|
ใช้งานและดูแลรักษาแบตฯ Lithium อย่างถูกต้อง (แบตฯ Notebook,กล้องดิจิตอล,มือถือ ฯลฯ) |
|||
|
By : Haver
19-11-2008 02:45:58 PM (last update 20-11-2008 06:18:00 PM) |
|||
|
อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์สำหรับพกพา เช่น Notebook, กล้องดิจิตอล และมือถือ ในปัจจุบันจะมาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบ lithium แทบทั้งสิ้น ซึ่งแบตเตอรี่แบบ lithium นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย น้ำหนักเบา และไม่ต้องดูแลรักษามากนัก ซึ่งจะต่างจากแบตเตอรี่แบบชาร์ตไฟใหม่ได้ในสมัยก่อนๆอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านวิธีใช้งาน และการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง
แบตเตอรี่แบบ lithium ที่พบเห็นบ่อยๆ ในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 แบบ คือ 1. lithium-ion หรือตัวย่อว่า Li-ion เป็นแบตเตอรี่ที่พบเห็นมากที่สุด ถือว่าเป็นแบตเตอรี่มาตรฐานสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกวันนี้ 2. lithium-ion polymer หรือตัวย่อว่า Li-Poly เป็นแบตเตอรี่ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Li-ion โดยจะมีความจุไฟฟ้ามากว่า Li-ion ถึง 20% ในขนาดแบตเตอรี่ที่เท่ากัน แบตเตอรี่แบบนี้มีจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือมีข้อจำกัดเรื่องรูปร่างของเบตเตอรี่น้อยมาก จึงทำให้สามารถสร้างแบตเตอรี่แบบ Li-Poly ให้มีขนาดเล็กและบางได้ รวมทั้งสามารถสร้างให้มีรูปทรงแปลกๆ ที่ไม่ใช่ทรงกระบอกหรือทรงสี่เหลื่ยมเหมือนแบตเตอรี่แบบเดิมๆได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามต้นทุนการผลิตของ Li-Poly ยังจัดว่ามีต้นทุนสูง ดังนั้นความนิยมจึงยังมีไม่มากเท่าแบตเตอรี่แบบ Li-ion ทีนี้ลองพลิกดูแบตเตอรี่ของคุณๆ ดูว่าใช่แบตเตอรี่แบบ lithium กันรึเปล่า ถ้าใช่แล้ว เรามาไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแบตเตอรี่ lithium กันเลยดีกว่าครับ 1. ตารางเจ้าปัญหา ความจริงที่ถูกบิดเบือน
หลายๆคนอาจจะเคยเห็นตารางอย่างในรูปข้างบนมาแล้วใช่ไหมครับ มีบทความหนึ่งนำตารางข้างบนนี้ไปอ้างอิง(บทความที่ชื่อ "เทคนิคการชาร์จแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กให้คุ้มค่า") แต่กลับบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยอ้างว่ากราฟที่เห็นเป็นกราฟ การชาร์ตไฟที่ % แบตเตอรี่ต่างๆกัน เช่น ที่ 1C ก็อ้างไปว่าเป็นการชาร์ตไฟที่แบตเตอรี่เหลือไฟอยู่ 65-70% ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือนและผิดชนิดที่ว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย ต้นฉบับที่แท้จริงของตารางข้างบนมาจากเว็บ http://www.batteryuniversity.com/parttwo-34.htm ครับ ซึ่งในเว็บ และบนหัวตารางก็ระบุไว้อย่างชัดเจนมันคือตาราง charge/discharge rateซึ่งคำว่า charge rate ไม่ได้หมายความว่าใช้แบตไปหมดไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้วค่อยชาร์ตไฟกลับคืนเป็น 100% แต่ charge rate หมายถึงอัตราของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ชาร์ตแบตเตอรี่ในช่วงเวลา เช่น ถ้าเรามีแบตเตอรี่ขนาด 10 Ah(ampere-hour) แต่เราชาร์ตไฟด้วยแท่นชาร์ตที่ปล่อยไฟชั่วโมงละ 2 แอมแปร์(ampare) ก็จะต้องใช้เวลาชาร์ตไฟเข้าไปในแบตเตอรี่ที่ว่างเปล่าจนไฟเต็มด้วยเวลา 5 ชั่วโมง อัตราการชาร์ตระดับนี้เราเรียกว่าอัตรา C/5 หรือ 0.2C
