Review : Samsung Galaxy Note Fan Edition การกลับมาอีกครั้งของสมาร์ทโฟนเรือธงที่ (เคย) ดีที่สุดของ Samsung !!

เฮียแม๊พ | 27 ต.ค. 2560 18:35:22

25462

VIEWS เฮียแม๊พ

Review : Samsung Galaxy Note Fan Edition การกลับมาอีกครั้งของสมาร์ทโฟนเรือธงที่ (เคย) ดีที่สุดของ Samsung !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความสมาร์ทโฟนกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เรามีอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนตระกูล Note มารีวิวให้ชมกัน เกริ่นแบบนี้ก็คงเดากันไม่ยากเนาะ ว่าคือ Galaxy Note FE หรือ Fan Edition นั่นเอง (เพราะ Note 8 เรารีวิวไปแล้ว :P)รุ่นนี้ก็ถือเป็นการปลุกชีพของ Galaxy Note 7 อีกหนึ่งเรือธงที่ (เคย) ดีที่สุดของ Samsung กลับมาอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าเรื่องความปลอดภัยต่างๆนั้นหายห่วงได้แล้ว เพราะมีการปรับปรุงในเรื่องของระบบภายในให้ได้มาตรฐานอย่างดี วันนี้ก็เหมือนเป็นการรำลึกความหลังกันอีกครั้ง มาดูกันดีกว่าว่ารอบนี้ Galaxy Note Fan Edition ยังมีอะไรทำให้เราประทับใจอยู่บ้าง :D

การดีไซน์ของ Samsung Galaxy Note FE

ก่อนอื่นเรามาดูในเรื่องของการดีไซน์กันอีกสักครั้ง หลังจากที่ปีที่แล้วคงได้เห็นกันมาเต็มตาแล้ว Galaxy Note FE มาพร้อมหน้าตาโดยรวมที่เหมือนกับ Galaxy Note 7 เดิมแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขอบหน้าจอโค้ง 2 ด้าน แบบที่เห็นบนสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ๆของ Samsung เพิ่มความคงทนของด้านหน้าด้วยกระจก Gorilla Glass 5

รุ่นที่วางจำหน่ายในไทยจะยังมีโลโก้ Samsung อยู่เหนือหน้าจอตรงนี้อยู่ด้วย เหนือหน้าจอตรงนี้จะมี ไฟ LED แจ้งเตือน , ไฟ Infared , ตรงข้างๆนี้มีพวก Proximity Sensor และ Light Sensor ซ่อนอยู่ด้วย รอบนี้ถือว่าซ่อนได้เนียนทีเดียวเพราะถ้ามองปกติแทบไม่เห็นเลย, ตรงกลางมีลำโพงสนทนา , เลนส์กล้องหน้า และเซ็นเซอร์สแกนม่านตา นั่นเอง

หน้าจอของรุ่นนี้ยังเป็น Super-Amoled ขนาด 5.7 นิ้ว และความละเอียด Quad-HD (1440x2560 พิกเซล) แบบเดียวกับรุ่นก่อน ด้วยความโค้่ง 2 ด้านเลยทำให้ดูน่าสัมผัสและสวยงามมากๆ ในเรื่องการแสดงผลก็สวยงามตามสไตล์จอของ Samsung รองรับการแสดงผลแบบ HDR ด้วย แต่แน่นอนว่าอัตราส่วนหน้าจอรุ่นนี้ยังอยู่ที่ 16:9 มาตรฐานเก่าไม่ใช่ Infinity Display 18.5:9 แบบรุ่นใหม่ๆเค้านะ

การจับถือยังคงกระชับมือถึงแม้ขนาดหน้าจอจะใหญ่ระดับ 5.7 นิ้ว แต่ด้วยจอโค้งเว้าลงไปเลยทำให้พื้นที่การใช้หน้าจอน้อยลงความกว้างของตัวเครื่องก็น้อยลงด้วย โดยสัดส่วนของรุ่นนี้จะอยู่ที่ 73.9 x 153.5 x 7.9 มม.เท่านั้นเอง

