ตะลุยตลาดน้ำอัมพวา หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองกรุง
สัมผัสวิธีชีวิตชาวบ้านที่หาดูยากในเมืองกรุง
สวัสดีครับพี่น้องชาว TechXcite ช่วงนี้รู้สึกกันไหมครับว่า ทุกวันนี้มีแต่ความวุ่นวาย ๆ สารพัดเกิดขึ้นในชีวิต ไหนจะอากาศที่ไม่ค่อยจะเป็นใจเอาเสียเลย เรื่องเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แถมงานที่ต้องแข่งขันกันไปหมด แน่นอนว่าคงรู้สึกเหนื่อยกันอย่างแน่นอน สำหรับวันนี้ผมจะพาเพื่อน ๆ ไปสัมผัสวิธีชีวิตที่พูดได้เลยว่าแสนจะสงบและหลีหนีความวุ่นวายในเมืองกรุงกับ ตลาดแม่น้ำอัมพวา
การเดินทาไปยังตลาดน้ำอัมพวา
สำหรับการเดินทางผมกับบก.เป็ดเริ่มออกเดินทางจากรุงเทพ โดยอาศัยรถตู้ไปตลาดน้ำอัมพวา โดยขึ้นจากอู่รถตู้อนุสาวรีย์ชัยสมอรภูมิ (ใต้ทางด่วนฝั่งทางด่วน) โดยค่าโดยสารจากอนุสาวรีย์ไปยังตลาดนั้นมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 70 บาท แล้วไปต่อรถสองแถวเพื่อไปตลาดน้ำอัมพวาอีกเพียง 8 บาท รถสองแถวจะนำคุณไปส่งที่จุดหน้าตลาดน้ำอัมพวา จากเราเราก็เดินชมตลาดน้ำได้เลย โดยตลาดนั้นจะมีการจัดของขายในช่วงเย็น ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่โดยจะมีของมาขายในวันเสาร์และอาทิตย์ผมเดินทางไปในช่วงบ่าย (ถึงก่อนเวลา...เกินไป คุคุคุ) พอไปถึงตลาดอัมพวา ของขายยังไม่จัดแต่สิ่งที่ผมเห็นและสัมผัสได้ก่อนที่เขาจะตั้งตลาดนั่นคือวิธีความเป็นอยู่รอบ ๆ เห็นถึงบ้านเรือนที่สงบและเรียบง่าย ผมเดินไปตลอดคลองจะมองเห็นแต่ตัวอาคารไม้ริมฝั่งคลองไปเรื่อย ๆ จะเห็นได้จากภาพว่าตัวบ้านเรือนริมฝั่งคลองยังคงเป็นแบบเดิม ๆ ตามวิถีชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปสู่วัยเด็ก ๆ ที่ชอบเดินตลาดสด อะไรทำนองนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวคาร หรือแม้แต่เรือที่แล่นผ่านไปมาดูแล้วผ่อนคลายเป็นอย่างมาก.....
ผมเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ ลักษณะของตลาดนั้นจะเป็นระเบียงฝั่งคลองที่ขนานยาวไป 2 ฝั่ง โดยจะมีร้านค้าขายสินค้าต่าง ๆ ตามริมทาง รวมไปถึงพ่อค้า แม่ค้าที่พายเรือมาขายของเต็มไปหมด ของส่วนใหญ่จะเป็นของที่ชาวบ้านทำกันเอาซะเป็นส่วนใหญ่ รวมไปถึงผลไม้ที่ขายกันในราคาถูกแสนถูก แถมสดอีกต่างหากเพราะมาจากไร่ของคนขายโดยตรง ในช่วงบ่ายสามโมงผมเริ่มเห็นของเริ่มวางขายกันบ้างแล้วเล็ก ๆ น้อย ๆ และผู้คนเริ่มที่จะมากขึ้นตามลำดับ สำหรับของขึ้นชื่อที่ผมเห็นอยู่เยอะคงหนีไม่พ้น น้ำตาลสด และอาหารทะเลที่พ่อค้าแม่ค้า พายเรือมาขาย ให้เราทานกันอย่างสด ๆ เลยทีเดียว
เมื่อมีผู้คนย่อมีความเจริญเข้ามา รวมไปถึงการค้าขาย และอะไรใหม่ ๆ จนจะกลืนไปกับความสะดวกสบายจนทำให้ความอยู่แบบชาว ๆ ที่แท้จริงนั้นหายไปแต่สำหรับที่นี่ นอกจากเป็นที่ซื้อหาของแนววิถีชาวบ้านแล้ว เขายังคงรักษาความเป็นชุมชนตลาดไว้ได้อย่างดี โดยการจัดตั้งพิธิภัณฐ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับความเป็นอยุ่และวีถีชีวิตของชาวบ้านอัมพวา ซึ่งทำให้คนกรุงอย่างเรา ๆ ได้เห็นถึงความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สบาย ๆ
