Review : Oppo R5 สมาร์ทโฟนที่จะมาฉีกทุกกฏเกณฑ์ความบางเฉียบที่คุณรู้จัก !!

เฮียแม๊พ | 11 ธ.ค 2557 17:06:10 (อัพเดต 19 ธ.ค 2557 11:50:31)

39024

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : Oppo R5 สมาร์ทโฟนที่จะมาฉีกทุกกฏเกณฑ์ความบางเฉียบที่คุณรู้จัก !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่านครับ กลับมาพบกับรีวิวสมาร์ทโฟนตัวใหม่ๆกันอีกเช่นเคย หากใครยังจำกันได้เมื่อเดือนก่อนทาง Oppo เพิ่งจะเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่นใหม่ไปที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีจุดเด่นหลักๆชัดเจนอย่าง Oppo N3 สมาร์ทโฟนกล้องหมุนได้ตัวล่าสุด และอีกหนึ่งตัวกับ Oppo R5 สมาร์ทโฟนที่ขึ้นชื่อว่าบางที่สุดในโลก (ณ ตอนที่เปิดตัว) ซึ่งวันนี้เราก็มีหนึ่งในสมาร์ทโฟน 2 รุ่นนั้นมารีวิวให้ชมกันด้วย นั่นก็คือเจ้า Oppo R5 ตัวนี้นี่เองงงงงง !!!

แกะกล่อง Oppo R5
มาเริ่มกันที่แกะกล่องดูอุปกรณ์ภายในกล่องกันก่อนเลย ตัวกล่องนั้นก็ออกแบบมาเป็นสีดำ เนี้ยบสวยดีมากเลยล่ะ

แน่นอนว่าภายในกล่องชั้นแรกต้องมีตัวเครื่อง Oppo R5 อยู่ (อ่าวซื้อมือถือก็ต้องมีมือถือดิ 555) 

ส่วนชั้นที่ 2 ก็จะมีอุปกรณ์มาตรฐานอย่าง หูฟัง , สาย USB ที่รองรับการชาร์จ VOOC และ หัวอแดปเตอร์เฉพาะของ Oppo ที่มีมาตรฐาน VOOC Rapid Charge สามารถชาร์จไฟได้เร็วกว่าอแดปเตอร์ทั่วไป และคู่มือการใช้งาน เข็มจิ้มซิม

ตัวสาย USB ที่รองรับการชาร์จไวแบบ VOOC Rapid Charge ตรงบริเวณพอร์ทจะเป็นสีเขียวด้วยนะ 

การดีไซน์ของ Oppo R5
ดูอุปกรณ์ในกล่องไปแล้ว ทีนี้ก็ถึงคราวมาดูตัวเครื่องกันแล้ว อย่างที่บอกว่า Oppo R5 นั้นถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่บางที่สุดของ Oppo และ(เคย)เป็นสมาร์ทโฟนที่บางที่สุดในโลกมาแล้วด้วย แว้บแรกที่เห็นก็บอกได้เลยว่ามันบางจริงๆ โดยเจ้า R5 นี้จะมีความบางเพียง 4.85 มม. เท่านั้นเองนา *0*

ส่วนวัสดุตัวเครื่องนั้นก็จะมาพร้อมกับขอบเครื่องแบบโลหะให้ความรู้สึกในการสัมผัสที่แข็งแรงใช้ได้ แต่ด้วยความที่ตัวเครื่องบางมาก อาจจะจับยากไปนิด เสียวหล่นจัง ><

Oppo R5 นั้นจะมาพร้อมกับหน้าจอ Super-Amoled ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full-HD ซึ่งอย่างที่รู้ๆกันว่าหน้าจอ Super-Amoled นั้นขึ้นชื่อเรื่องความสดและความสวยงามของสีอยู่แล้ว และหน้าจอบน R5 นี้ก็แสดงผลได้ดีเยี่ยมทีเดียวล่ะ :D

ด้านบนของหน้าจอจะมี ลำโพงสนนทนา (ใช้เป็นลำโพงหลักของตัวเครื่องด้วย) เซ็นเซอร์วัดแสง เซ็นเซอร์วัดระยะ และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

ด้านล่างก็มี 3 ปุ่มมาตรฐาน ปุ่ม Menu , ปุ่ม Home และปุ่ม Back

ด้านซ้ายมือของตัวเครื่องก็จะมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Micro-SIM

