Review : ZTE Blade V7 Lite มือถือดีไซน์สวย ความสามารถครบในราคา 5,000 มีทอน !!

เฮียแม๊พ | 22 มิ.ย. 2559 18:00:47 (อัพเดต 27 มิ.ย. 2559 17:08:30)

21383

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : ZTE Blade V7 Lite มือถือดีไซน์สวย ความสามารถครบในราคา 5,000 มีทอน !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่านกลับมาพบกับรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นๆใหม่กับ เฮียแม๊พ. TechXcite กันอีกเช่นเคย วันนี้เรามีสมาร์ทโฟนน้องใหม่จากค่าย ZTE มาแนะนำกันกับเจ้า ZTE Blade V7 Lite นั่นเอง สมาร์ทโฟนรุ่นนี้เปิดตัวมาตั้งแต่ในงาน MWC2016 ที่ผ่านมา โดยมาพร้อมความสามารถมากมายที่เรียกว่าคุ้มค่าเกินราคา 4,990 บาทอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าเรามาดูกันดีกว่าว่ารุ่นนี้จะน่าสนใจแค่ไหน

แกะกล่อง ZTE Blade V7 Lite

มาดูอุปกรณ์ภายในกล่องกันก่อน บรุ่นนี้ก็ให้อุปกรณ์มาตรฐานมาครบ ไม่ต้องไปหามาเพิ่มเติมทั้งหูฟัง , สาย Micro-USB , อแดปเตอร์ชาร์จไฟ และที่สำคัญแถมฟิล์มกันลอยมาให้ในกล่องด้วยจ้า ;)

การดีไซน์

มาเข้าเรื่องที่ตัวเครื่องกันเลย ZTE Blade V7 Lite นี้ก็ยังคงมาพร้อมรูปลักษณ์ที่คุ้นเคยของตระกูล Blade อยู่ชัดเจน ตัวเครื่องมาพร้อมกระจกแบบ 2.5D สีขาวเนียนสวย

ด้านบนของหน้าจอมีไฟแฟลช LED สำหรับกล้องหน้า , ไฟ LED, ลำโพงสนทนา , กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และเซ็นเซอร์วัดแสง

ด้านล่างหน้าจอจะมีปุ่มสัมผัสกลมๆที่เป็นเอกลักษณ์ของ ZTE อยู่ ตรงกลางจะเป็นปุ่มโฮม ส่วนซ้ายขวาเป็นปุ่มย้อนกลับและปุ่มเมนู ตามลำดับ (ตรงนี้เราสามารถตั้งค่าลสลับปุ่มเมนูกับย้อนกลับได้ในการตั้งค่า)

รุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอขนาด 5 นิ้วความละเอียด HD 1280x720 พิกเซล แสดงผลได้สวยงามกำลังดี มุมมองก็กว้างใช้ได้ครับ

ขนาดตัวเครื่องเรียกว่ากำลังเหมาะมือจับถือได้สะดวก เพราะขนาดหน้าจอที่ไม่ใหญ่มาก ตัวเครื่องจะบางเพียง 7.9 มม.แถมน้ำหนักก็เบาดีทีเดียวด้วยน้ำหนักเพียง 135 กรัม

วัสดุงานประกอบของรุ่นนี้ถือว่าหรูหราเลย มาพร้อมงวัสดุแบบ Metal Unibody สัมผัสได้ถึงความพรีเมี่ยมทีเดียวล่ะ

กรอบเครื่องมีการตัดขอบแบบ diamond-cut ตามมุม ปุ่มเพิ่มลดเสียงจะอยู่ที่ด้านซ้ายมือ

ขวามือจะมีช่องใส่ซิมการ์ด รุ่นนี้เป็นถาดซิมแบบไฮบริดเลือกใส่ได้ทั้งแบบ 2 ซิมหรือ 1 ซิม 1 เม็มก็ได้ครับ และปุ่ม Power ก็อยู่ฝั่งขวานี้ด้วยครับ

