Preview : Samsung Galaxy Note 7 สมาร์ทโฟนเรือธงคู่ปากการุ่นล่าสุด ลงตัวทั้งรูปลักษณ์และเพียบพร้อมด้วยจุดเด่นใต้น้ำ !!

เฮียแม๊พ | 2 ส.ค. 2559 16:19:06 (อัพเดต 2 ส.ค. 2559 22:59:25)

63205

VIEWS เฮียแม๊พ

Preview : Samsung Galaxy Note 7 สมาร์ทโฟนเรือธงคู่ปากการุ่นล่าสุด ลงตัวทั้งรูปลักษณ์และเพียบพร้อมด้วยจุดเด่น !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความพรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม๊พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ของ Samsung ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปสดๆร้อนๆเลย บอกมาขนาดนี้คงจะเดาเป็นอะไรอื่นไม่ได้แล้วนอกจาก Galaxy Note 7 นั่นเอง รุ่นนี้นี้ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 6 ของซีรีส์ Galaxy Note ของ Samsung แต่ในปีนี้ทาง Samsung ก็เลือกที่จะข้ามรุ่น Note 6 ออกไปมาเป็น Note 7 เลย เพื่อให้เลขรุ่นของเรือธงแต่ละปีจะได้เท่ากันระหว่าง S7 กับ Note 7 ทีนี้ก็ไม่ต้องมาถามหา Note 6 กันละนะครับว่ามันหายไปไหน เพราะไม่มีรุ่นออกมาละ :P ก่อนเปิดตัวเราก็คงจะได้เห็นข่าวคราวและข้อมูลหลุดออกมาซะหลายคนหมดตื่นเต้นกันไปเลย (ตอนแรกผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) แต่พอได้ลองจับตัวจริงแล้ว บอกเลยว่าว้าวมากๆเลยล่ะ เดี๋ยวมาดูกันดีกว่าว่ามันน่าสนใจแค่ไหน :D

แรกสัมผัส Samsung Galaxy Note 7

อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า Galaxy Note 7 นั้นมาพร้อมกับหน้าจอโค้ง 2 ด้าน (Dual Curved Edge Screen)แบบเดียวกับ Galaxy S7 Edge เรือธงเมื่อต้นปี แถมเพิ่มความอึดด้วยกระจกแบบ Gorilla Glass 5 อีกด้วย (แอบบอกว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่ได้ใช้เลยด้วยนะ)

เรื่องความสวยงามนี่กินขาดเลยล่ะ ทั้งความเว้าของขอบจอลงไปและความสวยสดของหน้าจอ รุ่นนี้ยังคงมาพร้อมชนิดหน้าจอแบบ Super-Amoled มีขนาดหน้าจอที่ 5.7 นิ้ว เรื่องการแสดงผลก็คงไม่ต้องชมอะไรให้มากแล้วครับ เพราะชมมาทุกรุ่น รุ่นนี้ก็คงมาตรฐานไว้ได้ดีมากๆ

ตัว Wallpaper ในหน้า Lockscreen ของรุ่นนี้จะมีความสามารถแนวๆเสริมเข้ามาก็คือ Motion Wallpaper คือจะใช้ตัว Gyroscope ในการจับการเคลื่อนไหว เวลาเราเอียงเครื่องไปซ้าย-ขวา สีสันก็จะเปลี่ยนไปด้วย ตรงนี้ผมว่าเป็นไอเดียที่ดีทีเดียว สวย *0*

เหนือหน้าจอจะเห็นชัดๆว่ามีช่องอะไรเพิ่มมาจากรุ่นก่อน ด้านซ้ายใหญ่ๆจะเป็นตัวไฟ Infared สำหรับสแกนม่านตาเพิ่มเข้ามา และขวาสุดเป็นตัวเซ็นเซอร์สแกนม่าตา นอกนั้นก็เหมือนเดิมครับไฟ LED แจ้งเตือน , เซ็นเซอร์วัดระยะ , ลำโพงสนทนาและกล้องหน้า

ส่วนล่างหน้าจอก็มีปุ่มโฮมสแกนลายนิ้วมืออยู่ตรงกลางเช่นเคย และปุ่มสัมผัส Recent App , Back อยู่ซ้ายและขวาตามลำดับ

