Review : Samsung Galaxy Note 8 ที่สุดของสมาร์ทโฟนเรือธงคู่ปากกาผสานทุกความลงตัวของดีไซน์ชวนหลงใหลและความสามารถน่าจับตา !!

By เฮียแม๊พ | 9 ก.ย 2560 12:45:54 | 763952 Views

Review : Samsung Galaxy Note 8 ที่สุดของสมาร์ทโฟนเรือธงคู่ปากกาผสานทุกความลงตัวของดีไซน์ชวนหลงใหลและความสามารถน่าจับตา !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้ก็ตามสัญญาครับได้เวลาของรีวิวฉบับเต็มของ Galaxy Note 8 สักที เรียกว่ากระแสของรุ่นนี้มาแรงมากๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามโดดเด่น และความสามารถ ซึ่งหลังจากที่ผมได้ลองใช้งานจริงราวๆสัปดาห์กว่าๆ ก็มีความรู้สึกอยากบอกเล่าหลายอย่างเลยทีเดียวล่ะ เดี๋ยวมาดูกันดีกว่าว่ารุ่นนี้มีอะไรที่น่าประทับใจบ้าง :D

การดีไซน์

เริ่มด้วยเรื่องรูปลักษณ์การดีไซน์กันก่อนเลย Galaxy Note 8 อย่างที่ราบกันว่ารุ่นนี้มาพร้อมดีไซน์ใหม่หมด (เทียบกับซีรีส์ Note เดิม) เพราะมาพร้อมกับหน้าจออัตราส่วนแบบใหม่ 18.5:9 หรือที่ทาง Samsung เรียกว่า Infinity Display นั่นเอง เลยทำให้ตัวเครื่องดูมีความยาวกว่ารุ่นก่อนๆอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเครื่องดูใหญ่กว่าเดิมมากนักเพราะการใช้พื้นที่บนหน้าจอแบบเต็มที่แบบนี้จึงทำให้เหลือขอบบนล่างไว้นิดเดียวเท่านั้น

Galaxy Note 8 มาพร้อมหน้าจอ Super Amoled ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (2960x1440 พิกเซล) ซึ่งหากเทียบตามรุ่นที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการจริงๆจะถือว่า Note 8 นี้เป็นรุ่นที่ 2 ของ Galaxy Note ที่มาพร้อมกับดีไซน์หน้าจอโค้งด้วย (รุ่นแรก Note Edge) แต่ด้วยความที่เป็นซีรีส์ Note ที่ต้องคงเอกลักษณ์ในเรื่องความเหลี่ยมไว้ตัวขอบโค้งของหน้าจอจึงไม่มากเท่ากับตอน Galaxy S8 เท่าไหร่ คือมีความเป็นจอโค้งที่ชันกว่านั่นเองครับ

ในเรื่องของการกันรอยขีดข่วนรุ่นนี้ให้กระจกแบบ Gorilla Glass 5 มาให้ แน่นอนว่ากันรอยมาได้อย่างดีอยู่แล้ว ทั้งเรื่องขีดข่วนทั่วไป หรือการตกหล่นก็กันการแตกได้ดีเช่นกัน แต่ด้วยความที่เป็นจอโค้งแบบนี้ ถึงแม้จะบอกว่ากันได้ดีแค่ไหนก็เถอะ แต่เราก็ไม่วายกลัวจะมีปัญหาเมื่อทำตกอยู่ดี แต่สำหรับเพื่อนๆที่กังวลเรื่องนั้น พวกกระจกกันรอยก็มีออกมารองรับแล้วล่ะครับ อย่างกระจกกันรอยแบบเต็มจอลงโค้งตัวใหม่ FOCUS SUPER GLASS 3D FULL FRAME ที่จะออกมาตอนที่ตัวเครื่องวางจำหน่าย  ก็จะช่วยปกป้องได้อย่างเต็มหน้าจอ เพิ่มความคงทน แข็งแรง คงความสดใสของหน้าจอ หมดปัญหาเรื่องฝุ่นเข้าขอบจอ ทัชลื่นไม่สะดุด ตอบโจทย์ทุกการใช้งานแน่นอน

การจับถือทำได้ดีทีเดียวด้วยความแน่นหนาของวัสดุและความใหญ่แบบสะใจนี้ สัดส่วนตัวเครื่องจะอยู่ที่ 74.8 x 162.5 x 8.6 มม. จะเห็นว่าหน้าจอใหญ่ก็จริงแต่ตัวเครื่องมีการใช้พื้นที่หน้าจอได้อย่างเต็มที่ เลยทำให้จับได้ถนัดในมือเดียว เอาจริงๆความกว้างด้านข้างทั้งซ้ายและขวาถ้าเทียบกับมือถืออัตราส่วนหน้าจอแบบปกติก็จะอยู่ราวๆรุ่น 5.5 - 5.7 นิ้วล่ะครับ เพียงแต่ด้วยความโค้งของหน้าจอบวกกับความยาวของหน้าจอเลยทำให้ได้ขนาดที่ใหญ่แต่ยังจับถนัดในมือเดียว

แต่ถึงแม้จะบอกว่าถือถนัดในมือเดียว แต่การใช้งานจริงๆคงต้องยอมรับครับว่าไม่ได้ง่ายแบบที่คิดด้วยตัวเครื่องที่มีความยาวมากๆ การจะเอื้อมนิ้วไปสุดมุมเครื่องก็ไม่ถึงอย่างแน่นอน ต้องมีการเขยิบเครื่องขึ้นลงอยู่บ่อยครั้งหากใช้งานในมือเดียวจริงๆ แต่ก็อย่างว่าล่ะครับด้วยไซส์ของรุ่นนี้เป็นแบบ Phablet มาอยู่แล้ว การใช้งานหลักๆก็ต้อง 2 มือล่ะเนอะ

ตัวกรอบเครื่องรอบนี้ส่วนตัวว่ายังไม่ค่อยเนียนมือเท่ากับตอน S8+ เท่าไหร่นักนะ ไม่รู้ด้วยความเหลี่ยมของ Note Series ด้วยรึเปล่าเลยทำให้ตัวกรอบเครื่องที่เป็นโลหะนั้นยื่นออกมาจากตัวกระจกทั้งหน้าและหลังเล็กน้อย เวลาจับถือจะรู้สึดถึงระดับที่ต่างกันอยู่นิดหน่อย ไม่ได้โค้งไร้รอยต่อแบบตอน S8+ เท่าไหร่ครับ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอก เพราะเชื่อว่าสุดท้ายถ้าใส่เคสเข้าไปก็หมดปัญหาละ

เหนือหน้าจอมีเซ็นเซอร์มากมายเช่นเดียวกับที่เห็นบน Galaxy S8 หรือ Note 7 เดิมเลย เริ่มด้วยไฟ LED แจ้งเตือน , ไฟ Infrared , เซ็นเซอร์วัดแสงเซ็นเซอร์จับระยะ , ลำโพงสนทนา , กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และสุดท้ายเป็น Iris Scanner หรือเซ็นเซอร์สแกนม่านตานั่นเองครับ

ด้านล่างแน่นอนว่าเป็นปุ่มกดสัมผัส (On Screen Button)ทั้งหมดแล้วซึ่งตรงปุ่มโฮมตรงกลางนั้นจะมีระบบ Pressure Touch ที่รับแรงกดหนักๆประหนึ่งเป็นปุ่มโฮมจริงๆอยู่ด้วย ซึ่งหากเรากดตรงนี้ลงไปแรงๆจะมี Habtic Feedback หรือแรงสั่นให้รู้ว่ากดโดนปุ่มโฮมด้วยเช่นกันครับ

