Review : Fujifilm X-A3 ลองมาแล้วเลยมาเล่าให้ฟัง กล้องรุ่นนี้ใช้แล้วเป็นอย่างไร??

น้าป๋วย | 7 ธ.ค 2559 11:39:46

13823

VIEWS น้าป๋วย

Review : Fujifilm X-A3 ลองมาแล้วเลยมาเล่าให้ฟัง กล้องรุ่นนี้ใช้แล้วเป็นอย่างไร??

เป็นกล้องที่ตอนนี้ถือว่ามาแรง แต่หลายๆคนก็ยังลังเลอยู่ว่ากล้องรุ่นนี้ดีจริงหรือเปล่า ใช้แล้วเป็นยังไง คุ้มค่าเงินหรือไม่ วันนี้เราได้ลองจับลองเล่นแบบเต็มๆมาแล้วกับ Fujifilm X-A3 กล้อง Mirrorless ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามหลังจากที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในุร่นก่อนกับ Fujifilm X-A2 ซึ่งในรุ่น X-A2 นั้นได้รับกระแสตอบรับดีในเรื่องของโทนสีสไตล์ภาพที่เรียกว่าฟรุ้งฟริ้งจนหลายๆคนติดอกติดใจ

Fujifilm X-A3 เป็นรุ่นที่เปิดตัวออกมาทดแทน Fujifilm X-A2 ด้วยราคาพร้อมเลนส์คิต 23,900 บาท ซึ่งด้วยราคาระดับนี้ก็จะไปชนกับคู่แข่งหลายๆรุ่นซึ่งเป็นกล้องในระดับเดียวกันแต่ด้วยความเป็น Fuji ที่หลายๆคนเชื่อถือในเรื่องคุณภาพก็ทำให้กล้องรุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของใครๆหลายคน โดย Fujifilm X-A3 มีดีไซน์การออกแบบตัวกล้องเป็นแบบสไตล์ย้อนยุควินเทจแบบเดียวกับรุ่นที่ผ่านมาทั้ง X-A1 และ X-A2 ดูรูปทรงแล้วก็ถือว่าเป็นทรงคลาสสิคโดนใจ

จุดเด่นที่เปลี่ยนแปลงไปจาก X-A2 ก็คือใน X-A3 นั้นใช้เซ็นเซอร์ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล (ของเดิม 16 ล้านพิกเซล) ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวใหม่ที่ว่านี้ยังคงเป็นแบบ CMOS ธรรมดา ไม่ใช่ตัว X-Trans CMOS ที่เลื่องชื่อของ Fujifilm ที่ใช้ในรุ่นสูงกว่านี้ ทั้งนี้ยังมีหน้าจอแบบบิดพับได้ 180 องศา ซึ่งทาง Fujfilm ทำออกมาเพื่อตอบโจทย์การถ่ายภาพ Selfie นั่นเอง (ของเดิมใน X-A2 บิดพับได้ 175 องศา เลยถ่าย Selfie ไม่ค่อยสนุกเท่า)

ในส่วนของตัวหน้าจอที่บิดพับได้ 180 องศาแล้ว ยังเพิ่มระบบสัมผัสหน้าจอมาให้ด้วย เพื่อตอบสนองการทำงานได้อย่างง่ายขึ้นคล้ายกับการใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพ โดยผู้ใช้งานก็สามารถแตะที่หน้าจอเพื่อลั่นชัตเตอร์หรือโฟกัสภาพได้ เวลาถ่าย Selfie ก็จะสะดวกมากขึ้นนั่นเอง แถมความละเอียดหน้าจอเพิ่มขึ้นจากเดิม 920,000 จุดเป็น 1,040,000 จุด มาพร้อมระบบ Touch Zoom ใช้นิ้วรูดถ่างที่หน้าจอเพื่อซูมขยายดูรูปภาพได้