 

วัสดุของตัวเครื่องยังคงใช้เป็นกระจกทั้งหน้า-หลัง แถมยังเป็นกระจกโค้งอีกด้วย ลักษณะของสัมผัสและการจับถือเนียนมือมากขึ้นกว่าตอน Galaxy S7 Edge เพราะตัวงานประกอบทำได้สมบูรณ์มากขึ้นไปอีกครับ

ตัวกรอบรอบๆเครื่องก็เป็นโลหะเกรดดีเสริมความแข็งแกร่งเช่นเคย แต่แอบดูบางลงไปนิด ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงอยู่ด้านซ้ายมือ

ของตัวเครื่อง และปุ่ม Power อยู่ด้านขวามือครับ จะสังเกตได้ว่าตัวกรอบเครื่องจะเรียบเนียนไปกับตัวกระจกแบบไร้รอยต่อแล้ว ต่างจากรุ่นก่อนๆที่ยังแอบมีรอยต่อเล็กๆครับ

ด้านหลังมีกล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีไฟแฟลช LED และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจอีกเช่นเคย สังเกตว่าตัวเลนส์กล้องหลังจะไม่นูนออกมาเท่ารุ่น Note 5 แล้ว

ด้านบนจะเห็นว่ามีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดและ Micro-SD

ส่วนด้านล่างเจอความแตกต่างไปจากรุ่นก่อนแล้ว ด้วยพอร์ทการเชื่อมต่อไปที่เป็น USB-C ตามที่หลายๆคนอยากได้ นอกนั้นเหมือนๆเดิม ทั้งลำโพงหลักตัวเครื่อง และช่องใส่ปากก S-Pen

สเปค Samsung Galaxy Note 7

มาเข้าเรื่องสเปคกันเลย อย่างที่ได้เห็นข้อมูลหลุดออกมามากมาย ว่าจะใช้ชิปตัวนั้นบ้าง ตัวนี้บ้าง ให้แรมมาที่ 4GB บ้าง 6GB บ้าง แบตความเท่านี้เท่านั้น รายละเอียดของจริงก็มีตามนี้เลยครับ

  • รัน Android 6.0.1 Marshmallow ครอบด้วย Refined UI
  • หน้าจอ Super-Amoled ขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด Quad-HD
  • ชิปเซ็ต Samsung Exynos 8890 Octa-core
  • ชิปกราฟิก Mali-T880MP12 GPU
  • แรม 4GB
  • รอม 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 200GB
  • แบตเตอรี่ 3500 mAh
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล
  • มี 4 สี ดำ , เงิน , ทอง , ฟ้า-ทอง

เรียกว่าให้สเปคมาไม่สุดเท่าไหร่นะ สำหรับรอบนี้เพราะปกติทาง Samsung มักจะอัดสเปคสำหรับรุ่น Note มาเต็มสุดๆ ทั้งหน่วยประมวลผลหรือแรม แต่รอบนี้ใช้ชิปเซ็ตตัวเดียวกับ S7 และดันให้แรมมาเพียง 4GB เท่ากับรุ่นก่อนๆ ไม่ได้สูงปรี๊ดแบบคู่แข่งที่ไปกันถึง 6GB แล้ว = ="

แบตเตอรี่ 3500 mAh

รุ่นนี้ก็เพิ่มแบตฯมาให้จากรุ่นเดิม (Note 5)ที่ 3000 mAh มาเป็น 3500 mAh ทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ดีขึ้นด้วย แถมระบบ Fast Charge ก็เร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 17% อีก ชาร์จเต็มร้อยได้ในเวลา 100 นาทีเท่านั้นเองแหละ

UI ใหม่ในชื่อ Refined UI

ต่อจากเรื่องสเปคก็มาดู UI การใช้งานกันหน่อย รอบนี้เปลี่ยนชื่อจาก Touchwiz UI มาเป็น Refined UI เรียบร้อย เอาจริงๆหน้าตาโดยรวมก็ไม่ต่างจากแบบก่อนเท่าไหร่ ยังคงความเป็น Samsung อยู่ แต่มีการปรับเปลี่ยนพวกไอคอนต่างๆให้ดูแบนเรียบไปอีกแนวนึง และดูสะอาดตามากขึ้น