วัสดุของฝาหลังก็แน่นอนว่าเป็นกระจกแบบ 3D โค้งเช่นเดียวกับด้านหน้า ให้มุมโค้งที่รับรูปมือกำลังดีครับ แต่แน่นอนว่าด้วยความที่เป็นกระจกแบบนี้เรื่องของรอยนิ้วมือก็ยังมีอยู่เช่นเคยล่ะนะ

ตัวเลนส์กล้องจะเห็นถึงความแปลกตาไปจากเดิมๆมาก เพราะรุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นแรกของ Samsung Galaxy ที่มาพร้อมกับเลนส์กล้องหลังคู่นั่นเอง การวางตำแหน่งของตัวเลนส์วางใหญ่ๆอยู่ข้างกับ Heart Rate Monitor ด้วยกระจกครอบเลนส์ชิ้นเดียวกันเลย ซึ่งก็ย้ายตัว HRM มากั้นกลางระหว่างเลนส์กล้องกับ เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแทน เพราะตอน S8 หลายคนบ่นมาเยอะว่าชอบเอานิ้วไปโดนเลนส์กล้องบ่อยๆตอนสแกนลายนิ้วมือน่ะนะ

ด้านหลังให้ความรู้สึกเวลาจับถือได้อย่างเนียนมือ แต่แน่นอนรอยนิ้วมือก็ยังคงติดมาง่ายเช่นเคยกับวัสดุสวยๆแบบนี้ (ใช้งานจริงก็คงใส่เคสกันอยู่แล้วไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอกเนาะเรื่องนี้)

ด้านบนมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบไฮบริดเลือกเอาว่าจะใส่แบบซิมเดียว หนึ่งเม็ม หรือ 2 ซิมก็ตามสะดวก

ด้านขวามือมีเพียงปุ่ม Power ไว้ใช้เปิด-ปิด หรือล็อกเครื่องเท่านั้น

ด้านซ้ายมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Bixby มาให้เช่นเดียวกับ Galaxy S8

ด้านล่างมีแจ็คหูฟัง 3.5 มม. , พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C , ไมโครโฟนหลัก , ลำโพงหลักของตัวเครื่อง และช่องเสียบปากกา S Pen ครับ

ดีไซน์รวมๆของรุ่นนี้ก็อย่างที่เคยบอกไปตอนพรีวิวครับ มันคือ Galaxy S8+ ที่ทำให้เหลี่ยมมากขึ้นและเพิ่มกล้องคู่กับปากกา S Pen เข้าไป ขนาดตัวเครื่องและวัสดุงานประกอบใกล้เคียงกันมากๆ แต่ Note 8 นี้จะมีความเหลี่ยมที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัดแค่นั้นเอง สีที่วางจำหน่ายในไทยจะมี 3 สีก่อนคือ Midnight Black (ดำเงา) , Maple Gold (ทอง) และ Orchid Gray (เทาม่วง) แน่นอนว่าสีสันจะอยู่ที่ฝาหลังและกรอบเครื่องรอบๆเท่านั้น ตัวหน้าจอและกรอบเลนส์จะเป็นสีดำทั้งหมดทุกสี แบบเดียวกับที่เห็นในภาพด้านบนเลยครับ

สเปค Samsung Galaxy Note 8

  • รัน Android 7.1 Nougat ครอบด้วย Grace UX เวอร์ชั่นใหม่
  • หน้าจอ Super Amoled โค้ง 6.3 นิ้ว ความละเอียด QHD+ 2960x1440 พิกเซล อัตราส่วน 18.5:9
  • ชิปเซ็ต Exynos 8895 Octa-core 2.3GHz
  • ชิปกราฟิก Mali-G71MP20
  • แรม 6GB
  • รอม 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 3300 mAh
  • รองรับระบบ Fast Charge
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล รองรับ Auto-Focus f/1.7
  • กล้องหลังคู่ 12 ล้านพิกเซล f/1.7 + 12 ล้านพิกเซล f/2.4
  • รองรับ 2 ซิมผ่านถาดซิมไฮบริด
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง
  • รองรับระบบสแกนม่านตา
  • รองรับปากกา S Pen
  • กันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP68
  • วางจำหน่าย 3สี ดำ , ทอง , เทาม่วง

ในเรื่องสเปคก็ไม่หนีจาก Galaxy S8+ มากนัก เพราะหน้าจอก็ห่างกันแค่ 0.1 นิ้ว , หน่วยประมวลผลที่ให้มาก็เป็น Exynos 8895 ตัวเดียวกัน , ความจุที่วางจำหน่ายในไทยก็ 64GB เท่ากันอีก จุดที่แตกต่างจริงๆคงเป็นเรื่องของแรมที่ให้มามากกว่าอย่างที่เรื่อธงของ Samsung ควรจะเป็นสักทีคือ 6GB แล้ว , แบตเตอรี่ปรับลดลงมาเหลือ 3,300 mAh (เทียบกับ S8+ อยู่ที่ 3500 mAh)และกล้องหลังเพิ่มมาอีกตัวความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ช่วยในเรื่องการถ่ายภาพบุคคลและหน้าชัดหลังเบลอได้ดีขึ้น (ไว้เดี๋ยวอธิบายกันอีกทีในหมวดกล้อง)

ประสิทธิภาพของ Galaxy Note 8

หลายคนน่าจะสงสัยในเรื่องของความจุแรมที่ถูกเพิ่มเข้ามาบน Galaxy Note 8 ว่าเพิ่มมาแบบนี้จะเหลือใช้งานราวๆไหนกันแน่ ซึ่ง 6GB ที่ให้มาหลังจากเปิดเครื่องใหม่ๆหรือ Clear Memory แรมแล้วก็จะเหลืออยู่ที่ราวๆ 2 - 2.4GB (จริงๆยังมีที่ระบบกั๊กไว้ให้เราอยู่แล้วอีก 797MB ก็ลองบวกเข้าไปดู) ซึ่งด้วยความจำที่เหลือประมาณนี้ก็เพียงพอต่อการใช้งานหนักๆได้เป็นอย่างดีแล้วล่ะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องความจำแรมที่เหลืออยู่และความลื่นไหลในการสลับแอปหายห่วงได้ครับ รอบนี้เยอะกว่าตอน S8 หลายอยู่ :P

ส่วนเรื่องความแรงของ Galaxy Note 8 เท่าที่เห็นจากสเปคแบบนี้ต้องบอกเลยว่าอยู่ระดับท็อปแล้วล่ะเนาะ ผลการทดสอบผ่านแอป AnTuTu Benchmark ออกมาที่ 171315 คะแนนเลยทีเดียว ตรงนี้ถือว่าไม่ต่างจากตอน S8 เท่าไหร่นักน่ะนะ

ระบบปฏิบัติการและ UI

มาต่อในเรื่องของระบบปฏิบัติการและพวก UI กันต่อ Galaxy Note 8 นี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการตัวใหม่กว่า S8 นิดหน่อยเป็น Android 7.1.1 แต่ยังคงเป็นเวอร์ชั่น Nougat อยู่นะ UI มีการครอบทับด้วย Grace UX ตัวเดียวกับของ S8 ก็คือหน้าตาโดยรวมไม่ต่างกันล่ะครับ

ในค่าเริ่มต้นจะไม่มีไอคอน App Drawer ติดมาให้แล้ว การเข้าถึงจะใช้การเลื่อนหน้าจอขึ้นในหน้า Home Screen แทน ก็ถือว่าสะดวกดีเพราะเราไม่จำเป็นต้องเลื่อนนิ้วมาที่มุมจอเพื่อกดเข้าหน้า App Drawer อีก แถมยังได้พื้นที่ไอคอนเพิ่มมาอีก 1 ด้วยน่ะนะ

แต่ถ้าไม่ชินจริงๆทาง Samsung ก็ยังมีตัวเลือกให้ปรัยเอาปุ่ม App Drawer นี้กลับมาเช่นกันเราสามารถกดเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Display > Home Screen > Apps Button ครับ