จุดที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอีกก็คือเรื่องของระบบโฟกัสภาพ ในตัว Fujifilm X-A3 นั้นจะมีจุดโฟกัสที่มากขึ้นเป็น 77 จุด จากเดิม 49 จุดใน X-A2 และยังเพิ่มระบบโฟกัสแบบ Zone และ Wide/Tracking มาให้ แต่ยังเป็นแบบ Contrast Detection เหมือนเดิม ซึ่งไม่เร็วเท่าคู่แข่งแบรนด์อื่นๆที่ใช้ระบบ Phase Detection ซึ่งจากการใช้งานก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้ช้าอืดอาดจนน่ารำคาญเพียงแต่ว่าถ้าไปเทียบกับพวกรุ่นโปรหรือคู่แข่งก็จะแพ้เรื่องความช้าในการโฟกัสไปบ้าง

นอกจากนี้ X-A3ยังมีระบบโฟกัสที่เรียกว่า Smile Detection มาให้ใช้สำหรับถ่าย Selfie จากที่รุ่นเดิมอย่าง X-A2 มีแค่ Eye Detection กับ Face Detection ทั้งยังรองรับการทำงานด้วยโหมดถ่ายภาพแบบ Buddy Timer และ Group Timer ช่วยลั่นชัตเตอร์ให้เองทั้งตอนยิ้มและตอนมีคนหลายๆคนในภาพ คือพูดง่ายๆว่า กล้องรุ่นนี้ออกแบบมาให้้มีระบบโฟกัสที่ใช้งานกับการถ่ายภาพ Selfie ได้ง่ายและสะดวกมากขึ้นนั่นเอง

ด้วยความที่เป็นกล้องที่เน้นการถ่าย Selfie อยู่ใน DNA ของกล้องรุ่นนี้ จุดที่น่าสนใจอีกอย่างก็เห็นจะเป็นปุ่ม Vertical command dial ซึ่งมันเป้นปุ่มเฉพาะที่ใช้เป็นชัตเตอร์ได้ โดยปุ่มดังกล่าวก็คือวงแหวนสีดำที่อยู่ตรงบริเวณหลังกล้องด้านขวา ปกติเอาไว้ใช้หมุนปรับการทำงานต่างๆโดยใช้นิ้วโป้งขวา แต่พอถือกล้องถ่าย Selfie สามารถใช้นิ้วชี้ซ้ายกดเป็นปุ่มชัตเตอร์ได้ เพราะมันจะถนัดกว่าการเอานิ้วไปกดปุ่มชัตเตอร์ตรงๆ รวมไปถึงรูปแบบตัวกล้องที่มีการปรับปรุงในจุดเล็กๆน้อยอื่นๆด้วย เช่น กริปที่จับถนัดขึ้นเป็นต้น

ตัวกล้อง Fujifilm X-A3 ในจุดอื่นๆนอกเหนือจากที่บอกไปก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก ยังคงมีแฟลชป๊อปอัพเหมือนเดิม และไม่มีวิวไฟน์เดอร์อิเล็กทรอนิกส์เหมือนในรุ่นใหญ่กว่านี้ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นปัญหานิดหน่อยสำหรับการใช้งานในที่กลางแจ้งที่แสงจ้ามากๆ เพราะต้องเพ่งหน้าจอทำให้เห็นภาพยาก แต่สำหรับกล้องระดับเริ่มต้นแบบนี้แล้วคงต้องทำใจว่าฟีเจอร์บางอย่างจะถูกลดทอนลงไปตามราคา

ในส่วนของแป้นหมุนควบคุมกล้องยังคงวางตำแหน่งเหมือนเดิม รวมถึงโหมดถ่ายภาพต่างๆก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะมีก็แต่ลูกเล่นต่างๆที่เพิ่มเข้ามาในโหมดถ่ายภาพพิเศษ อย่างเช่น ฟิลเตอร์ Cross Screen ใช้ถ่ายไฟแล้วเป็นแฉกๆ กับ Fisheye ที่ถ่ายแล้วภาพดูโค้งกลม มีโหมดถ่ายภาพแบบพาโนรามา ฯลฯ แล้วก็มีโหมดฟิล์มที่มีให้เลือกเยอะขึ้นกว่าเดิมโดยจะสามารถเลือกโทนสีของภาพได้มากขึ้น