ด้านขวามือมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ปุ่ม Power 

ด้านล่างของตัวเครื่องมีรูไมโครโฟนหลัก , ช่อง Micro-USB 

ส่วนด้านบนก็เรียบๆไม่มีพอร์ทอะไร เพราะด้วยความบางของตัวเครื่องทำให้ไม่สามารถใส่ช่องหูฟัง 3.5 มม. เข้ามาได้ ส่วนวิธีฟังเพลงผ่านหูฟังจะทำอย่างไร ไว้เดี๋ยวอธิบายด้านล่างนะ :P

ด้านหลังของตัวเครื่องก็จะมีเลนส์กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซลที่นูนขึ้นมานิดหน่อย ถัดไปจะเป็นแฟลช LED และไมค์ตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน

สเปคของ Oppo R5 
ดูตัวเครื่องกันไปเรียบร้อย ก็มาต่อกันที่สเปคภายในของเจ้า R5 กันเลย โดย Oppo R5 นั้นจะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 615 Octa-core CPU ความเร็ว 1.5 GHz แบบ 64-Bit ด้วย ส่วนหน่วยประมวลผลกราฟิกก็ใช้เป็น Adreno 405 GPU , แรมให้มาที่ 2 GB , ความจำภายใน 16 GB (น่าเสียดายที่ไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD ได้) , แบตเตอรี่ให้มาที่ 2,000 mAh

รองรับการเชื่อมต่อ 3G ทุกคลื่นความถี่ในไทย , รองรับ 4G LTE แต่แอบเสียดายที่ไม่มี NFC มาให้ ><

ระบบปฏิบัติการและการใช้งานเบื้องต้น
ดูฮาร์ดแวร์คร่าวๆกันไปแล้วก็มาดูตัวซอฟแวร์กันต่อ เป็นที่ทราบๆกันแล้วว่า Oppo นั้นจะมี UI ของเป็นตัวเองในชื่อว่า ColorOS ที่มีการเอา Launcher และลูกเล่นใหม่ๆเข้ามาครอบทับบนตัว Android อีกที โดย ColorOS ที่ติดมากับ R5 นั้นก็จะเป็นเวอร์ชั่น 2.0.1i แล้ว ซึ่งจะมาพร้อมกับ Android 4.4.4 Kitkat เลย ไม่ใช่ Based on Android 4.3 Jelly Bean เหมือนรุ่นก่อนๆละ

โดยรูปแบบของ UI ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ดูเรียบหรูและสวยงามมากขึ้น แต่การใช้งานก็ไม่ได้ต่างจากรุ่นก่อนเท่าไหร่ แต่บนเวอร์ชั่น 2.0 นี้จะตัดหน้า App Drawer ไว้รวมแอปออกไป ทุกแอปที่ทำการลงหรือว่าให้มาจะอยู่บนหน้า Home Screen นี้ทั้งหมด หน้าตา UI โดยรวมจะมีการปรับให้ดูเรียบขึ้น เนียนสวยมากขึ้นใช้ได้เลย 

ส่วนเรื่องแรมก็เหลือใช้งานเยอะอยู่พอสมควร ประมาณ 1.02-1.05 GB เลยทีเดียว

มาดูความสามารถบน ColorOS 2.0 กันดีกว่า
บน ColorOS ก็ยังคงมีความสามารถพวกการปรับแต่งได้มากมายเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นพวก Theme , Homescreen , Exclusive Space เป็นต้น

โดยบนเวอร์ชั่น 2 นี้หน้า Exclusive Space จะถูกเลื่อนมาอยู่หน้าซ้ายสุดแทน (เวอร์ชั่น 1.0 -1.4 อยู่หน้าขวาสุด)

Theme ก็มีให้เลือกปรับเยอะแยะเช่นเคย 

ฟีเจอร์ด้าน Gesture & Motion
แน่นอนว่าฟีเจอร์ที่เป็นจุดเด่นอย่างพวก Gesture Motion ก็ยังมีอยู่เช่นเคย (ก็เป็นจุดเด่นบน ColorOS นี่เนอะ) โดยเราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Gesture & Motion เลยฮะ