ไหนๆก็เข้ามาที่เรื่องการตั้งค่านี้แล้วมาพูดถึงเรื่องความละเอียดหน้าจอกันหน่อยเช่นเดียวกับตอน S8/S8+ ความละเอียดหน้าจอตั้งต้นตั้งแต่แกะกล่องมาจะปรับความละเอียดมาที่ FHD+ ก่อน แต่ความละเอียดสูงสุดที่มาจริงๆจะเป็น QHD+ นะครับ ตรงนี้คิดว่าทาง Samsung ปรับมาให้แบบนี้เพื่อการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดูจะประหยัดขึ้นด้วย ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่าก็ให้ความละเอียดที่คมชัดดีอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากได้แบบเต็มๆเวลาดูไฟล์ภาพหรือหนังความละเอียดสูงก็ไปปรับกันได้ที่ Settings > Display > Screen Resolution ครับมีให้เลือก 3 ระดับคือ HD+ , FHD+ และ QHD+

หลังจากที่มีการเปลี่ยนมาใช้ On Screen Button แบบนี้ก็ทำให้เราปรับสีสันของปุ่มด้านล่างหรือสลับตำแหน่งของปุ่มได้หลากหลายมากขึ้นไปอีก(แต่ตรงนี้ไม่สามารถเลือกสีสันแบบอิสระได้แล้วนะ) นอกจากนี้้ยังมีปุ่มซ่อน Navigation Bar หรือแถบข้างล่างนี้ไปได้ด้วย โดยจะมีไอคอนซึ่งของ Galaxy Note 8 นั้นเราก็สามารถปรับได้โดยจุดสีทึบโผล่มาหนึ่งอันที่มุมซ้ายสุดด้านล่าง เมื่อเราแตะไปที่ปุ่ม 2 ครั้งแถบด้านล่างนี้ก็จะซ่อนหายไปให้การแสดงผลเต็มตามากขึ้น แต่ถ้าไม่ชอบให้มีจุดมากวนใจคิดว่าการมี Navigation Bar อยู่ตลอดเวลาก็ดีอยู่แล้ว ก็ไปซ่อนได้ที่ Settings > Display > Navigation Bar ครับ

ระบบ Theme การจัดการหน้าจอที่ครอบคลุมมากขึ้น บน Galaxy Note 8 ในหน้าการปรับแต่งนี้กดเข้ามาได้จากการแตะค้างที่หน้า Home Screen หรือจีบนิ้วเข้าหากันในหน้าแรกนี้ จะมีคำสั่ง Wallpapers and Theme เลย ซึ่งในนี้จะมีให้เราเลือกปรับได้หมดทั้ง Wallpaper (เลือกดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้) , Theme อันนี้คงคุ้นเคยกันแล้ว , Icon เลือกปรับได้เฉพาะไอคอนเองได้ และ AOD หน้า Always On Display ด้วย

Edge Screen

ขอบจอมหัศจรรย์ยังคงติดมาใน Note 8 นี้ด้วย การทำงานรวมๆก็ไม่ต่างจากตอน S8เท่าไหร่ มีหน้า App Edge , ทางลัดรายชื่อที่ตั้งไว้ (People Edge) , Music, Smart Select และพวกส่วนเสริมต่างๆ อาทิ Weather , Quick Tools , Yahoo Finance , Yahoo Sport เป็นต้นครับ

App Pair

ไหนๆก็มาเรื่องของ Edge Screen หรือขอบหน้าจอแล้ว ก็มาพูดเรื่องของ App Pair ที่อยู่ใน App Edge นี้เลยล่ะกัน ฟีเจอร์นี้จะเป็นการใช้งาน Multi Window ที่ง่ายขึ้นเพราะเราสามารถเปิดตัว 2 แอปได้ในคลิปดียวเพียงแค่ตั้งค่าตัว App Pair ที่ว่านี้ไว้ที่ App Edge จากมุมจอนี้นั่นเอง อาทิ เราใช้งาน Chrome กับ YouTube คู่กันอยู่บ่อยๆ ถ้าเป็น Multi Window ปกติก็จำเป็นต้องกดเปิด Chrome ขึ้นมาก่อน แล้วค่อนมากด Recent App ค้างเพื่อเลือก YouTube ให้โผล่ที่ด้านล่างอีก เป็นการเลือกที่หลายขั้นตอนทีเดียว แต่ถ้าเราเลือกใน App Pair ตัวไอคอนก็จะเป็นคู่ๆกัน จิ้มครั้งเดียวก็จะเปิดทั้ง 2 หน้าต่างไปพร้อมๆกันเลยครับ สะดวกสำหรับคนที่ต้องการการใช้งานอะไรไปพร้อมๆกันดี การตั้งค่า App Pair ก็ง่ายๆกดเข้าไปที่ Settings ในหน้า Edge Screen > แล้วกด Edit ในหัวข้อ App Edge > เลือก Create App Pair ครับ

อย่างที่ทราบกันว่า Samsung ออกแบบหน้าจอ Infinity Display อัตราส่วนยาวๆแบบนี้มาเพื่อการเข้าถึงคอนเทนต์ที่มากกว่า (แสดงผลได้เยอะขึ้น) อีกจุดที่ทำให้เห็นผลชัดเจนจริงๆก็คงเป็น Multi Window นี้ด้วย เพราะด้วยความที่การแสดงผลทำได้มากขึ้น เวลาเราใช้งาน Multi Window ก็จะใช้งานได้มากกว่า เวลาจะพิมอะไรตัวคีย์บอร์ดก็จะไม่บังหน้าจอไปหมดแบบที่แล้วๆมาบนอัตราส่วนแบบ 16:9 แล้ว

Scroll Capture

ตรงนี้อาจจะไม่ได้พิเศษมากมายอะไร แต่แอบมีประโยชน์สำหรับการแคปหน้าจอที่มีระบบ Scroll Capture มาให้ เราสามารถแคปหน้าจอแบบยาวๆแบบเต็มหน้าได้เลยโดยแตะไปที่ Scroll Capture หรือจะค้นหาข้อมูลผ่าน Bixby Vision ทันทีจากตรงนี้เลยก็ได้

ที่น่าสนใจอีกอย่างในระบบการแคปหน้าจอก็คือเมื่อเราแคปหน้าจอจากหน้าเบราเซอร์ต่างๆ ตัวระบบจะจดจำ URL มาให้ด้วย ทำให้เราสามารถกดเข้าไปที่เว็บไซต์นั้นๆจากใน Gallery ได้เลย อย่างเช่นในภาพเราแคปหน้าเว็บไซต์ Samsung ไว้ ถ้าวันไหนเปิดมาดูแล้วอยากจะเข้าลิ้งก์เดิมที่เคยเปิดก็กด Go To Website ได้เลยครับ สะดวกดี

ผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby

เริ่มเปิดอัปเดตให้ใช้งานจริงได้แล้วสำหรับ Bixby ระบบผู้ช่วยใหม่ของ Samsung หลังจากที่ตอน S8 ยังไม่พร้อมใช้งานตอนเปิดตัว พอมาบน Note 8 พร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว ตัว Bixby Home จะอยู่หน้าซ้ายสุดของ Home Screen แสดงพวกฟีดต่างๆที่ระบบจัดมาให้ อาทิ Weather , นาฬิกาปลุก , Step ก้าวเดิน , Gallery หรือฟีดข่าวจากแอปอื่นๆอาทิ Facebook , Twitter เป็นต้นครับ