ด้านข้างตัวกล้องยังมีพอร์ตเชื่อมต่อ HDMI และ USB แต่ที่เปลี่ยนแปลงไปใน X-A3 ก้คือสามารถชาร์จไฟผ่านพอร์ต USB ได้โดยตรง เรียกว่าเอา Power Bank มาต่อได้เลย หมดกังวลเรื่องความยุ่งยากในการชาร์จไฟ แต่ยังไงแนะนำว่าใช้แบตเตอรี่สำรองอีกก้อนก็ดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลาชาร์จ

ด้านล่างตัวกล้องก็เป็นช่องใส่แบตเตอรี่และเม็มโมรี่การ์ดแบบ SD เหมือนเดิม ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ที่เปลี่ยนๆไปจะเป็นพวกเรื่องฟีเจอร์การถ่ายภาพเสียมากกว่าเรื่องของการดีไซน์

ส่วนอื่นๆที่ปรับปรุงขึ้นมาอีกนอกเหนือกจากที่กล่าวมาก็มีเรื่องระบบ Wireless ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้วใช้งานเป็นรีโมทคอนโทรลได้ , ระบบถ่ายภาพต่อเนื่องเร็วขึ้นจากเดิม 5 ภาพต่อวินาทีเป็น 6 ภาพต่อวินาที , ระบบ Electronic Shutter ที่สามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้สูงถึง 1/32000 วินาที , ปรับ White Balance เป็นค่าอุณหภูมิสีเองก็ได้ แถมมีระบบกันสั่น 5 แกนแบบดิจิตอลที่ช่วยปรับภาพลดการสั่นไหวในการถ่ายวีดีโอ และสุดท้ายที่เจ๋งก็คือ ระบบวัดแสงตามจุดที่เราโฟกัส นั่นคือเราจะวัดแสงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อถ่ายย้อนแสงอะไรแบบนั้น

มาดูตัวอย่างภาพถ่ายจากการใช้งานจริงกันบ้างสำหรับ Fujifilm X-A3 กันบ้างดีกว่า หลังจากที่เราเอากล้องไปลองออกทริปจริงก็พบว่าระบบการทำงานของกล้องต่างๆยังคงใช้งานได้ง่าย ด้วยหน้าจอระบบสัมผัสและหน้าจอที่บิดพับได้ก้ทำให้การถ่ายภาพในมุมมต่างๆทำได้ง่ายขึ้น สำหรับเรื่องหน้าจอที่เจอแดดจัดๆกลางแจ้งก็สู้แสงได้ดีพอสมควร แต่จะดีกว่านี้ถ้าเป็นวิวไฟน์เดอร์อิเล็คทรอนิกส์

ส่วนไฟล์ภาพ 24 ล้านพิกเซลนั้นถือว่าให้คุณภาพที่ดีเลย สีสันและความคมชัดจากการถ่ายภาพปกตินั้นอยุ่ในเกณฑ์ดีมากตามมาตรฐาน ส่วนโทนสีที่ปรับแต่งได้จากในกล้องก็หลากหลาย สามารถเลือกใช้งานได้ตามความพอใจเลยอีกเช่นกัน

ด้วยระบบโฟกัส 77 จุดที่กล้องให้มานั้นสามารถเลือกจุดโฟกัสได้ค่อนข้างครอบคลุมเกือบทั้งภาพซึ่งจากการใช้งานจริงแล้วพบว่าการใช้งานร่วมกับหน้าจอระบบสัมผัสนี่แจ่มมากจริงๆ จิ้มตรงไหนโฟกัสตรงนั้นเหมือนกับการใช้งานกล้องบนสมาร์ทโฟน แถมยังสามารถเลือกได้ว่าจะจิ้มแล้วแค่โฟกัสภาพหรือจิ้มแล้วถ่ายเลยก็ได้ และระะบวัดแสงที่วัดตามจุดโฟกัส เวลาถ่ายภาพย้อนแสงก็จะไม่เกิดอาการภาพมืด