และคำว่า discharge rate ก็จะคล้ายๆกับ charge rate ครับแต่เป็นในทางกลับกันคือเป็นอัตราการใช้ไฟ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตารางข้างต้นแสดงถึงว่าถ้าเราชาร์ตไฟด้วยกระแสไฟสูงในเวลาสั้นหรือใช้ไฟจากแบตในปริมาณมากในระยะเวลาอันสั้น จะทำให้แบตเตอรี่แบบ lithium เสื่อมเร็วขึ้น (จำนวน cycle ลดลง) ส่วนกรณีที่ยกมาอ้างว่า การชาร์ตไฟบ่อยๆหรือการใช้ไฟจากแบตเตอรี่เพียงเล็กน้อยแล้วรีบชาร์ตกลับให้เต็ม 100% เป็นการช่วยเพิ่มจำนวน cycle นั้นไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย เพราะการเพิ่มลดของจำนวน cycle ไม่เกี่ยวกับรูปแบบการใช้งานว่าใช้มากใช้น้อยแล้วค่อยชาร์ตไฟ แต่จำนวน cycle เกี่ยวข้องโดยตรงกับเครื่องชาร์ตว่าชาร์ตเร็วหรือช้า ถ้ายิ่งชาร์ตเร็วแบตฯก็จะเสี่ยมเร็ว ถ้าเครื่องชาร์ตค่อยๆชาร์ตแบตก็จะเสื่อมช้า 2. นับจำนวน Cycle อย่างไรจำนวน Cycle คือตัวเลขที่บ่งบอกอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ว่าแบตฯจะเริ่มเสื่อมเมื่อผ่านการชาร์ตไปนานแค่ไหน ถ้าแปลตรงๆตัวคำว่า cycle ก็คือรอบ คำว่ารอบไม่ได้เท่ากับคำว่าครั้ง ดังนั้นการชาร์ต 1 ครั้งจึงไม่เท่ากับ 1 cycle ซะทีเดียว จำนวน 1 Cycle จะวัดจากปริมาณการชาร์ตไฟที่รวมๆแล้ว เท่ากับปริมาณการชาร์ตไฟจากแบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ(0%) จนแบตเตอรี่มีไฟเต็ม(100%) 1 ครั้ง เช่น ถ้าเราชาร์ตครั้งแรกจากแบตเตอรี่ 50%=>100% การชาร์ตครั้งนี้ก็จะนับเท่ากับ 0.5 cycle
3. ชาร์ตอย่างไรถึงจะดี
ข้อมูลตรงนี้เป็นที่ยืนยันจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ(ทั้งที่อ้างอิงไว้ข้างล่าง และที่อื่นๆ) มีใจความตรงกันว่า การชาร์ตมาชาร์ตน้อย ชาร์ตนาน ชาร์ตถี่ ชาร์ตบ่อย มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่น้อยมาก ส่วนข้อความข้างต้นที่ยกมานั้นเป็นคำแนะนำสำหรับแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆที่ไม่ใช่ lithium ครับ การที่แบตเตอรี่แบบ lithium จะเสื่อมจากการใช้งานนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 เงื่อนไข คือ
1. เมื่อใช้งานจนถึงจำนวน Cycle ที่แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมเองตามปกติ
4. ได้ยินว่าชาร์ตไฟ 40% แบตจะอยู่ได้นานกว่าจรึงรึเปล่าสำหรับแบตเตอรี่แบบ lithium ถ้าชาร์ตไฟที่ 40% แล้วเก็บเอาไว้โดยไม่ใช้งานเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป ตัวแบตจะเสื่อมน้อยกว่าการชาร์ตไฟที่ 100% แล้วเก็บไว้นาน 1 ปีขึ้นไป แต่สำหรับแบตเตอรี่ที่ไม่ได้เก็บไว้นานเกิน 1 ปี หรือแบตเตอรี่ที่ใช้งานตามปกติ(ไม่ได้เก็บเข้ากรุ) อัตราการเสื่อมของแบตเตอรี่ไม่ว่าจะมีไฟที่ 40% หรือ 100% นั้นแทบจะไม่ต่างกัน