ที่บอกว่าใช้งานได้อย่างเป็นทางการก็คือระบบ Bixby Voice ที่เราสามารถพูดคุยกับตัวเครื่องได้แล้ว (แต่ตอนนี้ยังรองรับเพียง 2 ภาษา อังกฤษ และ เกาหลี) เราสามารถสั่งเปิดแอปต่างๆได้ , สั่งให้เปิดเบราเซอร์แล้วค้นหาข้อมูล , เปิด Play Store แล้วดาวน์โหลดแอป , เปิด Gallery แล้วหารูปที่ถ่ายตามสถานที่ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเรามีการสั่งงานด้วย Bixby Voice บ่อยๆ จะมีแต้มให้เราได้สะสมด้วย เลยทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการคุยกับเจ้า Bixby ด้วย การเข้าถึง Bixy Voice ก็ง่ายๆครับกดปุ่ม Bixby ที่ด้านข้างค้างไว้หรือทักทายด้วยคำว่า Hi Bixby ก็ได้ครับ :D

Bixby Vision อีกอย่างที่มีมาให้ตั้งแต่แรกของ Bixby ก็คือ Bixby Vision ที่สามารถแยกแยะรายละเอียดของภาพต่างๆและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปได้ อาทิ เราเคยถ่ายรูปสถานที่ที่หนึ่งมาแต่จำไม่ได้แล้วว่าที่นั่นคือที่ไหนก็สามารถค้นหาด้วย Bixby Vision ได้ตัวระบบจะใช้ข้อมูลของ Foursquare ในเรื่องของสถานที่ , รูปภาพก็สามารถค้นหาได้โดยตัวระบบจะไปดึงข้อมูลของ Pinterest หรือจะเป็นช้อปปิ้งก็ไปค้นหาข้อมูลจาก Amazon มาให้ แต่ตรงนี้ต้องบอกว่าความแม่นยังไม่ได้เป๊ะๆขนาดนั้น อย่างสถานที่ก็จะวัดจาก Location นั้นๆเท่านั้น ตัวระบบไม่ได้ฉลากขนาดวิเคราะห์ภาพอะไรนั่นหรอก หรือช้อปปิ้งก็ยังเป็นบริการของทาง Amazon อยู่ในบ้านเราก็อาจจะไม่ได้ถนัดขนาดนั้นน่ะนะ

Secure Folder ที่ซ่อนลับไฟล์ลับเฉพาะเรา

แอป Secure Folder นี้ก็ยังมีติดเครื่องมาให้อยู่ โดยแอปนี้จะให้เราแยกแอปบางแอปขึ้นมาอีกอัน เป็นของส่วนตัวของเรา อาทิ Gallery , Camera , Contacts , Email , Internet , My Files และ Samsung Notes เป็นต้น นอกจากนี้ถ้ายังไม่พอก็สามารถเพิ่มแอปอื่นๆได้อีก ซึ่งแอปที่อยู่ในนี้จะเป็นคนละตัวกับที่อยู่ข้างนอกปกติเลย ทำให้เราสามารถสร้างบัญชีอื่นๆอย่างพวก Line หรือ Facebookขึ้นมาอีกอันในเครื่องเดียวได้นั่นเอง หรือจะเอาไว้เก็บไฟล์ที่ไม่อยากให้ใครดู ถ่ายรูปเฉพาะที่ไม่อยากให้ใครเห็นก็ทำได้เต็มที่ใน Secure Folder นี้เลยจ้ะ :P

Dual Messenger แบ่งแอปแชทก็มีนะ

นอกจากแอป Secure Folder ที่สามารถแยกแอปแชทอย่าง LINE , Messenger แล้ว บนซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ของ Note 8 ก็ยังมีระบบ Dual Messenger ที่แยกแอปแชทต่างๆออกมาเป็นอีกหนึ่งแอป แต่ตรงนี้จะง่ายกว่าเพราะเราไม่จำเป็นต้องเข้าไปในหน้า Secure Folder แล้ว ตัวแอปจะแยกออกมาอีกหนึ่งไอคอนเลย (มีสีส้มๆแปะอยู่ที่ไอคอน) การเข้าไปเลือกเปิด Dual Messenger ก็เข้าไปตั้งค่ากันได้ที่ Settings > Advanced Feature > Dual Messenger ครับ

S Pen รุ่นใหม่ไฉไลกว่าเดิม

มาต่อกันในเรื่องปากกาซึ่งเป็นจุดเด่นหลักที่อยู่คู่กับซีรีส์ Galaxy Note มานานแสนนานอย่าง S Pen รอบนี้ก็ถูกอัพเกรดขึ้นมาเยอะเลย ทรงยังคงเหมือนตอน Note 5 หรือ Note 7 คือตรงด้ามปากกาจะมีสปริงให้กดเพื่อดีดปากกาออกมาจากตัวเครื่อง

ถึงแม้ว่าหน้าตาโดยรวมจะไม่ต่างจากรุ่นก่อนมากนัก แต่สังเกตที่หัวปากกา S Pen ของ Note 8นั้นจะเล็กลงมีขนาดเพียง 0.7 มม.เท่านั้น (ตอน Note 5 1.6 มม.) หัวปากกาใช้วัสดุเป็นยางช่วงให้ไม่เกิดเสียงเวลาขีดๆเขียนๆ แถมยังรองรับแรงกดที่มากกว่าเดิมถึง 2 เท่าด้วย (บน Note 5 รองรับ 2048 ระดับ ส่วนของ Note 8รองรับ 4096 ระดับ) ทำให้เวลาเขียนบนหน้าจอมีความใกล้เคียงกับเขียนบนกระดาษมากขึ้นไปอีก

ตัวปุ่มกดที่อยู่บน S Pen ก็ขยับตำแหน่งขึ้นจากแต่ก่อนนิดหน่อย เพื่อกันการกดผิดไปโดนเวลาจับถือ ซึ่งตรงนี้ก็ดูจะแก้ปัญหาได้ดีทีเดียว เพราะวางตำแหน่งให้เอื้อมไปกดได้แบบไม่ฝืน และการใช้งานปกติก็ไม่เผลอไปโดนปล่อยจริงๆ

ดึงปากกาออกมาตอนเครื่องล็อคอยู่ก็ยังสามารถใช้งาน Screen off Memo ได้อยู่ ซึ่งรอบนีั้สามารถจด Screen off Memo ได้มากถึง 100 หน้าเลย แต่ทีเด็ดก็คือเราสามารถใช้ข้อความที่เขียนๆนี่ไปปักหมุดอยู่ในหน้า Always On Display ได้ด้วย

Air Command ยังคงเป็นรูปทรงเดิม คือเป็นป๊อบอัพใหญ่ทั้งหน้าจอมี แต่รอบนี้สามารถใส่ทางลัดหรือแอปเข้าไปเพิ่มได้สูงสุด 10 ทางลัดแล้ว ส่วนทางลัดหลักๆที่ให้มาก็ตามมาจากตอน Note 7 หมด อาทิ Create Note , Smart Select , Screen Write และมี 3 ฟีเจอร์ Glance , Translate , Magnify เป็นต้น

Create Note ตรงนี้ก็คล้ายๆกับการจดโน้ตสั้นๆ สำหรับเวลาเร่งด่วนคล้ายๆกับ Screen Off Memo นั่นล่ะครับ ตัวเลือกจะมีให้เลือกแค่ขนาดหัวปากกากับยางลบเท่านั้น

Smart Select หลักๆยังเหมือนเดิม ให้เราครอปหน้าจอตามต้องการในรูปทรงต่างๆ แต่รอบนี้มีเพิ่มความสามารถใหม่เข้ามาอีกหนึ่งอย่างคือการสร้างไฟล์ GIF ได้จากหน้าจอด้วย แบบจะแคปหน้าจอ YouTube สั้นๆมาแชร์ให้เพื่อดูก็ทำได้ง่ายๆเลยแบบนี้

Screen Write อันนี้ไม่ต่างจากเดิมคือแคปหน้าจอพร้อมขีดๆเขียนๆลงไปเพิ่มเติมได้ ยังสามารถใช้ฟีเจอร์ Scroll Capture ได้อยู่ด้วย