ด้านล่างหน้าจอก็จะมีปุ่มโฮมที่เราคุ้นเคยมาพร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย ข้างๆก็เป็นปุ่มสัมผัส 2 ปุ่มอย่างปุ่ม Recent App และ Back อยู่ซ้าย-ขวาตามลำดับซึ่งตรงนี้ก็ซ่อนปุ่มได้เนียนทีเดียว เวลาไม่ได้กดนี่แถบไม่เห็นรอยปุ่มเลย แต่พอกดก็๋จะมีไฟขึ้นมาเด่นๆเลยล่ะ

กรอบด้านข้างใช้วัสดุเป็นอลุมีเนียมเกรด 7000 ซึ่งจะช่วยในเรื่องความคงทนและแข็งแกร่งมากๆ แถมผิวสัมผัสยังเป็นแบบด้านๆ ส่วนตัวชอบกว่าที่เป็นเงาๆเพราะดูไม่ติดรอยนิ้วมือดี และจะเห็นว่ากรอบโลหะข้างเครื่องมันต่อได้เนียนสนิทกับกระจกทั้งหน้าและหลังเลยด้วยนะ (ของ Note 8 ยังแอบมีจุดตัดเล็กๆนะ)

ปุ่มกดต่างๆของ Note FE ก็ยังวางที่เดิมเหมือนก่อน ทั้งปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงอยู่ฝั่งซ้ายมือ และปุ่ม Power อยู่ขวามือ

ด้านบนของตัวเครื่องมีช่องใส่ซิม และ Micro-SD ซึ่ง Note FE ที่วางจำหน่ายในบ้านเราก็จะรองรับ 2 ซิมด้วยถาดซิมแบบไฮบริด ด้านบนก็ยังมีไมโครโฟนสำหรับตัดเสียงรบกวนด้วยนะ

ด้านล่างของตัวเครืองก็วางตำแหน่งและพอร์ตเหมือนเดิมหมดไล่มาจากแจ็คหูฟัง 3.5 มม. , พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C , ไมโครโฟนหลักสำหรับสนทนา , ลำโพงหลักของตัวเครื่อง และช่องใส่ปากกา S-Pen ครับ

พลิกกลับมาด้านหลังจะเห็นว่ากระจกด้านหลังก็เป็นแบบโค้ง 2 ด้านเข้าไปกับตัวกรอบเครื่องเช่นเดียวกับด้านหน้า เป็นกระจกกันรอย Gorilla Glass 5 เหมือนกันอีกสวยและก็ทนมากจ้ะ

ตำแหน่งของเลนส์กล้อง ไฟแฟลชและเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจก็ยังอยู่ทีเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ตัวเลนส์มีความนูนออกมาจากตัวเครื่องนิดหน่อยเท่านั้น

ส่วนด้านล่างเพื่อจะให้แยกแยะออกจากรุ่นเดิมจึงใส่คำว่า Galaxy Note Fan Edition เข้ามาด้วย ทำให้รู้เลยว่านี่เป้นรุ่นใหม่จริงๆแล้ว และยังบ่งบอกถึงความเป็นมือถือสำหรับแฟนๆโน้ตที่ไว้วางใจในตัว Galaxy Note รุ่นนี้ด้วยนะเออ

รวมๆแล้วรูปลักษณ์ภายนอกของ Galaxy Note Fan Edition นี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจาก Galaxy Note 7 เดิมเลยแม้แต่น้อย ทั้งการวางตำแหน่ง ขนาดตัวเครื่อง ความรู้สึกในการจับถือ แต่จะมีที่เด่นออกมาเลยก็คือการสกรีนชื่อรุ่นไว้เด่นๆที่ด้านหลังตัวเครื่องนี่แหละ (ใฝ่ฝันมานานแล้วว่าสมาร์ทโฟน Samsung จะมีชื่อไว้ด้านหลังแบบของอเมริกาด้วย :P)ส่วนสีที่วางจำหน่ายในประเทศไทยรอบนี้จะมีด้วยกัน 2 สีคือ Blue Coral (ฟ้าทองที่ผมชอบมากๆตั้งแต่ Note 7)และสีดำ Black Onyx ครับ