พอร์ทการเชื่อมต่อ micro-USB อยู่ด้านล่างของตัวเครื่องพร้อมไมโครโฟนสนทนา

ส่วนพอร์ทหูฟัง 3.5 มม. จะอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง รุ่นนี้ไม่มีไมโครโฟนตัวที่ 2สำหรับตัดเสียงรบกวนมาให้นะ

ด้านหลังอย่างที่บอกว่าใช้วัสดุโลหะหรูหราทีเดียว ตำแหน่งกล้องหลังจะอยู่ตรงกลางด้านบน ข้างๆมีไฟแฟลช 1 ดวงอยู่ และเซ็นเซอร์สแกนลายน้้วมืออยู่ถัดลง

ด้านล่างจะมีลำโพงหลักของตัวเครื่อง 2 ตัวขนาบโลโก้ ZTE ไว้อยู่ฮะ

สเปค ZTE Blade V7 Lite

  • รัน Android 6.0 Marshmallow
  • หน้าจอ 5 นิ้วความละเอียด HD 720p
  • ชิปเซ็ต MediaTek MT6735P Quad-core 1.0GHz
  • ชิปกราฟิก Mali-T720 GPU
  • แรม 2GB
  • รอม 16GB
  • รองรับ Micro-SD32GB
  • แบตเตอรี่ 2500 mAh
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช
  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับ 2 ซิม
  • รองรับ 2G : 850/900/1800/1900MHz
  • รองรับ 3G : 850/900/2100MHz
  • รองรับ 4G : 850/900/1800/2100/2300/2600MHz
  • สัดส่วนตัวเครื่อง 143.8x70.2x7.9 มม.
  • น้ำหนัก 135 กรัม

ประสิทธิภาพของ ZTE Blade V7 Lite

เห็นจากสเปคแล้วก็ถือว่ากลางๆครับ เมื่อลองจับมาทดสอบคะแนนผ่านแอป AnTuTu Benchmark คะแนนที่ได้ก็ออกมาที่ 23492 คะแนนครับ

ระบบปฏิบัติการและการใช้งานเบื้องต้น

Blade V7 Lite มาพร้อม Android 6.0 Marshmallow แต่จะมีการครอบด้วย MiFavor 3.5 UI เข้ามา ซึ่งจะไม่มีตัว App Drawer ทุกแอปจะอยู่หน้า Home Screen นี้ทั้งหมด การใช้งานทำได้ลื่นไหลมากๆเลยล่ะ

ตัวไอคอนจะออกแนวมนๆสวยงาม สีสันเรียบๆ

ลูกเล่นก็มีให้เล่นไม่เยอะนัก แต่ยังพอมีพวกการตั้งค่า Gesture Motion ให้ปรับอยู่โดยเราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Gesture & Motion หรือ Settings > Gesture & Motion

ในนี้จะมีการสั่งงานด้วยท่าทางอาทิ Air Gestures ที่ให้เรากดปุ่มเพิม-ลดเสียงค้างไว้ และโยกเครื่องเป็นตัวอักษรเพื่อเข้าหน้าแอปด่วน อย่างเช่นโยกเครื่องเป็นตัวอักษณ M เพื่อเข้าแอปฟังเพลง เป็นต้น

Black Screen Gestures คำสั่งขณะหน้าจอปิด อันนี้อาจจะเคยคุ้นๆกันมาบ้าง คือการวาดตัวอักษรที่หน้าจอเพื่อเข้าหน้าแอป ประมาณว่า วาดรูปตัว C เพื่อเข้าแอปโทรศัพท์เป็นต้นฮะ

Double Tap to Wake อันนี้ก็เบสิกเลย แตะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ (แต่ถ้าจะล็อคจอใช้การคว่ำหน้าจอ 2 ครั้ง)

ส่วนคำสั่งตั้งค่า Motion ก็จะมีเมนูให้เลือกปรับอยู่ประมาณ 6-7 แบบ คือ Auto-Call (โทรออกอัตโนมัติเมื่อเอาเครื่องมาแนบหู) , Auto-Answer (รับสายอัตโนมัติเมื่อเอาเครื่องแนบหู) , Pocket mode (เร่งเสียงและระบบสั่นให้สูงสุดเมื่อเอาเครื่องไว้ในกระเป๋า) , Flip to mute (คว่ำจอเพื่อปิดเสียงเตือน)  , Shake it (เขย่าเครื่องเพื่อเข้าโหมดไฟฉายหรือเครื่องคิดเลข) เป็นต้น