Translate ตรงนี้น่าสนใจเพราะว่าเราสามารถเอา S-Pen ไปจ่อที่ตัวหนังสือแล้วตัวแอปจะแปลภาษาได้ (คล้ายๆAir View) ซึ่งจะดึงตัวความสามารถของ Google Translate มาเลย หมดห่วงเรื่องภาษาที่รองรับ เพราะครบครัน ภาษาไทยก็ (แปล) ได้ด้วย แต่ตรงนี้ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อตลอดเวลา

นอกจากจะแปลเป็นคำๆแล้ว ความสามารถใหม่ของ Translate รอบนี้ก็คือสามารถแปลแบบรูปประโยคได้ด้วย เพียงแค่แตะไปที่ตัว T ด้านบนให้เปลี่ยนเป็นรูปเส้นบรรทัด ทีนี้ก็สามารถแปลได้เป็นประโยคแล้ว

Magnify ตัวนี้ก็อธิบายง่ายครับ เป็นแว่นขยายช่วยขยายภาพบนหน้าจอเราให้ใหญ่ขึ่นเมื่อเราเอา S-Pen ไปจ่อ มีให้เลือกระดับตั้งแต่ 150% ไปจนถึง 300% ใหญ่มากๆ

Glance นี่เมื่อเราเปิดใช้งานตัวแอปที่เราใช้งานอยู่จะย่อจอลงมาเป็นกรอบเล็กๆตามมุมเครื่อง พอเราเอา S-Pen ไปจ่อ (แค่ไปจ่อนะ) ตัวหน้าแอปจะโชว์ขึ้นมาเต็มๆ ตรงนี้มีประโยชน์คล้ายๆ Multi Window นี่แหละ เพียงแต่ไม่ต้องแบ่ง 2 หน้าจอเต็มๆ

Live Message อันนี้เพิ่มเข้ามาใหม่ เป็นการสร้างไฟล์ GIF ด้วยลายมือของเราเอง ตรงนี้น่าสนใจดี ดูเป็นการส่งไฟล์ทักทายหรือข้อความหาเพื่อนในรูปแบบลายมือของเราเอง รูปแบบลายเส้นตัวอักษรก็มีให้เลือกใช้แบบธรรมดาแล้ว วิ๊งๆด้วย

นอกจากการเขียนข้อความอย่างเดียวแล้ว เรายังสามารถเขียนข้อความลงไปในภาพถ่ายของเราได้อีกด้วย ซึ่งถ้าเขียนเสร็จก็เซฟเป็นไฟล์ GIF เอาไปแชร์ให้เพื่อนๆได้ต่อเลย เจ๋งดีครับฟีเจอร์นี้

ตัวแอป Samsung Notes หลักของการจดโน้ต ก็รวมความสามารถในการพิมพ์โน้ต , จดโน้ต และวาดรูปเข้าด้วยกันในแอปเดียวเลย หัวปากกาที่มีมาให้ก็เยอะกว่าเดิม แบ่งเป็นจดโน้ตชุดนึงและวาดรูปอีกชุดนึง

หัวปากกาหรือแปรงที่มีมาให้ก็น่าสนใจมากๆอาทิ สีน้ำ , สีน้ำมัน หรือพวก Air Brush นี่แหละ เพราะพอปากกามันรองรับแรงกดได้มากขึ้น  แยกน้ำหนักได้เหมือนจริง แถมตัวแอปยังใส่ฟีเจอร์ผสมสีเข้ามาด้วย สมมติเวลาเอาสีฟ้าผสมกับสีเหลืองก็กลายเป็นสีเขียวได้เลย ลองเขียนตอนแรกอึ้งไปเลยล่ะ *0*

แอปวาดรูปใหม่ของ Samsung ก็มีเช่นกันกับชื่อ ArtCanvas ตรงนี้จะไม่ได้ติดมาตั้งแต่แกะกล่องแต่เราสามารถไปดาวน์โหลดเพิมได้ที่แอป Galaxy Apps (หมวด Exclusive > Galaxy Essentials) ซึ่งตัวแอปนี้จะเป็นแอปที่เน้นการวาดรูปอย่างจริงจังไปเลย มีหัวแปรงให้เลือกคล้ายกับบน Samsung Notes แต่ตรงนี้จะมีตัวเลือกให้เลือกมากกว่า ทั้งรปูแบบกระดาษ , ไซส์ของภาพ หรือการแยกเลเยอร์ (ได้ 10 Layers สูงสุด) ก็ทำได้เช่นกัน ทีนี้จะวาดรูปจริงๆจังๆก็ใช้แอปนี้ได้ครับ

หรือถ้าแบบนี้ยังไม่จริงจังพอ ทาง Samsung ก็มีแอป SketchBook For Galaxy แจกฟรีให้ใช้งานอยู่เช่นกัน  ดาวน์โหลดได้ใน Galaxy Apps (หมวด Exclusive > Galaxy Essentials) เช่นเคย ในนี้จะมีตัวเลือกของปากกา สี หรือเลเยอร์ให้เลือกมากกว่า ถ้าซื้อจริงๆก็เป็นหลัก 100 ล่ะครับสำหรับ SketchBook Pro แบบนี้

และจากที่ได้ลองตัว S Pen บนแอป ArtCanvas หรือ SketchBook แล้วรู้สึกเลยว่าตัวปากกานั้นทำได้ดีขึ้นจริงๆ เส้นต่างๆคมขึ้นกว่าเดิม น้ำหนักดีมากๆเลยล่ะ เรียกว่าถ้าชอบใช้ปากกาวาดรูปบน Note รุ่นก่อนมา รุ่นนี้คุณจะต้องหลงรักมากขึ้นแน่นอน >//<

กันน้ำกันฝุ่น ลุยได้ไม่กลัวฝน !

รอบนี้เอาใจผู้ใช้ที่ชอบลุยฝนกันเลย เพราะ Galaxy Note 8 นั้นมาพร้อมความสามารถกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 ทั้งตัวเครื่องและปากกา S Pen เลย ยิ่งช่วงนี้ฝนตกแบบไม่รู้ตัวแบบนี้อย่างน้อยๆถ้าเผลอไปตากฝนก็มั่นใจได้ระดับนึงว่าเครื่องคงไม่พังไปซะดื้อๆแล้วล่ะ :P

ระบบรักษาความปลอดภัยหลากหลายเช่นเคย

มาเข้าเรื่องรักษาความปลอดภัยกันต่อ Galaxy Note 8 นี้ให้เซ็นเซอร์มาเยอะแยะเต็มไปหมดอย่างที่เห็นจากรอบๆตัวเครื่อง ทั้งสแกนม่านตา , สแกนลายนิ้วมือ อันที่จริงยังมีระบบสแกนใบหน้าเข้ามาด้วยนะ แต่ผมจะขอพูดเป็นเรื่องๆไปละกันเนอะ เริ่มจากระบบสแกนลายนิ้วมือที่ตอน S8 นั้นหลายคนก็บ่นในเรื่องของตำแหน่งที่วางเซ็นเซอร์ว่าไว้ข้างหลังในมุมที่ออกจะแปลกไปหน่อย คือเค้าไม่ได้วางไว้ตรงกลางเครื่องแบบรุ่นอื่นๆ แต่ไว้ที่มุมขวามือของด้านหลัง ซึ่งบน Note 8 ก็ยังวางไว้ที่เดิม แต่ก็มีการแก้ปัญหาเล็กจากตอน S8 ที่มักจะมีการเอานิ้วพลาดไปโดนเลนส์กล้องอยู่บ่อยๆ เพราะตำแหน่งใกล้กันมาก รอบนี้เลยย้ายเอา HRM มาขั้นกลางเซ็นเซอร์และเลนส์กล้องแทน ซึ่งก็แก้ปัญหาการเอานิ้วไปโดนเลนส์ได้บ้าง แต่ปัญหาเรื่องการวางตำแหน่งถ้าคนไม่ชินก็คงไม่ชินเหมือนเดิมล่ะครับ เพราะตำแหน่งมันออกจะฝืนไปนิด แต่กับผมที่เคยใช้ S8+ มาก่อนจนเริ่มชินแล้ว การปรับตัวมาใช้สแกนนิ้วของรุ่นนี้ก็ไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหญ่เท่าไหร่ แต่ถ้าใครไม่เคยก็คงต้องปรับตัวอย่างหนักหรือใช้ระบบอื่นแทน