ในหน้า App Drawer มีการจัดหน้าพร้อมแถบ Search ให้ค้นหาแอปได้ง่ายขึ้นจากตรงนี้

Always On Display แสดงเวลาตลอดเวลาไม่ต้องเปิดจอ

ฟีเจอร์นี้ที่เห็นบน S7 ก็ถูกยกมาให้บน Note 7 เช่นกัน ตรงนี้เวลาเราล็อคหน้าจอก็จะมีพวกนาฬิกา , ปฏิทิน หรือการแจ้งเตือนก็จะมาโชว์ในหน้านี้ด้วย

Edge Screen ขอบจออัศจรรย์

พอเป็นหน้าจอโค้งแบบนี้ถ้าจะให้โค้งสวยๆไม่มีประโยชน์เลยก็คงใช่เรื่อง Galaxy Note 7 มาพร้อมฟีเจอร์บนขอบหน้าจออย่าง Edge Sceen เช่นเดียวกับ S7 Edge เราสามารถปาดด้านข้างออกมาเพื่อเข้าแอป , เข้าทางลัดเมนูต่างๆของแต่ละแอปได้เช่นเคย หรือจะหาตัวแอปเสริมเข้ามาเพิ่มพวก ฟีดข่าว , ไม้บรรทัดก็ได้ และมีการเพิ่มขนาดออกมาจากรุ่นเดิม (S7 Edge)

S-Pen จุดเด่นหลักชูโรงกับความสามารถใหม่

ถ้าพูดถึงซีรีส์ Note แล้วเรื่องของปากกา S-Pen ก็คงไม่พูดถึงไม่ได้ บน Note 7 ปากกายังคงรูปทรงเดิมคือเราสามารถกดที่ปลายด้ามเพื่อดึงออกมาจากตัวเครื่องได้ง่ายขึ้น

ปุ่มกดที่อยู่บน S-Pen ยังมีเพียงปุ่มเดียวเหมือนเคยแต่ขนาดแอบดูสั้นกว่าเดิมนิดหน่อย และตำแหน่งขยับต่างไปเล็กน้อย (ดูได้จากภาพเปรียบเทียบตอนท้าย)

ความสามารถหลักๆจากเดิมอย่าง Screen off Memo หรือการจดโน้ตแบบเร่งด่วนเมื่อดึงปากกาออกมาตอนล็อคก็ทำได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ตัวโน้ตที่เราจดมาใช้ในหน้า Always On Display ได้ด้วย

Air Command มีให้เหมือนเคยถ้าดึงปากกาออกมาในหน้าปลดล็อคปกติ มีความสามารถหลักๆครบทั้ง Create Note , Smart Select , Screen Write และมี 3 ฟีเจอร์ Glance , Translate , Magnify ที่เพิ่มเข้ามาอีกด้วย

Smart Select มีเพิ่มความสามารถใหม่เข้ามาอีกหนึ่งอย่างคือการสร้างไฟล์ GIF ได้จากหน้าจอด้วย แบบจะแคปหน้าจอ YouTube สั้นๆมาแชร์ให้เพื่อดูก็ทำได้ง่ายๆเลยแบบนี้

Glance นี่เมื่อเราเปิดใช้งานตัวแอปที่เราใช้งานอยู่จะย่อจอลงมาเป็นกรอบเล็กๆตามมุมเครื่อง พอเราเอา S-Pen ไปจ่อ (แค่ไปจ่อนะ) ตัวหน้าแอปจะโชว์ขึ้นมาเต็มๆ จริงๆมันก็คล้ายกับ Air View เดิมล่ะฮะ

Translate ตรงนี้น่าสนใจเพราะว่าเราสามารถเอา S-Pen ไปจ่อที่ตัวหนังสือแล้วตัวแอปจะแปลภาษาได้ (คล้ายๆ Air View) ซึ่งจะดึงตัวความสามารถของ Google Translate มาเลย หมดห่วงเรื่องภาษาที่รองรับ เพราะครบหมด ภาษาไทยก็ (แปล) ได้ด้วย แต่ตรงนี้ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อตลอดเวลานะจ๊ะ