ซึ่งในนี้ก็มีฟังค์ชั่น Gesture ให้ปรับหลายอย่าง อาทิ Screen off Gesture ที่ให้เราสามารถวาดสัญลักษณ์ ตัวอักษร ขณะที่หน้าจอดับอยู่ , เคาะหน้าจอเพื่อปลุกหน้าจอ ประมาณนั้น

Screen-on gestures พวก Gesture ที่สามารถใช้งานขณะหน้าจอเปิดอยู่ อย่างใช้ 3 นิ้วลากลงเพื่อแคปหน้าจอ , กดที่ปุ่มโฮม 2 ครั้งเพื่อล็อคหน้าจอ , เลื่อนหน้าจอจกมุมล่างเพื่อย่อจอให้เล็กลง (ใช้งานมือเดียว)

Global gesture board อันนี้คงคุ้นกันตอนอยู่ใน ColorOS เวอร์ชั่นก่อน ที่เราสามารถลากแถบ Notification bar ลงมาแล้ววาดรูป วาดสัญลักษณ์ เพื่อเข้าแอปเป็นต้น แต่บนเวอร์ชั่น 2 นั้นจะเปลี่ยนมาอยู่บริเวณล่างของหน้าจอ เลื่อนขึ้นไป (คล้ายๆ Control center บนไอโฟน)

Smart Call อันนี้ก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยในเรื่องการรับสาย-โทรออกให้สะดวกยิ่งขึ้น อาทิ คว่ำหน้ามือถือเพื่อปิดเสียงโทรเข้า (แต่ไม่ได้ว่างสายนะ) ,  เอามือถือมาแนบหูเพื่อโทรออก , เอามือถือมาแนบหูเพื่อรับสาย และสลับเป็นเปิดลำโพงอัตโนมัติเมื่อไม่ได้เอามือถือแนบหู

Air Gestures ฟีเจอร์นี้ก็ใช้ตัว Proxymity Sensor ในการจับการเคลื่อนไหว ใช้ท่าทางปัดหน้าจอ , เลื่อนรูป ได้นั่นเอง

อุปกรณ์เสริมของ Oppo R5
อย่างที่บอกไว้ด้านบนว่า Oppo R5 นั้นไม่มีพอร์ทหูฟัง 3.5 มม.มาให้(ด้วยเหตุผลเรื่องความบาง) หลายคนเลยสงสัยว่าแล้วจะฟังเพลงผ่านหูฟังยังไง คำตอบก็คือฟังผ่าน Bluetooth ครับ โดยจะมีชุด O-Music หูฟัง Bluetooth แยกมา (คล้ายๆ iPod Nano) เพื่อใช้งานจับคู่กับ Oppo R5 อีกที หรือหากใครมีหูฟังแบบ Bluetooth อยู่ก็ใช้ควบคู่กันไปฮะ

โดยอุปกรณ์ภายในกล่องของ O-Music ก็มีดังนี้ ตัว O-Music , หูฟัง (แบบเดียวกับที่อยู่ในกล่อง) , สาย Micro-USB และคู่มือ

โดยการทำงานก็เหมือนๆ หูฟัง Bluetooth ทั่วไป มีปุ่มควบคุมเพลง (เพิ่ม-ลดเสียง , เล่นเพลง , หยุดเพลง) แต่น่าเสียดายที่ตัว O-Music นี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้แถมมากับชุดขายในกล่อง แต่ต้องซื้อแยกเอา (ตอนนี้ยังไม่มีราคาอย่างเป็๋นทางการ)

ประสิทธิภาพของ Oppo R5
มาต่อกันที่เรื่องของประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมกันเลย ซึ่งเจ้า R5 นี้ก็มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลตัวใหม่ของทาง Qualcomm อย่าง Snapdragon 615 Octa-core แบบ 64-Bit (แต่ตัวระบบก็ยังมองว่าเป็น 32-Bit อยู่เพราะเป็น Android 4.4) เลยลองจับมาวัดประสิทธิภาพผ่านแอป AuTuTu Benchmark ดู ผลคะแนนก็ออกมาราวๆ 29224 คะแนนล่ะครับ ก็ถือว่าไม่ได้สูงปรี๊ดหรือว่าต่ำมาก กลางๆล่ะนะ