ระบบอื่นที่ว่าก็อย่างเช่นระบบ Face Recognition หรือสแกนใบหน้านั่นเอง ตัวนี้สะดวกสุดๆเพราะระบบสแกนใบหน้าของ Note 8 นั้นทำออกมาได้ดีและฉับไวกว่า Face Unlock ที่เราเคยรู้จักตั้งแต่ Android 4.0 ICS มาก เพียงแค่เราปลุกจอ (ไม่ว่าจะเป็นกดปุ่ม Power หรือ Home)แล้วเอาหน้าไปใกล้ๆไม่ต้องเพ่งอะไรมาก หน้าจอก็จะปลดล็อคทันที เร็วขนาดนั้นจริงๆแหละ แต่ข้อเสียก็คือความปลอดภัยของตรงนี้ยังมีจุดที่ไม่เสถียรอยู่เพราะคนที่หน้าเหมือนอย่างฝาแฝดอันนี้หลอกได้สบายเครื่องไม่รู้ปลดล็อคให้เฉยเลย ><

ปิดท้ายที่รักษาความปลอดภัยขั้นสุดของจริงอย่าง ระบบสแกนม่านตาที่ติดมาให้เหมือนเดิมเลย การทำงานทำได้อย่างดีสแกนม่านตาเร็วและไม่สามารถหลอกกันได้ โดยตัวเซ็นเซอร์ด้านบนจะมีไฟ Infrared ไว้ส่องมาที่ตาและสะท้อนกลับไปที่เซ็นเซอร์เพื่อช่วยให้รู้ว่านี่คือตาจริงๆของเราไม่ใช่ตาจากภาพถ่ายด้วย ตรงนี้ถือว่าปลอดภัยได้ของจริงเจ้าตัวนี้ แต่การใช้งานค่อนข้างเสียเวลากว่า Face Unlock นิดหน่อย เพราะเราจะเป็นต้องปลุกจาก เลื่อนหน้าจอ 1 ครั้งเพื่อเข้าโหมดนี้ และถ้าเปิดสแกนม่านตาก็ไม่สามารถเปิดสแกนใบหน้าควบคู่ไปได้ด้วย ถ้าเลือกความเร็วผมแนะนำเป็นสแกนใบหน้า แต่ถ้าเลือกความปลอดภัยแบบแทบ 100% เจ้าสแกนม่านตานี่เลย

เล่นเกมบน Galaxy Note 8

มาทดสอบในเรื่องของการเล่นเกมกันต่อเลยดีกว่า ด้วยคะแนนที่พุ่งสูงขนาดนี้แล้ว เล่นได้ทุกเกมบน Store ตอนนี้แน่นอนครับ ในเรื่องการแสดงผลถึงแม้ว่าอัตราส่วนหน้าจอของรุ่นนี้จะพิเศษกว่ารุ่นอื่นๆ (18.5:9)แต่ทาง Samsung ก็จะมีความสามารถขยายหน้าจอให้เต็มจอได้ด้วย เข้าไปปรับได้ใน Game Launcher หรือ Settings > Display > Full Screen Apps ครับผม

ในเรื่องของการประมวลผลในเกมยอดฮิตอย่าง ROV ก็สามารถเล่นได้อย่างลื่นๆเมื่อปรับทุกอย่างสูงสุด แต่เวลาเล่นหนักๆจริงๆ จังหวะตีกันเอฟเฟคเยอะ ตัวเฟรมเรตอาจจะไม่นิ่งที่ 60fps ตลอด จะอยู่ที่ราวๆ 30 ปลายๆ - 40 ต้นๆเท่านั้น คือถ้าอยากได้ลื่นๆกว่านี้อีกหน่อยอาจจะต้องปรับลดค่าตั้งค่าบางอย่างออกไปด้วยน่ะครับ

ภาพรวมแล้ว Galaxy Note 8 ก็สามารถเล่นเกมกราฟิกหนักๆได้ทุกเกมล่ะครับ อย่างที่ลองโหลดมาทดสอบพวก Dynasty Warrior Unleashed , PES Mobile หรือ NOVA Legacy เล่นได้ลื่นๆ เฟรมเรตถึงจะไม่ได้รันที่ 60fps ตลอดแต่ก็ไม่มีต่ำกว่า 30fps ให้เล่นล่ะครับ

ดูหนังด้วยจอภาพคุณภาพ

เล่นเกมกันไปแล้ว ก็ถึงคราวมาดูไฟล์วิดีโอหรือหนังผ่าน Galaxy Note 8 กันบ้าง อย่างที่ทราบกันว่าสมาร์ทโฟนของ Samsung นั้นโดดเด่นในเรื่องของหน้าจอมานานแล้ว รุ่นนี้ก็เป็นอีกหรุ่นที่ได้รับการการันตีเรื่องหน้าจอจาก Display Mate ให้อยู่อันดับสูงสุดของตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องการแสดงผลใช้งานดูหนังนี่หายห่วงครับ ด้วยความกว้างแบบ 18.5:9 เอามาดูหนังอัตราส่วน 21:9 ก็เต็มตายิ่งขึ้น หรือจะเป็นวิดีโอความละเอียดสูงๆก็แสดงผลได้สวยงามครบถ้วน

ตัวระบบจะมีความสามารถขยายคลิปต่างๆให้เต็มจอไปได้เลยด้วย อย่างเช่นดู YouTube แล้วอยากจะให้คลิปนั้นๆโชว์เต็มจอก็จะมีป็อปอัพขึ้นมาให้ปรับอัตราส่วนแบบเต็มจอ แต่ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่าจะเป็นเพียงการครอปภาพเข้ามาเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าบางคลิปที่มาตรฐานเป็น 16:9 แล้วกดครอป รายละเอียดทั้งบนและล่างจะหายไปด้วย อย่างวิดีโอที่มีซับก็จะถูกตัดทำให้มองไม่เห็นซับด้วยเช่นกัน แต่ถ้าวิดีโอแบบ 21:9 หรือ 18:9 ก็จะเต็มตาโดยที่ไม่มีอะไรขาดหายไป เหลือขอบดำไว้เล็กน้อย แบบนี้เรียกว่าเต็มตาของจริง ตรงนี้ก็ยังคงเป็นปัญหาจากพวกคอนเทนต์อยู่ดี เพราถึงแม้จอจะกว้างจริงแต่ถ้าคอนเทนต์ยังไม่รองรับเท่าที่ควรการจะดูวิดีโอทั่วๆไปก็ต้องมีขอบดำอยู่ซ้าย-ขวาอยู่ดีล่ะครับ

ระบบเสียง 32Bit

ส่วนเรื่องเสียงของ Galaxy Note 8 ก็ยังน่าเสียดายที่ยังคงให้ลำโพงหลักมาเพียงตัวเดียว อยู่ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง ไม่ใช่ลำโพงคู่ใช้งานร่วมกับทั้งลำโพงหลักและลำโพงสนทนาแบบบางรุ่น เสียงที่ได้ก็อยู่ในเกณฑ์กลางๆ มิติของเสียงไม่ได้กว้างมาก เรื่องเสียงเท่าที่ทดสอบไม่ต่างจากตอน S8 มากนักครับ แต่ระบบเสียงผ่านหูฟังเนี่ยเยี่ยมเลยเพราะรองรับระบบ 32bit แล้วด้วย แถมในกล่องก็ยังแถมหูฟัง AKG มาให้เช่นเดียวกับตอน S8 อีกด้วย