Magnify ตัวนี้ก็อธิบายง่ายครับ เป็นแว่นขยายช่วยขยายภาพบนหน้าจอเราให้ใหญ่ขึ่นเมื่อเราเอา S-Pen ไปจ่อ มีให้เลือกระดับตั้งแต่ 150% ไปจนถึง 300% ใหญ่มากๆ

S Note รอบนี้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น Samsung Note แล้วจับเอา S Note , Action Memo , Smart Select มารวมไว้ในที่เดียวเลย กันสับสนว่าโหมดนี้จะไปอยู่ตรงไหน โหมดนั้นจะไปดูที่ไหนปากกายังมีให้เลือกมากมาย พร้อมกับลูกเล่นเล็กๆน้อยๆด้วย การขีดๆเขียนๆบนจอ Note 7 ที่เป็นจอโค้งก็ยังทำได้ดี (ตอนแรกคิดว่าน่าจะลำบากกว่านี้) แถม S-Pen ตัวใหม่ยังรองรับแรงกดที่มากถึง 4,096 ระดับเลยด้วย (บนรุ่นก่อนได้ 2,048)

กันน้ำกันฝุ่นแล้วนะจ๊ะ

เมื่อต้นปีทาง Samsung ใส่ฟีเจอร์กันน้ำกันฝุ่นกลับมาอีกครั้งบน Galaxy S7 Series ซึ่งบนตัว Note 7 ก็ใส่ความสามารถนี้มาให้ไม่น้อยหน้ากันเลย โดยมาตรฐานที่รองรับก็เป็น IP68 สามารถลงน้ำลึก 1.5 เมตร นาน 30 นาที

แต่ทีเด็ดนอกจากตัวเครื่องจะกันน้ำได้แล้ว ตัวปากกา S-Pen ก็ยังกันน้ำพร้อมมีความสามารถขีดๆเขียนๆใต้้ำได้อีกด้วย โอ้โหววว ล้ำสุดๆ ! *0*

ภาพกลางคืนสวยสว่างเซลฟี่เนียนชัดด้วย f/1.7

กล้องหน้าและหลังของ Galaxy Note 7 ก็ถูกยกมาจาก S7 เลย ฮาร์ดแวร์ไม่ต่างกันมาก กล้องหลังมาพร้อมความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.7 มาพร้อมระบบโฟกัสฉับไวแบบ Dual Pixel เหมือนเคย

โหมดการถ่ายภาพก็ไม่ได้เพิ่มอะไรมาเป็นพิเศษ หลักๆอยู่ครบ ทั้งโหมด Pro , Panorama , Food, Motion Photo เป็นต้น การใช้งานก็มีการปรับให้ง่ายขึ้น อาทิ เลื่อนหน้าจอไปซ้ายเพื่อเลือกฟิลเตอร์ , เลื่อนขวาเลือกโหมด , เลื่อนบนหรือล่างเพื่อสลับกล้องหน้าและหลัง เป็นต้นฮะ

แต่มีการปรับปรุงซอฟต์แวร์บางส่วนในโหมดวิดีโอให้สามารถถ่ายคลิปแบบ HDR ได้แล้ว (แต่ต้องเป็นความละเอียด Full-HD เท่านั้น มากกว่านั้นไม่ได้แล้วจ้ะ) และตัวเครื่องยังสามารถเล่นวิดีโอแสดงผลแบบ HDR ได้แบบเดียวกับเทคโนโลยีบนทีวีอีกด้วย (หรือจะเอาไฟล์วิดีโอปกติมาปรับเป็นแบบ HDR ด้วย VDO Enhancer)

ส่วนกล้องหน้ารุ่นนี้ก็โดดเด่นไม่แพ้ S7 เลย มาพร้อมความละเอียด 5 ล้านพิกเซล f/1.7 เช่นเคย

แต่อีกจุดหนึ่งที่ช่วยให้กล้องหน้าของ Note 7 แตกต่างออกไปอีกหน่อยก็คือ สามารถใช้งานเป็นที่สแกนม่านตาได้ด้วย ฟีเจอร์นี้ก็ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นทางเลือกความปลอดภัยต่อจากสแกนลายนิ้วมือที่ใช้กันแพร่หลายแล้ว การใช้งานถ้าตั้งค่าแล้วก็เพียงเลื่อนหน้าจอขึ้นมาในหน้า Lock Sceen ก็จะมีให้เราได้สแกนตาเพื่อปลดล็อคแบบในภาพแหละครับ แต่จุดเด่นก็คือมันจะรักษาความปลอดภัยได้จริงๆ เพราะจะมีตัว Infared ส่งสัญญาณมาที่ดวงตาเพื่อสแกนไม่ใช่ใช้กล้องหน้าทั่วๆไปในการสแกน แบบนี้ถึงจะเอารูปภาพมาสแกนก็ไม่ติดด้วยแหละ :P