Custom Bottom Key อย่างที่ได้บอกไว้ว่าปุ่มสัมผัส 2 ปุ่มของรุ่นนี้สามารถสลับตำแหน่ง ซ้าย-ขวาได้ เพราะด้วยรูปลักษณ์เป็นปุ่มจุดกลมๆ ไม่ได้แบ่งว่าอันไหนเป็นปุ่มไหนอยู่แล้ว แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถตั้งให้ปุ่มนึงเป็นปุ่ม Recent Apps ได้ปรับได้แค่เมนูกับย้อนกลับ สลับซ้าย-ขวาเท่านั้นเองฮะ

ส่วนวิธีการเปิดเข้าหน้า Recent Apps ก็ใช้การกดปุ่มเมนูค้างไว้เพื่อเข้าหน้านี้นั่นเองฮะ

ระบบสแกนลายนิ้วมือ

มาต่อในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย รุ่นนี้ถึงราคาจะไม่สูงมาก แถมยังมีชื่อต่อท้ายด้วยว่า Lite แต่ก็ใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเข้ามาที่หลังเครื่องด้วย

การตั้งค่าเราสามารถได้ที่ Settings > Fingerprint ตรงนี้เราสามารถตั้งจดจำลายนิ้วมือได้ที่นี่เลย นอกจากจะใช้งานด้านการปลดล็อคหน้าจอได้แล้วยังสามารถใช้งานปลดล็อคเข้าแอปได้อีกด้วย

การสแกนลายนิ้วมือก็ทำได้รวดเร็วมากๆเพียง 0.3 วินาทีเท่านั้น เอานิ้วไปวางก็ติดปั๊บเลยล่ะ

แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าไปตั้งค่าสแกนลายนิ้วมือให้ใช้งานแบบ Single Touch to Unlock ก่อน โดยเข้าไปที่ Settings > Fingerprint > Unlock (แตะไปที่คำว่า Unlock) แล้วเลือกเป็น Unlock Fingerprint to unlock when screen is locked or off หรือภาษาไทย กล่องลายนิ้วมือ > ปลดล๊อค > การใช้ลายนิ้วมือ ที่จะปลดล็อคเมื่อหน้าจอถูกล็อค หรือปิด มิฉะนั้นจะต้องกดปลุกจอก่อนแล้วค่อยสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งแบบนั้นจะลำบากพอสมควรเลยล่ะ :P

เล่นเกม ดูหนังบน ZTE Blade V7 Lite

มาดูในเรื่องของความบันเทิงอย่างการดูหนัง ฟังเพลง กันบ้าง รุ่นนี้ให้ขนาดหน้าจอมาที่ 5 นิ้ว ความละเอียด HD อาจจะไม่ได้เน้นหนักไปที่การทำงานด้านมัลติมีเดียมากนัก แต่ถ้าจะเอามาดูวิดีโอผ่าน YouTube ฆ่าเวลาก็ทำได้ดีอยู่ ดูได้เพลินๆครับ

ส่วนในเรื่องของเสียงลำโพงของตัสเครื่องจะอยู่ที่ด้านหลังเครื่อง 2 ตัว พลังเสียงก็ดังดี โทนเสียงออกกลางๆ แต่ด้วยตำแหน่งมันดันไปอยู่ด้านหลัง อาจจะไม่ทำให้เสียงดังกระจายอะไรมากฮะ

การเล่นเกมด้วยสเปคนั้นเรียกว่ากลางๆไม่ได้หวือหวามาก ก็พอจะเล่นเกมกราฟิกไม่หนักได้อยู่ เท่าที่ลองเกม CR Kick'n Run ก็แอบมีกระตุกนิดหน่อยเวลาเจอกราฟิกเยอะๆ