กล้องคู่ที่รอคอย มาแล้วบน Note 8

มาเข้าอีกหนึ่งไฮไลท์ของ Galaxy Note 8 อีกหนึ่งอย่างคือเรื่องกล้องหลังคู่ ซึ่งรุ่นนี้ถือว่าเป็น Samsung รุ่นแรกที่มาพร้อมกล้องหลังคู่เลยทีเดียว อธิบายสเปคของตัวเลนส์กันก่อน เลนส์ 2 ตัวของ Note 8 จะแบ่งเป็นเลนส์หลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.7 ตัวนี้จะเป็นเลนส์ช่วงปกติ (ตัวเดียวกับ S8)ส่วนอีกตัวจะเป็นเลนส์เสริมความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/2.4 ตัวนี้ช่วงซูม 2X (Optical Zoom) ทั้ง 2 เลนส์มาพร้อมกับระบบ OIS ทั้ง 2 ตัว ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมกับระบบ Dual OIS เลยล่ะครับ

หน้าตา UI กล้องของ Galaxy Note 8 ก็ยังคงมาในทรงเดียวกับตอน S8 ใช้การเลื่อนซ้าย-ขวาเพื่อเข้าหน้าโหมดหรือฟิลเตอร์ต่างๆ จุดที่เพิ่มเข้ามาคือไอคอน 2X ที่ให้เราใช้งานซูมด้วยเลนส์ตัวเสริมได้ง่ายๆ และโหมดใหม่ที่เรียกว่า Live Focus เข้ามา

ซึ่งเจ้าโหมดนี้ก็คือหน้าชัดหลังเบลอนั่นล่ะครับ ถ้าเรียกง่ายๆ พอกดเลือกโหมดนี้แล้วตัวเลนส์จะเปลี่ยนมาใช้เลนส์ตัวเสริม (เลนส์ซูม) ทันที การทำละลายฉากหลังจำเป็นต้องเล็งให้ตัวระบบโชว์คำว่า Live Focus Available ซะก่อน ภาพที่ได้ถึงจะละลายหลังด้วยซอฟต์แวร์หรือปรับความเบลอของฉากหลังได้ ตรงนี้ระยะจึงต้องห่างจากฉากหลังนิดหน่อยและฉากหลังก็ต้องไม่รกจนเกินไป

อีกหนึ่งความสามารถในโหมด Live Focus ก็คือเมื่อเราเปิดโหมดนี้เราจะสามารถใช้งานฟีเจอร์ Dual Capture ได้ด้วย โหมดที่ว่านี้คือการถ่ายภาพทั้ง 2 เลนส์พร้อมๆกันในจังหวะเดียว ทำให้เราสามารถมาเลือกทีหลังได้ว่าจะเอาภาพที่ถ่ายจากช่วงไหนทีหลัง (แน่นอนว่าไฟล์ขนาดใหญ่ใช้ได้เลยล่ะ) แต่ข้อเสียของโหมดนี้ก็คือเราไม่สามารถปรับค่า EV หรือความสว่างของภาพได้แบบโหมดปกติ เพราะตัวแถบด้านข้างจะเป็นการปรับความเบลอของฉากหลังแทน

ความเบลอของฉากหลังก็มาเลือกปรับได้ที่หลังเช่นกัน ซึ่งระดับความเบลอที่สามารถปรับได้จริงๆก็เหมือนจะปรับได้ 3 ระดับคือ ต่ำ , กลาง และสูง อย่างที่บอกครับตรงนี้เราจำเป็นต้องโฟกัสให้ขึ้นคำว่า Live Focus Available ด้วยตอนที่ถ่ายมา มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถปรับความเบลอได้อีก ซึ่งจุดที่น่าเสียดายของ Live Focus บน Note 8 ก็คือเราไม่สามารถมาเลือกจุดโฟกัสใหม่ทีหลังได้ (แบบ Selective Focus) ถ้าเกิดตัวระบบโฟกัสพลาดเป็นหน้าเบลอหลังชัด ภาพนั้นก็จะกลายเป็นหน้าเบลอหลังชัดไปเลยหรืออย่างดีสุดก็ปรับให้ชัดทั้งภาพแทนด้วยเอฟเฟคความเบลอต่ำครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Live Focus จะเห็นว่ารอบนี้กล้องหลัง 2 ตัวช่วยในเรื่องความเบลอของพื้นหลังได้เนียนขึ้นกว่าตอน Selective Focus เดิมของ S8 เยอะ ตามมุมขอบของวัตถุหรือแบบก็ทำได้ดีขึ้นเยอะ จะมีรอยแหว่งบ้างเล็กน้อยในบางจังหวะของฉากหลัง แต่รวมๆแล้วถือว่าทำได้ดีครับ แต่ข้อเสียก็มีเช่นกัน คือตัวการจัดการ Live Focus นั้นค่อนข้างไม่เสถียร บางจังหวะที่ฉากหลังหลากหลายมากๆก็จะไม่สามารถใช้โหมดเบลอฉากหลังนี้ได้เลย หลายครั้งที่ต้องเล็งอยู่นานเพื่อให้ขึ้นคำว่า "Live Focus Available" น่ะนะ แต่ถ้าเล็งได้แม่น คุณภาพก็อยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยมเลยล่ะครับ

ตัว Stickers ของ Note 8 รอบนี้ก็จะปรับรูปแบบให้เป็นแบบ 3D คือสามารถตามมุมของใบหน้าไปได้มากกว่าเดิม ไม่ใช่แบบนิ่งๆเหมือนรอบ S8 แล้ว และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือเรื่องของ Sticker ตัว Stamp ที่รอบนี้มีลายน้ำชื่อรุ่นมาให้แปะไว้ในภาพแล้ว อย่างบนรุ่นนี้ก็จะโชว์ว่า Samsung Galaxy Note 8 เลย เอาไว้ใส่ในภาพโยกย้ายไปตามตำแหน่งต่างๆได้ด้วย ทีนี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาลายน้ำมา Edit ทีหลังแล้ว ใช้จากตัว Stickers นี้ได้เลยครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ส่วนในการถ่ายภาพทั่วไปด้วยเลนส์ตัวหลักก็ยังคงยอดเยี่ยมเช่นเคยครับ อย่างที่บอกเลนส์หลักนั้นเป็นตัวเดียวกับ S8 เลย ในเรื่องสีสันทำออกมาได้สวยสดเอามากๆ รายละเอียดต่างๆก็ครบถ้วน แถมด้วยค่ารูรับแสงหลังที่ f/1.7 กว้างพอจะถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างเลิศเลอ สำหรับคนที่ชอบความง่ายในการถ่ายแบบหยิบขึ้นมาแล้วกดถ่ายๆก็สวยเลย กล้อง Auto ของ Galaxy Note 8 ตอบโจทย์ตรงนี้มากๆครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Food สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพอาหาร โหมด Food นี้ก็ทำได้น่าสนใจ เพราะตัวกล้องจะมี Tilt Effect ให้มีจุดโฟกัสชัดๆแล้วให้ฉากหลังเบลอไปได้แบบเนียนๆ (คือไม่โอเวอร์เท่ากับพวก Live Focus น่ะนะ) เพื่อให้อาหารในภาพมีความคมชัดและสีสันสดขึ้นด้วยเอฟเฟคสีให้เลือก (จริงๆก็คือ White Balance นั่นแหละ) ภาพที่ได้ก็สวยงามดูน่ากินขึ้นเยอะเลย