จุดเด่นที่มีมาแต่ไหนแต่ไรของกล้อง Fujifilm ก็คือเราสามารถหาเลนส์อื่นๆมาใช้งานได้ โดยตัวกล้องจะวัดแสงผ่านเซ็นเซอร์ให้เลยไม่ต้องปรับค่าอะไรให้ยุ่งยาก โดยเฉพาะเลนส์มือหมุนต่างๆที่มักได้รับความนิยมเพราะราคาไม่แพง แต่ได้ภาพสวยๆ ตัวอย่างภาพมาโครแมลงด้านบนที่เห็นก็แค่กลับเลนส์คิตที่ติดมาให้เท่านั้น ไม่ได้พึ่งอแดปเตอร์ใดๆ ตัวกล้องก็ยังสามารถวัดแสงและบันทึกภาพได้ อาศัยเพียงการขยับเข้าออกหาโฟกัสเท่านั้น

พูดถึงเรื่องระบบโฟกัส ก็อย่างที่บอกไปแต่แรกว่า ความเร็วในโฟกัสไม่ได้เร็วขนาดที่เหมาะจะเอาไปใช้งานถ่ายภาพแนวแอ็คชั่นหรือวัตถุที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้ช้าจนอืดอาดเกินไปเท่าไรนัก คือมันเหมาะกับการถ่ายภาพทั่วๆไปซะมากกว่าการเอาไปวิ่งตามถ่ายเด็กๆ ด้วยความที่มันเป็นกล้องที่เกิดมาเน้นเรื่อง Selfie เสียมากกว่า

เรื่องอื่นอย่าง White Balance ก็ทำได้ดี มีความฉลาดในการจัดการสภาพแสง เวลาถ่ายภาพในที่ร่มที่มีแสงหลากหลายก็ทำได้ดี ถ่ายทอดสีสันออกมาได้สมจริงไม่มีเพี้ยน รวมถึงเก้บรายละเอียดของภาพได้ดีเช่นกันแม้จะใช้ ISO สูง

พูดถึง ISO แล้วก็ต่อเรื่องนี้เลยแล้วกัน สำหรับการใช้ ISO สูงๆนั้น กล้อง Fujifilm X-A3 ทำออกมาได้ค่อนข้างน่าพอใจ อย่างเช่นในภาพด้านบนก็ดัน ISO ไปที่ 2000 ภาพที่ได้มาก็ถือว่ามี Nosie ต่ำ รายละเอียดของภาพถือว่าดี โดยตัวกล้องนั้นสามารถใช้งาน ISO ได้ถึง 6400 และเร่งได้ถึง 25600 ซึ่งก็ไม่แนะนำให้ใช้ถึงขนาดนั้นเพราะ Noise มาแน่นอน

ตัวอย่างภาพที่ได้จาก ISO 6400 ลองถ่ายทดสอบมาแบบง่ายๆเลย เอามาให้ดูกันว่าเป็นอย่างไร พร้อม Crop 100% ให้ชมกันอีกต่างหาก จะเห็นได้ว่าเมื่อใช้ ISO สูงสุดแบบ Native ของกล้องที่ 6400 ก็ถือว่าได้ภาพที่ยังโอเคเลย แต่แน่นอนว่าความคมชัดและรายละเอียดของภาพก็ดูลดลงจากการใช้ ISO ที่สูง ตรงจุดนี้ลองตัดสินด้วยสายตาตัวเองดีกว่าว่าชอบหรือไม่ชอบอย่างไร

ลองเอากล้อง Fujifilm X-A3 มาเล่นลูกเล่นต่างๆกันบ้าง ด้วยความที่มันเป็นกล้อง Mirrorless ที่มีโหมดถ่ายภาพแบบมืออาชีพมาให้ ดังนั้นเราสามารถที่จะปรับเล่นสร้างเอฟเฟกต์ต่างๆด้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป้นการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ สร้างโบเก้ หรือการถ่ายภาพแบบลากชัตเตอร์นานๆก็ทำได้ ขอให้รู้วิธีการตั้งค่าและรู้จักเอฟเฟคท์ที่เกิดขึ้นจากการตั้งค่าต่างๆ แค่นี้ก็น่าจะทำให้ Fujifilm X-A3 ตัวนี้กลายเป็นกล้องคู่ใจสำหรับคนรักการถ่ายภาพได้ไม่ยาก