สรุปว่าข้อความข้างต้นเป็นจริงเฉพาะแบตเตอรี่ lithium ที่เก็บไว้นานๆโดยไม่ใช้งานครับ และในการเก็บรักษาก็อย่าลืมเก็บไว้ในที่เย็นๆนะครับ เพราถ้าเก็บไว้ในที่อากาศร้อนจะเร่งให้แบตเสื่อมเร็วครับ 5. แล้วเวลาใช้งาน Notebook เมื่อเสียบปลั๊กแล้วควรจะถอดแบตหรือไม่คำตอบนี้ตอบได้ทั้งควร และไม่ควรครับ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานจะเลือกแบบไหน
โดยส่วนตัวผมจะแนะนำให้เสียบแบตฯทิ้งเอาไว้ครับ เพราะข้อดีมีเยอะกว่าข้อเสีย และที่สำคัญคือ ถึงแม้การเสียบแบตฯไว้อาจจะทำให้แบตฯเสื่อมจากความร้อนได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Notebook ทุกวันนี้ออกแบบมาให้ตรงส่วนที่เป็นแบตเตอรี่เป็นฉนวนความร้อนครับ ดังนั้นความร้อนก็จะส่งไปถึงแบตเตอรี่ได้ไม่มากนัก เรียกง่ายๆว่าถ้าเครื่องมันร้อนมาก คนใช้ Notebook จะร้อนมือก่อนที่แบตจะร้อนเสียอีกด้วยซ้ำครับ
|
|||
|
|
|||
| ความคิดเห็นที่ 42 | |
| ถึงคุณ คห 38 นะครับ สำหรับผมแล้ว Wikipedia เป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้มากๆเลยครับ เพราะว่าข้อมูลพวกนี้ก็เกิดจากผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจมาเขียนบทความ ทั้งยังมีการแก้ใขไม่รู้กี่รอบแล้ว อันนี้ข้อความจาก Wiki "Unlike Ni-Cd batteries, lithium-ion batteries should be charged early and often. However, if they are not used for a long time, they should be brought to a charge level of around 40%–60%. Lithium-ion batteries should not be frequently fully discharged and recharged ("deep-cycled") like Ni-Cd batteries, but this is necessary after about every 30th recharge to recalibrate any external electronic "fuel gauge" (e. g. State Of Charge meter). This prevents the fuel gauge from showing an incorrect battery charge." ถ้าแปลออกคงจะรู้ว่า เขาไม่แนะทำให้ทำ Full cycle charge/discharge นะครับ |
|
| จากคุณ : Meen [ 29-Dec-2008 07:25:30 AM - 125.25.25.1xx ] | |
| ความคิดเห็นที่ 41 | |
| อ่านคอมเม้นแล้วผมงงจังครับเจ้าของบทความเขาไปโจมตีใครอะไรนตรงใหน ครับงง แต่ผมก็เคยอ่านนะครับที่บางเว็บเหรอบางคนเขียนไว้ผิดเหรอไม่ถูก100% ผมก็ไม่ซีเรียดครับ เพราะมันเป็นบทความการทดลองของผรั่งเขานี่หว่าเรามันคนไทย ถ้าแปลความผิดไปมั้งก็ไม่เห็นเป็นไรเลยผมเลยไม่เครียดไงครับ เอาที่อ่านแล้วมันใช้ได้เหมือนที่บทความบอกนั้นแสดงว่าบทความนั้นถูก95%ขึ้นไปแล้วก็พอครับ ของมันไม่ได้สำคัญถึงตายในพริบตานะครับพวกบริษัทเขาไม่ทำให้มันใช้งานได้100%หรอกครับเดี๋ยวบริษัทเขาขาดทุนกันพอดี ใครว่าไรไม่รู้นะแต่ผมคิดอย่างนี้ครับ |
|
| จากคุณ : powerdome [ 28-Nov-2008 23:30:25 PM - 202.176.116.xx ] | |
| ความคิดเห็นที่ 40 | |
| เดี่ยวเก็บโน็ตบุคไว้ในตู้เย็นดีกว่า แบตจะได้ไม่เสื่อม | |
| จากคุณ : God [ 26-Nov-2008 15:08:11 PM - 124.121.124.xx ] | |
| ความคิดเห็นที่ 39 | |
| ขอบคุณ ครับ เนื้อหาดีครับ หลายอย่าง ผมเจอกับตัวเองครับว่าจริง | |
| จากคุณ : tim [ 23-Nov-2008 21:31:54 PM - 118.172.98.1xx ] | |
| ความคิดเห็นที่ 38 | |
| references แต่ละอัน โครตไม่น่าเชื่อถือเลย ตัวแปรที่มีผลต่อ อายุการใช้งาน มีมากมาย สำหรับผม fully charge และ fully discharge เป็นช่วงๆ ดีที่สุด |