ผมเดินย่ำเข้าไปเรื่อย ๆ ก็ได้ยินเสียงชวนลงเรือพาเที่ยว วัด และชมหิ่งห้อยเป็นแถวแนวยาวเต็มไปหมด รวมไปถึงกลิ่นหอม ๆ ของอาหารทะเล ที่ย่างกันสดๆ บนเรือที่ชาวบ้านพายมาขาย อาหารทะเลส่วนใหญ่จะมี ปลาหมึก และ หอยเชล์เป็นหลัก แถมยังมีกุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ ย่างกันสด ๆ อีกด้วย แน่นอนว่ามันไม่มีเพียงแค่นี้แน่นอน อาหารเด็ด ๆ ที่เจอทีดูแล้วน่ากินมาก ๆ นั่นคือ ผัดไทยกุ้งสด ที่เล่นเอากุ้งตัวโต ๆ มาผัดกันให้เห็น 2 ริมฝั่งคลองกันเลยทีเดียว เดินกับ บก.เป็ดมาจนเหนื่อยผมก็สะดุดกับร้านขาย กาแฟเย็น ที่มีมีเอกลักษณ์ โดดเด่นเดินมาต้องสะดุดกันทุกคน...(สตาร์บัคยังชิดซ้าย..ผมคอนเฟริม 5555+) กับร้าน "สมานการค้า" ร้านกาแฟที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เก่า ๆ ไว้ได้อย่างลงตัวและรวมไปถึงราคาไม่ว่าจะเป็น น้ำชา กาแฟ เครื่องดื่ม รสชาติก็ดี ที่สำคัญราคาถูกจริง ๆครับ ลงมานั่งกินกาแฟ นั่งขาห้อยริมคลอง แล้วจะรู้ว่าความรู้สึกแบบชิว ๆ เป็นอย่างไร ^^"
ในช่วงสี่โมงเย็นเกือบจะห้าโมงเย็นผมเริ่มสังเกตว่าผู้คนเริ่มมากขึ้น ร้านค้าแน่นไปหมด ไม่ว่าจะอาหาร ของที่ระลึก ขนม ของเล่นสมัยก่อน ผมเดินวนรอบตลาดได้สัก 2-3 รอบแล้ว แต่มีสิ่งที่ทำให้ผมสะดุดและต้องยีนฟังเมื่อได้ยินเสียงไวโอลินที่สีได้อย่างไฟเราะ จนผมเพลินฟังไปกับเขาคนอื่น ๆ ที่ยืนดูริมฝั่งคลองไปด้วย ทำให้บรรยกาศยามเย็นของอัมพวาดูไม่เงียบเหงาและชิวเข้าไปทุกที ร้านอาหารผู้คน และวิถีชีวิตของชาวบ้านเริ่มจะคึกคักขึ้นเป็นระยะ ๆ ในช่วงเวลานี้
หลังจากทีเดินชมวิถีชาวบ้านตามสองฝั่งคลองอัมพวาแล้ว ถึงเวลาที่ผมรอคอยนั่นคือรอที่จะถ่ายภาพแสงยามเย็นที่ตลาดน้ำแห่งนี้ แน่นอนว่าเป็นการยากแน่นอนเนื่องจากการถ่ายนั้นมีปัจจัยและสิ่งที่ต้องระวังนั่นคือ คนที่เดินกันเป็นจำนวนมาก โอกาสกล้องจะตกน้ำนั้นมีสูง รวมไปถึงมุมที่ค่อนข้างจะจำกัดเนื้อที่ในการถ่าย เพราะเมื่อเราถ่ายมุมที่ต้องการนั้นบางทีอาจจะถอยตกคลอง ก็เป็นไปได้ เมื่อถึงเวลาใกล้ ๆค่ำ ช่วง หกโมงเย็น ผมกับ บก.เป็ดก็ได้มานั่งรอที่จุดถ่ายซึ่งเป็นสะพานที่ห่างจากจุดขายของไปอีกช่วงสะพานหนึ่ง โดยจุดถ่ายในส่วนนี้มีข้อดีคือ สายไฟฟ้าไม่มีบัง ทำให้ผมสารมารถเก็บภาพในช่วงตึกและเรือที่แล่นผ่านได้โดยไม่มีสายไฟฟ้ามารบกวน รวมไปถึงฝั่งที่ผมถ่ายนั้นเป็นจุดที่เป็นโฮมสเตย์ซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้คนนั้นดูบางตาลงไป แต่ก็มีคนที่คิดเหมือนผมที่มาถ่ายจุดนี้เช่นเดียวกัน ^^" ทำให้สะพานจุดที่ถ่ายที่ดูเล็กอยู่แล้วทำให้เล็กไปอีก (เล่นเอากล้องผมเกือบตกน้ำไปหลายหนเหมือนกัน....)
คำทิ้งท้ายจากการเดินทาง
ในที่สุดก็จบการเดินทางสำหรับวันนี้ ผมใช้เวลาเดินชมวีถีชีวิตของชาวบ้านและเดินเก็บภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านรอบ ๆ ทำให้ผมได้เห็นถึงความสุขสบายจริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่เพียงมีอะไรที่สะดวกสบาย หรืออะไรที่หรูหรา ราคาแพง แต่ความสุขสบายจริง ๆ แล้วอยู่ที่ใจเรามากกว่า วิถีชาวบ้านที่ไม่มีความวุ่นวาย ไม่ต้องแข่งกันตื่นตอนเช้าไปทำงาน อาหารการกินก็สมบูรณ์สะดวกสบาย และถูกแสนถูก หากเพื่อน ๆ มีเวลาลองมาสัมผัสวิถีชีวิตแบบชิว ๆ แบบนี้ได้ไม่ไกลจากกรุงเทพเท่าไรนัก นั่งรถเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว สำหรับวันนี้คงต้องขอตัวก่อนเจอกันในบทความครั้งต่อไป ว่าผมจะนำเพื่อน ๆ ไปเที่ยวที่ไหนกันอีก สำหรับวันนี้ขอบคุณและสวัสดีครับ







Mobile Version