แต่ถ้าใครมือใหม่จริงๆก็ลองเริ่มต้นได้ง่ายๆกับพวกเอฟเฟคท์ต่างๆที่ให้มาในกล้องก่อนก็ได้ เนื่องจาก Fujfilm X-A3 เป็นกล้องในกลุ่มระดับผู้เริ่มต้นการใช้งาน ดังนั้นตัวกล้องจะมีโหมดการถ่ายภาพแบบที่ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ต้องปรับตั้งอะไรมากมายนัก คือเป็นโหมดสำเร็จรูปสำหรับการถ่ายภาพ และเอฟเฟคท์อย่างเช่นพวกลูกเล่นฟิลเตอร์ต่างๆก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว

อย่างฟิลเตอร์สร้างแฉกไฟที่เรียกว่า Cross Screen ก็เอามาเล่นได้ โดยไม่จำเป้นต้องถ่ายไฟจริงๆ เพราะตัวกล้องจะทำการตกแต่งภาพให้อย่างสวยงาม เลยเอาไปลองถ่ายภาพหน้ากระจังรถยนต์ที่มีความมันวาวให้ดูระยิบระยับ ก็ถือเป็นลูกเล่นที่เพิ่มเข้ามาใหม่ใน Fujifilm X-A3 ตัวนี้

หรือจะลองเล่นเป็นฟิลเตอร์ Fish-Eye ก็ได้ภาพบวมๆโค้งๆแปลกตาไปอีกแบบเช่นกัน โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อเลนส์ Fish-Eye มาใช้จริงๆ แถมลูกเล่นนี้ก็เป็นฟิลเตอร์แบบใหม่ที่มาใน X-A3 ตัวนี้เช่นกัน

ยังสนุกไม่หมด ลองเล่นฟิลเตอร์ที่เรียกว่า Partial Color หรือการเลือกสีเฉพาะให้แสดงออกมาสีเดียว นอกนั้นจะถูกกลายเป็นภาพขาวดำ ลองเปรียบเทียบดูภาพ 2 แบบก่อนก็ได้ จะได้เห็นความแตกต่างและความน่าสนใจของภาพที่ใช้ฟิลเตอร์ได้แบบชัดๆ

โหมดพาโนรามาถ่ายภาพแบบมุมกว้างก็มีนะ เวลาใช้งานก็แค่ลากกล้องช้าๆไปเรื่อยๆ แล้วที่เหลือกล้องจะจัดการให้เองโดยอัตโนมัติ เล่นสนุกถ่ายง่าย ได้ภาพแปลกๆสวยไว้โชว์เพื่อนด้วย X-A3 ตัวนี้นี่แหละ

และก็มาถึงจุดขายของกล้อง Fujifilm X-A3 กับการทดลองใช้งานในโหมดถ่ายภาพ Portrait Enhancer ที่หลายๆคนเรียกว่าโหมดฟรุ้งฟริ้งหรือว่าโหมดหน้าเนียน โดยทาง Fujifilm ได้ปรับปรุงระบบการถ่ายภาพในโหมดนี้เพื่อเอาใจคนรักการถ่ายภาพ Selfie ซึ่งในตัวโหมดนี้สามารถปรับระดับความฟรุ้งฟริ้งได้ 3 ระดับ และจากการทดลองถ่ายภาพออกมาพบว่า....

มันไม่ฟรุ้งฟริ้งเท่า X-A2 !!! นั่นอาจเป็นเพราะว่าทาง Fujifilm น่าจะเน้นเรื่องความคมชัดมากขึ้น เลยทำให้ภาพออกมาค่อนข้างออกมาเหมือนจริงมากกว่า ทีนี้ประเด็นคือ สาวๆบ้านเราชอบสไตล์ X-A2 มากกว่าซะอย่างงั้น เอาเป็นว่าตรงจุดนี้ขึ้นอยุ่กับความชื่นชอบของแต่ละคนดีกว่า เพราะถ้าเอาเรื่อง Selfie จริงๆแล้ว X-A3 มีฟีเจอร์ที่ใช้งานได้สะดวกกว่าหลายอย่าง