|
| จากคุณ : sk [ 23-Nov-2008 16:59:39 PM - 117.47.120.xx ] | |
| ความคิดเห็นที่ 37 | |
| เก่งจังเลยครับท่าน Haver | |
| จากคุณ : [ 23-Nov-2008 13:52:21 PM - 67.159.50.xx ] | |
| ความคิดเห็นที่ 36 | |
| ไม่เป็นไรคับอยู่ที่เจตนา อาจจะร้อนตัวมาโพส แต่ผมก็ยอมรับว่าผมเป็นทีมงานในอีกเวปหนึ่ง ไม่เคยหลบๆซ่อนๆ กล้าทำก็ต้องกล้ารับ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเขียนผิดก็ว่าไปตามผิด แต่สิ่งที่แสดงความคิดเห็นในบทความ บอกได้เลยว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะบอกว่า "บทความนั้นมีข้อผิดพลาด" ผมไม่อยากบอกว่าเจตนานั้นเป็นอะไร ไปอ่านกันเอาเองดีกว่าคับ ผมไม่ได้ลบกระทู้ของคุณด้วย ยกเว้นคำหยาบมากเกินไป ผมอยู่ของผมแบบนี้น่ะคับ ถ้าคุณเจตนาดีมา ผมก็เจตนาดีกกลับ แต่ถ้าไม่ดีมา ผมก็ต้องออกมาปกป้องตัวผมคับ |
|
| จากคุณ : เดี่ยวเปี้ยว [ 23-Nov-2008 13:30:51 PM - 124.120.103.xx ] | |
| ความคิดเห็นที่ 35 | |
| อ้อ ฝากอีกนิดนึงครับว่า ถ้าคิดว่าเขียนเพื่อโจมตีล่ะก็เป็นสิทธิที่จะคิดได้ก็แล้วแต่ละกันครับ ให้อธิบายยังไงถ้ามีอคติในใจยังไงผมก็ไปแก้ให้ไม่ได้หรอกครับ แต่ขอบอกทุกท่านไว้ตรงนี้เลยครับว่า ถ้ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นจริง ผมก็ยินดีนำเสนอแบบตรงๆอย่างนี้ ไม่สนหน้าอินหน้าพรหมล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือแม้แต่ยี่ห้อที่มาโฆษณาในเว็บนี้ถ้าต้องเขียนความจริงแล้วกระเทือนถึงยี่ห้อนั้นๆ ผมก็จะเขียนครับ |
|
| จากคุณ : haver [ 22-Nov-2008 23:56:13 PM ] | |
| ความคิดเห็นที่ 34 | |
| คคห.28 ครับ ที่ต้องบอกไว้หน้าแรกว่าไม่ได้โจมตีใคร เพราะว่ามีพวกป่วนเข้ามาเพียบ ตอนแรกไม่ได้เขียนไว้หรอกครับ เพิ่งเติมไปทีหลังตอนโดนป่วน (สังเกตว่าเติมตรง ปล. ส่วนเนื้อความข้างบน original) บางอันก็ใช้คำหยาบคาย(เรียกว่าด่ากันตรง) ซึ่งผมก็ลบทิ้งไปหลายอันแล้ว(เฉพาะอันที่หยาบนะครับ อันที่พอรับได้ก็ยังอยู่) และที่น่าแปลกใจก็คือผมลองไปดูในเว็บนั้นแล้ว บทความก็คนละชื่อกับที่ผมอ้างอิงไว้ในหน้านี้ ส่วนเหตุผลที่ผมต้องอ้างชื่อบทความประกอบก็บอกไว้แล้วในคคห.24 นะครับ ลองอ่านดู (ทนไม่ได้จริงๆกับเว็บเป็นหมื่นๆเพจที่มีแต่เรื่องผิดๆ) |
|
| จากคุณ : haver [ 22-Nov-2008 23:33:12 PM ] | |
| ความคิดเห็นที่ 33 | |
| คุณ Tommy เครียดมาก เดี๋ยวผมเลี้ยงเหล้า เลี้ยงหนังได้นะ :) :) :) อภัยให้ทีมงานเหอะนะ แหมๆๆๆ | |
| จากคุณ : nattawut [ 22-Nov-2008 22:58:10 PM ] | |
| ความเห็นอื่นๆ : [1] 2 3 4 > | |
| ร่วมแสดงความเห็น | |
|
|
|||
TechXcite® is a member of IDC Info Distributer Center Co.,Ltd.
All contents copyright © 2005-2008, TechXcite.com All Rights Reserved. |
|||

หลายคนคงเคยได้ยินว่าต้องชาร์ตแบตเตอรี่ครั้งแรกเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมงแล้วจึงจะเริ่มใช้งานได้ หรือว่าต้องหมั่นชาร์ตบ่อยๆ หรือไม่ก็ใช้ให้ไฟหมดก่อนแล้วค่อยชาร์ต ซึ่งข้อความทั้งหมดนี้ก็มีข้อจริงและเท็จปนๆกัน อันที่จริงแล้วสำหรับแบตเตอรี่แบบ lithium (ย้ำว่าแบบ lithium เท่านั้น) จะชาร์ตอย่างไรก็ได้ไม่มีผลต่ออายุการใช้งานครับ