สรุปหลังได้ลองสัมผัสตัวเครื่องเป็นๆ

รวมๆแล้วถือว่าทำได้น่าประทับใจดีทีเดียว จากตอนแรกที่เห็นจากข่าวลือมากมาย ผมรู้สึกเฉยๆกับเจ้า Note 7 พอสมควร เพราะดูจะไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆเท่าไหร่ แต่พอได้มาจับตัวจริงรู้สึกชอบเลยล่ะ ตัวหน้าตาถึงจะดูไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก แต่ก็ยังคงความพรีเมี่ยมที่ Samsung ควรจะมีไว้ได้ดี อีกทั้งหน้าจอโค้งแบบนี้ก็ทำให้น่าสัมผัสเอามากๆ ในส่วนของสเปคถ้าคนที่ใช้ S7 หรือ S7 Edge อยู่คงจะไม่ค่อยว้าวเท่าไหร่ เพราะบอกตรงๆมันไม่ได้อัพเกรดจากกันมากนัก แต่ถ้าเป็นสาวก Note ที่รออัพมาเป็นรุ่นนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่ครับ เพราะเพิ่มความสามารถจากรุ่นก่อนมาเยอะ ทั้งเรื่องปากกาที่เป็นจุดเด่นก็เขียนลื่นมือมากขึ้น รองรับแรงกดเทพขึ้น , กันน้ำกันฝุ่นได้แล้วด้วย (จะแอบเอาไปวาดรูปในน้ำก็ได้อีก :P)หรืออย่างขอบจอโค้งอันน่าเย้ายวนก็ถูกปรับให้ลงตัวมากขึ้นจากตอนสมัย Note Edge เยอะแล้วด้วย :D

ยังไงก่อนจากไปก็อยากจะเทียบตัว Galaxy Note 5 รุ่นเมื่อปีที่แล้วกับ Galaxy Note 7 รุ่นปีนี้กันให้เห็นกันหน่อยว่ามันแตกต่างไปแค่ไหน :P

หน้าจอต่างกันชัดเจนที่ขอบจอโค้ง

เหนือหน้าจอแตกต่างกันตรงไฟ Infared และเซ็นเซอร์สแกนม่านตา

กรอบด้านข้างเป็นโลหะเหมือนเดิม แต่ดูของ Note 7 จะดูบางและเนียนรับรูปมือมากขึ้น

ด้านหลังจากกระจกแบบ 3D ปรับเป็น 2.5D เพื่อให้ถือถนัดมือ

พอร์ทการเชื่อมต่อจาก Micro-USB เปลี่ยนเป็น USB-C แล้ว

ปากกา S-Pen ไม่ต่างกันมาก แต่มีการปรับตำแหน่งปุ่มกดเล็กน้อย

รวมๆแล้วก็ต่างกันประมาณนี้ครับ Samsung Galaxy Note 7 มาพร้อมกับ 4 สี แต่รุ่นที่วางขายในไทยจะวางจำหน่าย 3 สีหลักอย่าง ดำ , เงิน และทองก่อน ส่วนสีฟ้านั้นจะตามมาทีหลัง (แต่มาแน่) ยังไงคงต้องจบการพรีวิวคร่าวๆของตัว Galaxy Note 7 ไว้เท่านี้ก่อน ไว้มีโอกาสได้เครื่องมาทดสอบแบบเต็มๆจะจัดรีวิวละเอียดๆให้อ่านกันอีกชุดละกันนะครับ วันนี้คงต้องลาไปก่อน สวัสดีครับ :D

ราคาเปิดตัว 28,900 บาท เริ่มเปิดจองวันที่ 5-14 สิงหาคมนี้ 

 

พรีวิวโดย : เฮียแม๊พ. TechXcite