ความฟรุ้งฟริ้งหน้าเนียนแม้จะออกมาไม่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ทดแทนออกมาก็คือความเป็นธรรมชาติ(ลงโทษ) ความเหมือนจริง ไม่เหมือนกับว่าถ่ายออกมาแล้วหน้ากลายเป็นพลาสติก ซึ่งเราสามารถที่จะเอามาตกแต่งภายหลังได้อีกทีให้เนียนมากกว่านี้ก็ได้ แต่ถ้าถ่ายออกมาแล้วเนียนเป็นพลาสติกจะเอามาแก้ให้ภาพดูสมจริงตอนหลังก็จะยากกว่า

สำหรับในโหมดถ่ายภาพฟรุ้งฟริ้งตัวนี้ เอาจริงๆแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก แค่มันดูไม่เหมือนเดิมใน X-A2 เท่าที่ลองมา เพราะยังไงแล้วกล้องก็ปรับค่าให้ทั้งเรื่องการเพิ่มความสว่างให้ใบหน้าดูขาวใส รวมถึงการลดรายละเอียดของผิวให้ดูซอฟต์ลง แถมเลือกได้ 3 ระดับตามความพอใจ เอาเป็นว่าลองแล้วออกมาดี แต่ไม่ฟรุ้งฟริ้งอลังการงานพลาสติกเหมือนในตัวเก่า

นอกจากนี้ตัวกล้องยังมีระบบถ่ายวีดีโอ (ขออภัยที่ไม่ได้ทดสอบมาให้ชม) แต่ตามสเป็คระบุว่าสามารถถ่ายวีดีโอความละเอียด 1080/60p, 50p, 24p และที่ลองๆมานิดหน่อยก็คือไม่สามารถแตะหน้าจอโฟกัสได้ขณะถ่ายวีดีโอแต่กล้องจะทำการโฟกัสให้เองแบบช้าๆ ซึ่งก็ถือว่าเหมาะกับการถ่ายวีดีโอเล่นๆทั่วไป ไม่เหมาะกับงานวีดีโอแบบมืออาชีพแน่ๆ

เอาเป็นว่ากล้อง Fujifilm X-A3 ตัวนี้ จากการได้ลองใช้งานจริงก็ต้องบอกว่าทาง Fujifilm ก็ได้มีการปรับปรุงหลายเรื่องขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยเฉพาเรื่องคุณภาพของไฟล์ภาพ ซึ่งนั่นอาจทำให้หลายคนที่ติดภาพลักษณ์ของความเป็นกล้องฟรุ้งฟริ้งอาจจะขัดใจ เพราะใน X-A2 กลายเป็นว่าได้ภาพดูหน้าเนียนกว่า (แต่ความคมชัดและรายละเอียดหายไป)

และที่สำคัญคือเรื่องของหน้าจอระบบสัมผัสและฟีเจอร์สำหรับการถ่าย Selfie นั้นทำออกมาได้ดีทีเดียวใน X-A3 ตัวนี้ ใครที่มองหากล้องตัวเล็กๆสำหรับใช้งานแบบทั่วไปตามสไตล์มือใหม่แล้ว Fujifilm X-A3 นั้นถือเป็นกล้องที่น่าใช้ตัวหนึ่งในตลาดเลยทีเดียว ที่ไม่ใช่เด่นแค่ตัวกล้อง แต่รวมไปถึงเรื่องคุณภาพและความหลากหลายของระบบเลนส์ อุปกรณ์เสริม รวมไปถึงบริการหลังกการขายที่ดีจากทาง Fujifilm


ปล. ใครที่สนใจกล้องตัวนี้กับโปรโมชั่นสุดพิเศษ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ zoomcamera.net

จุดเด่น

  • คุณภาพไฟล์ดี
  • หน้าจอระบบสัมผัสใช้งานง่าย Selfie สนุก
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นานแถมชาร์จไฟเข้ากล้องได้โดยตรงอีกด้วย
  • หน้าตาบอดี้สวยงามสไตล์วินเทจ
  • กล้องฟรุ้งฟริ้งทำได้ดี ให้ภาพคมชัดขึ้น

จุดสังเกต

  • ไม่มีวิวไฟน์เดอร์ให้ใช้งาน
  • ระบบออโต่โฟกัสไม่รวดเร็วทันใจ
  • เซ็นเซอร์แบบเดิมไม่ใช่ X-Trans CMOS
  • ความฟรุ้งฟริ้งไม่อลังการเท่า X-A2