ความบันเทิงบน Oppo R5
ถึงคราวมาดูเรื่องความบันเทิงกันบ้าง อย่างที่บอกว่า R5 นั้นมาพร้อมกับหน้าจอ Super-Amoled ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full-HD ที่การันตีเรื่องความสวยสดอยู่แล้ว แน่นอนว่าหากเอามาดูหนังความละเอียดชัดๆ หรือดูไฟล์ภาพสวยๆก็เรียกได้ว่าเยี่ยมยอดเลยล่ะ

ส่วนในเรื่องของเสียงนั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวังจากรุ่นก่อนๆที่เคยทำไว้ได้ดีมากๆเลย โดยเสียงที่ได้จากลำโพงนั้นก็ให้เสียงที่ดังใช้ได้ ถึงแม้จะมีลำโพงตัวเดียวก็ตาม แต่ด้วยตำแหน่งด้านหน้านี้ก็ถือว่าให้เสียงที่ชัดเจน ไม่เบาสนิทในเวลาวางเครื่องราบลงไป

การเล่นเกมบน Oppo R5
ดูหนัง ฟังเพลงไปละ ทีนี้ก็มาเล่นเกมกันต่อ อย่างที่บอกว่าเจ้า R5 นั้นจะมาพร้อมกับหน่วยประมวลผลตัวใหม่อย่าง Snapdragon 615 และชิปกราฟิกตัวใหม่อย่าง Adreno 405 GPU ด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังการันตีประสิทธิภาพจากทาง Qualcomm ในเรื่องแอปที่รองรับต่างๆมากมาย ซึ่งในเรื่องเกมนั้นก็รองรับแทบทุกเกมบน Playstore แล้วล่ะ เรียกว่ามีเกมให้เล่นเต็มไปหมด

และจากที่ทดสอบเกม Asphalt 8 , Marvel Contest of Champions , Smash Hit ก็ถือว่าเล่นได้ราบลื่นทีเดียว อาจจะมีกระตุกบ้างหากเครื่องเกิดอาการร้อนขึ้นมาล่ะนะ

กล้องถ่ายภาพบน Oppo R5
มาดูเรื่องกล้องถ่ายภาพกันบ้าง Oppo R5 นั้นติดกล้องหลังความละเอียดมาที่ 13 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED ซึ่งอย่างที่บอกว่าตัวเลนส์กล้องนั้นจะนูนออกมาจากตัวเครื่องพอสมควร (ตัวเครื่องบางเกิ้นนน ><)

ส่วนโหมดการถ่ายภาพนั้นก็มีให้เลือกมากมาย อาทิ Normal , Ultra-HD , Colorful night , Slow Shutter , Expert Mode , Beautify , HDR , RAW เป็นต้น หรือว่าหากคิดว่าโหมดเหล่านี้ยังไม่พอก็ยังสามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้ที่ปุ่ม add apps เอา มีอีกเพียบเลยล่ะ

Expert Mode นั้นก็มีให้เลือกปรับค่าต่างๆมากมาย อาทิ white balance , ค่าแสง (Shutter Speed , ISO , EV) , ระยะโฟกัส

เอาเป็นว่าลองไปชมภาพถ่ายตัวอย่างที่ถ่ายจากกล้องของ Oppo R5 กันเลยดีกว่า

โดยรวมถือว่าคุณภาพของกล้องนั้นดีใช้ได้เลย ทั้งเรื่องของโทนสี และความละเอียด แต่ติดตรงที่ตัวกล้องนั้นไม่มี OIS (กันสั่น)มาด้วย แถมตัวเครื่องก็บางซะ อาจจะจับถือยากไปหน่อยเวลาถ่ายอาจจะเกิดอาการสั่นได้ง่ายๆ

ส่วนกล้องหน้านั้นก็ติดมาที่ 5 ล้านพิกเซล และแน่นอนว่าความเนียนใส สไตล์ Oppo ก็ยังคงอยู่เช่นเคย มีโหมดให้ใช้คร่าวๆแค่ Normal กับ Beautify ซึ่งในโหมด Beauty นี้จะมีรูปแบบ Filter มาให้เลือกประมาณ 8 แบบเพื่อเพิ่มความสวยใสเข้าไปอีก

คุณภาพก็อย่างที่บอกล่ะครับ กล้องหน้าเขาเด่นอยู่แล้ว ถ่ายมาเนียนดีจริงๆ :P

ส่วนการบันทึกภาพเคลื่อนไหวก็สามารถบันทึกได้ที่ Full-HD 1080P ทั้งหน้าทั้งหลังเลยครับ

