ายเลย ขอบคุณครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 03:05:59

โดย : powerdome
ความเห็นที่ : 3
ทีนี้ก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกันซักทีใครเถียงเอาบทความนี้ไปยัดคอมมันเลย5555+

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 02:03:56

โดย : prapiak
ความเห็นที่ : 2
เอาไปเผยแพร่แล้วครับ บทความดีมากๆ (ใส่เครดิตให้แล้วครับ)

ขอบคุณมากๆครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-20 01:16:15

โดย : Rock Soh-min
ความเห็นที่ : 1
thank ครับ

    โพสเมื่อ : 2008-11-19 23:53:37

บทความโดย :

dxcite
คนดู : 23537 / ตอบ : 66
โพสเมื่อ : 14:45 น. 19 พ.ย. 2008