กล้องหน้ามี Autofocus f/1.7

น่าจะเป็นจุดที่ลืมพูดถึงไปตอนพรีวิว สำหรับกล้องหน้าของ Galaxy Note 8 รอบนี้ยังคงให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล มี Autofocus และ f/1.7 เช่นเดียวกับตอน S8 เป๊ะๆ ความสามารถอย่าง Selective Focus ก็มีมาให้เลือกถ่ายหน้าชัดหลังเบลอเช่นกันครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า คุณภาพยังคงยอดเยี่ยมเช่นเคย ด้วยความที่มีระบบ Autofocus ทำให้ได้ภาพที่มีมิติมากขึ้นจริง ฉากหลังดูเบลอกว่าเดิม

ส่วนเรื่องการบันทึกวิดีโออย่างที่บอกว่ารุ่นนี้มาพร้อมระบบกันสั่นแบบ Dual OIS ทำให้การถ่ายวิดีโอนั้นมีความนิ่งมากขึ้นทั้งการใช้งานในช่วงปกติ และช่วงซูม 2X เพราะปกติในช่วงซูมมักจะเห็นการสั่นที่ง่ายกว่า แต่พอมี OIS มาให้ทั้ง 2 เลนส์การถ่ายวิดีโอก็เนียนไปทั้ง 2 ช่วงเลยล่ะครับ

การใช้งานแบตเตอรี่ของ Galaxy Note 8

ในเรื่องของแบตเตอรี่อย่างที่เห็นในข้อมูลว่า รอบนี้ความจุแบตเตอรี่น้อยลงมาหน่อยจากตอน Note 7 หรือ S8+ ที่ 3500 mAh เหลือเพียง 3300 mAh เท่านั้น ด้วยความจุที่ลดลงการใช้งานก็ต้องน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งจากการทดสอบจริง ก็พบว่าใช้งานได้น้อยกว่า S8+ จริง ถึงจะไม่ได้อึดมากมายอะไร แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่ครับ ถ้าใช้งานทั่วๆไปก็อยู่รอดวันอยู่ แต่ถ้าใช้งานหนักๆจริงอย่างถ่ายรูปเยอะ หรือเล่นเกมหนักๆนี่ก็อาจจะต้องพกพวกพาวเวอร์แบงค์ติดตัวไว้หน่อยล่ะครับ

แต่ยังโชคดีที่ Galaxy Note 8 นั้นมีระบบ Fast Charge มาให้ด้วย ขอแค่มีเวลาชาร์จเล็กน้อยก็ได้แบตฯเพิ่มขึ้นมาเยอะระดับนึงแล้ว แถมรุ่นนี้ก็ยังรองรับ Wireless Charger หรือชาร์จไร้สายเช่นเดียวกับตอน S8 ด้วย อปกรณ์ตัวเดิมที่เราเคยมี อย่างในภาพผมใช้ของตัว S7 เดิมก็ยังใช้งานได้อยู่ครับ

สรุป !!

อย่างที่ได้บอกไปตอนพรีวิวแล้วว่า Galaxy Note 8 นี้ถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสมาร์ทโฟน Note Series จริงๆ และหลังจากได้ลองใช้งานจริงๆกว่า 2 สัปดาห์ก็ยิ่งรู้สึกหลงรักเข้าไปใหญ่ด้วย รูปลักษณ์ที่สวยและดูดีหน้าจอไร้กรอบแบบ Infinity Display ที่แสดงผลได้สวยงามมากๆ ความเหลี่ยมของตัวเครื่องฟิลในการจับถือหรือใช้งานก็ต่างไปจาก S8+ ที่ผมเคยใช้อยู่พอสมควร (ซึ่งมันดีคนละแบบนะ) ในส่วนของสเปคภายตรงนี้ส่วนตัวไม่เห็นความต่างจากตอน S8+ มากนัก (เพราะของเดิมแรงมากอยู่แล้ว) แต่จุดที่เพิ่มมาอย่างน่าสนใจก็คือเรื่องของกล้องที่ยังคงสไตล์ Samsung ไว้อย่างครบถ้วน มีความง่ายในการถ่าย และผลลัพธ์ก็ออกมายอดเยี่ยมเสมอ และยิ่งมีเลนส์กล้องเสริมมาอีกตัวช่วยในเรื่องการถ่ายภาพบุคคลหรือหน้าชัดหลังละลายได้อย่างสวยงามประหนึ่งกล้อง Mirrorless ตัวเล็กๆได้เลย ถึงแม้ในช่วงที่เรารีวิวนั้นยังมีปัญหาเรื่องซอฟต์แวร์อยู่บ้าง แต่เชื่อว่หลังจากที่วางจำหน่ายจริงคงมีอัปเดตครั้งใหญ่ให้กล้องนั้นสมบูรณ์แบบได้กว่านี้ และสุดท้ายขาดไม่ได้เลยก็คือ S Pen รอบนี้ก็ยอดเยี่ยมมากขึ้นทั้งการวาตำแหน่ง การรองรับแรงกด หรือหัวปากกาที่เขียนได้คล่องมือด้วย สำหรับผู้ที่รอคอยการมาของสมาร์ทโฟนเรือธงคู่ปากกามาตลอด Galaxy Note 8 เป็นรุ่นที่ตอบโจทย์คุณได้ดีที่สุดในเวลานี้แล้วครับ !

Galaxy Note 8 สนนราคาค่าตัวอยู่ที่ 33,900 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอ Infinity Display แสดงผลได้ยอดเยี่ยมเช่นเคย
  • สเปคเร็วและแรงมาก (ได้แรม 6GB สักที)
  • หน่วยความจำภายใน 64GB รองรับ Micro-SD 256GB
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
  • กล้องหน้า-หลังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย
  • ปากกา S Pen ลงตัวมากเมื่อใช้งานควบคู่กับหน้าจอขนาดใหญ่

จุดสังเกต

  • โหมด Live Focus (หน้าชัดหลังเบลอ) ยังไม่เสถียรมากนัก อาจเพราะซอฟต์แวร์ที่ทดสอบยังไม่ใช่ตัวสมบูรณ์
  • ตัวเครื่องมีน้ำหนักมากถึง 195 กรัม

ปรโมชั่น !

สำหรับ Galaxy Note 8 ตอนนี้ก็เริ่มเปิดให้จองอย่างเป็นทางการแล้วไปจนถึงวันที่ 17 ก.ย.60 ถ้าอ่านรีวิวของเราแล้วชื่นชอบ คิดว่าต้องโดนแล้ว ก็แนะนำว่าไปจองล่วงหน้ากันได้เลย เพราะมีของสมนาคุณมูลค่ากว่า 6,780 บาทเลยทีเดียว เปิดให้จองทั้งทั้งช่องทาง Samsung Brand Shop , S-Estore หรือกับโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่าย รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จากลิ้งก์นี้เลยครับ >> http://www.techxcite.com/topic/27841.html

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite


 

Article : 8 สิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ Galaxy Note 8 มีอะไรบ้าง มาดูกัน !!

ก็เริ่มเปิดจองอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วสำหรับ Galaxy Note 8 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของ Samsung แน่นอนว่ารอบนี้ก็มีอะไรให้เราได้ว้าวกันอย่างมากมาย ทั้งเรื่องของหน้าจอ Infinity Display สุดอลังการแบบไร้กรอบ , กล้องหลังคู่ที่มีระบบหน้าชัดหลังละลายได้อย่างสมจริง หรือจะเป็นเรื่องของปากกา S Pen คุณภาพเยี่ยมก็ด้วยเช่นกัน แต่เชื่อว่ายังมีบางอย่างที่หลายๆอาจจะไม่รู้ว่ามันมีบน Galaxy Note 8 ตัวนี้ด้วย เราเลยรวบรวม 8 สิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ Galaxy Note 8 มาฝากกัน มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง อ่านต่อ

Related Topics