การใช้งานแบตเตอรี่และความร้อน 
มาปิดท้ายในเรื่องของการใช้งานแบตเตอรี่กันเลย Oppo R5 นั้นให้ความจุแบตเตอรี่มาที่ 2000 mAh ซึ่งหากเทียบกับขนาดหน้าจอแล้วก็ถือว่าน้อยไปนิด แต่จากการทดสอบใช้งานจริงก็พอใช้งานได้ระดับหนึ่ง ไม่ได้ไหลเป็นเททิ้งแบบที่คิดไว้ตอนแรกนะครับ พอใช้งานได้เกือบทั้งวันอยู่แหละ ส่วนเรื่องความร้อนนั้นก็ถือว่าร้อนเลยล่ะครับ หากเล่นหนักๆนี่บริเวณด้านบนของข้างหลัง (แถวๆกล้องหลัง) จะร้อนจนรู้สึกได้ เพราะด้วยความบางของตัวเครื่องด้วยล่ะครับ แต่หากใช้งานทั่วๆไปก็คงไม่ร้อนมากน่ะครับ

ด้วยการที่ตัวเครื่อง R5 นั้นไม่ได้มีแบตเตอรี่ที่อึดมากมาย มหาศาลอะไรขนาดนั้น แต่อย่างน้อยในเรื่องการชาร์จไฟเข้าก็ถือเป็นอีกจุดเด่นของรุ่นนี้เพราะว่ามาพร้อมกับระบบชาร์จแบบ VOOC Rapid ที่สามารถชาร์จไฟได้เร็วกว่าสายชาร์จปกติถึง 4 เท่าเลยทีเดียวนะ สุดยอดเลยล่ะ *0*

สรุปผลการทดสอบ
Oppo R5 นั้นถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนสุดบางเฉียบที่สุดในโลก (ณ ตอนนี้) บอดี้แข็งแกร่ง เรียกได้ว่าความบางนั้นมันช่างเย้ายวนดีจริงๆ ซึ่งนอกจากเรื่องความบางแล้วในส่วนของสเปคนั้นก็ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน มาพร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 615 Octa-core 64-Bit รองรับได้อีกยาวๆ แถมจุดเด่นหลักๆอย่างกล้องและลำโพงก็ดีเยี่ยมเลย เหมาะสำหรับเพื่อนๆที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มีความบางเฉียบ ถือไปไหนมาไหนแล้วดูดีสุดๆมากๆเลย แต่หากไม่ได้เน้นเรื่องความบางเฉียบอะไรขนาดนั้นก็ถือว่ารุ่นนี้มีข้อเสียหลายอย่าง ทั้งเรื่องของพอร์ทหูฟังที่ไม่มีติดมาให้ (ไม่สามารถฟังเพลงด้วยหูฟังผ่านตัวเครื่องได้แบบปกติ) หรือเรื่องความร้อนที่จะเห็นได้ชัดหากเล่นหนักๆ ทั้งนี้ก็คงต้องชั่งน้ำหนักกันดูล่ะครับว่าอยากได้สมาร์ทโฟนบางๆแล้วรับได้กับการที่ไม่มีพอร์ทหูฟังได้ไหม แต่หากไม่แคร์เรื่องนี้มากนัก Oppo R5 ก็ถือเป็นสมาร์ทโฟนสุดบางที่มีความพรีเมี่ยมตัวหนึ่งเลยล่ะ *0*

ราคาเปิดตัวของ Oppo R5 อยู่ที่ 15,990 บาท

จุดเด่น

  • ความบางที่น่าหลงใหล พร้อมบอดี้ที่แข็งแกร่ง
  • หน้าจอ Super-Amoled ขนาด 5.2 นิ้ว แสดงผลได้ยอดเยี่ยม
  • กล้องหน้าและหลังยังประทับใจเช่นเคย
  • ลำโพงให้เสียงดีใช้ได้
  • รองรับ 4G LTE
  • ระบบ VOOC Rapid Charge ที่ช่วยให้ชาร์จไฟเร็วขึ้นกว่าปกติถึง 4 เท่า

จุดสังเกต

  • ไม่มีพอร์ทหูฟัง 3.5 มม.
  • ไม่รองรับ NFC

 

บทความโดย : เฮียแม๊พ TechXcite