กล้องถ่ายภาพของ ZTE Blade V7 Lite

รุ่นนี้ก็เรียกว่าให้ความละเอียดกล้องมาเยอะทีเดียว ทั้งหล้องหน้าที่ให้มาเยอะถึง 8 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลังก็ 13 ล้านพิกเซล

โหมดการถ่ายภาพให้มาแบบพอใช้งานอาทิ โหมดปกติ , HDR , Panorama , Beautify และ Smile Shot

นอกจากนี้ยังมีโหมด Pro มาให้ด้วย แต่ว่าดันปรับแต่งได้นิดหน่อยอย่างพวก ISO , White Balance , EV ส่วน Shutter Speed ปรับได้แค่ Auto หรือ 1/3s เท่านั้น ><

ในส่วนของวิดีโอ สามารถถ่ายได้สูงสุดที่ 720p ครับ

เอาเป็นว่ามาลองชมตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังกันดีกว่าฮะ

รวมๆแล้วภาพที่ได้ออกมาก็ถือว่าสวยงามกำลังดี การโฟกัสภาพทำได้ดีทีเดียว มีการวัดแสงขณะแตะโฟกัสด้วย

ส่วนกล้องหน้าก็ให้ไฟแฟลช LED มาด้วย การถ่ายภาพในที่แสงน้อยก็จะดีขึ้นนิดหน่อย ส่วนโหมดการถ่ายภาพก็จะเหมือนกับของกล้องหลังแน่นอนว่ามี Beauty มาให้ด้วยเช่นกันครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า Beauty+5

แบตเตอรี่และกรใช้พลังงาน

มาดูในเรื่องแบตเตอรี่ของรุ่นนี้ให้มาที่ 2500 mAh เรียกว่าพอดีกับไซส์หน้าจอและสเปคได้ดีเลย และจากที่ลองใช้งานจริง ก็สามารถอยู่รอดได้ตลอดทั้งวัน และในเรื่องความร้อนก็ไม่มากนักเวลาเล่นเกมหรือว่าถ่ายรูปเยอะๆ ถึงแม้ว่าตัวบอดี้จะเป็นโลหะแบบนี้ก็ตามครับ

สรุปกับราคา 4,990 บาท

รวมๆแล้วถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจมากๆ ด้วยราคาที่ไม่ถึง 5,000 บาทแบบนี้ ได้ทั้งบอดี้สวยหรูแบบ Metal Unibody สเปคใช้งานได้ครบครัน จะเล่นเกมเล็กๆ ดูไฟล์วิดีโอ กล้องถ่ายภาพก็ลงตัวใช้งานได้ง่ายไฟล์ที่ได้ก็อยู่ในเกณฑ์ดี แถมยังมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้อีกด้วย (ถึงแม้จะแอบใช้งานไม่คล่องตัวเท่าไหร่ก็เถอะ) แต่อย่างที่บอกครับว่าทั้งหมดนี้รวมอยู่ในมือถือราคา 4,990 บาทเท่านั้น ราคานี้หาคุ้มแบบนี้ยากแล้วล่ะครับ :D

จุดเด่น

  • บอดี้สวย วัสดุดี
  • รองรับ 4G LTE
  • รองรับ 2 ซิมด้วยถาดซิมแบบไฮบริด
  • รัน Android 6.0 ทำงานได้ลื่นไหล
  • มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • กล้องหน้ามีไฟแฟลช

จุดสังเกต

  • โหมด Pro ของกล้องถ่ายภาพปรับแต่งได้น้อยไปหน่อย

แต่เดี๋ยวก่อน ! ถ้าคิดว่าราคานี้ยังไม่ถูกใจ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษกับทาง AIS Smart Deal ที่ให้เพื่อนๆซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจในราคาเพียง 1,990 บาท (จากปกติ 4,990 บาท) ด้วยนะเออ โปรโมชั่นนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 - 31 ก.ค.นี้เท่านั้นนะจ๊ะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เล้ย >> AIS Smart Deal

 

รีวิวโดย : เฮียแม๊พ. TechXcite