สเปค Samsung Galaxy Note Fan Edition

  • รัน Android 7.0 Nougat ครอบด้วย Touchwiz UI
  • หน้าจอ Super-Amoled ขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด Quad-HD
  • ชิปเซ็ต Samsung Exynos 8890 Octa-core 2.3GHz
  • ชิปกราฟิก Mali-T880MP12 GPU
  • แรม 4GB
  • รอม 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 3,200 mAh
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล
  • รองรับ 2 ซิมด้วยถาดซิมไฮบริด
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับระบบสแกนม่านตา
  • มีปากกา S-Pen ใหม่รองรับแรงกดได้ถึง 4096 dpi
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
  • ขนาดตัวเครื่อง 73.9 x 153.5 x 7.9 มม.
  • น้ำหนัก 169 กรัม
  • มี 2 สี Black Onyx และ Blue Coral

ในส่วนของสเปคก็เป็นแบบเดิมเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผล Exynos 8890 ตัวเดียวกัน, แรมให้มา 4GB , รอม 64GB , กล้องหน้า-หลังตัวเดียวกัน , กันน้ำกันฝุ่นได้เหมือนกัน แต่จุดลดลงกว่าเดิมก็คือแบตเตอรี่ที่จาก 3,500mAh ลดลงมาเหลือ 3,200mAh เท่านั้น ถ้าหากมองในปีนี้สเปคระดับนี้อาจจะดูไม่สูงมากแล้ว แต่ถ้าเทียบระดับจริงๆก็คือเรือธงปีที่แล้วเทียบเคียง Galaxy S7 Edge ได้สบายๆครับ

ประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy Note Fan Edition

อย่างที่บอกว่าพวกสเปคภายในของ Note FE นั้นอาจจะไม่ได้เร็วแรงมกามายอะไรแล้ว ถ้าเทียบกับปี 2017 แบบนี้แต่เรื่องประสิทธิภาพระดับเรือธงปีที่แล้วก็คงไม่ได้ย่ำแย่ไปซะทีเดียว เราก็เลยจับมาลองทดสอบประสิทธิภาพคร่าวๆจากแอปทดสอบ AnTuTu Benchmark หรือ GeekBench กันหน่อยซึ่งผลคะแนนจากแอป AnTuTu Benchmark จะได้คะแนนที่ 132,806 คะแนนเลย ยังถือว่าสูงอยู่นะ ! :D

ส่วนผลคะแนนของแอป GeekBench 4.0 ก็ได้ออกมาที่ 1986 ในด้าน Single-core ส่วน Multi-core ได้ถึง 6022 เลยล่ะครับ

ระบบปฏิบัติการและการใช้งาน

ถึงแม้ตัวฮาร์ดแวร์ภายนอกจะไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่ตัวซอฟต์แวร์ภายในนั้นมีการปรับเปลี่ยนใหม่หมดเลยล่ะ เพราะตัว UI ภายในก็เป็นเวอร์ชั่นใหม่ของ Samsung มาแล้ว โดยจะเป็น Touchwiz UI ตัวเดียวกับ S8 ที่ครอบทับอยู่บน Android 7.0 Nougat อีกทีครับ

หน้าตาไอคอนจึงเป็นแบบใหม่ที่ใช้ลวดลายเป็นเส้นและสีเพื่อสื่อถึงหมวดหมู่ที่ Samsung จัดไว้ให้ แต่แน่นอนว่าความที่อัตราส่วนของหน้าจอยังเป็นแบบ 16:9 การใช้งานโดยรวมก็ยังให้อารมณ์แบบเดิมๆ ไม่ได้ดูยาวขึ้นกว่าเดิมนัก ตรงนี้แอบให้ความรู้สึกเหมือน Galaxy J7+ ที่มีหน้าตาของซอฟต์แวร์แบบนี้อยู่พอสมควรครับ

ปุ่มเรียก App Drawer ไม่มีมาให้ในค่าเริ่มต้นแล้ว เราสามารถเรียกหน้ารวมแอปได้โดยการเลื่อนนิ้วขึ้นจากหน้าหลัก ซึ่งตรงนี้ก็ดูสะดวกต่อการใช้งานดี แถมยังได้ไอคอนเพิ่มขึ้นมาอีกปุ่ม (ไม่ต้องไปเสียพื้นที่ให้ปุ่ม App Drawer อะนะ)

Samsung Themes บน Note FE ก็ยังมีมาให้เลือกปรับเหมือนเดิม โดยจะรวมอยู่ในหมวดเดียวกับพวก Wallpaper แล้ว ซึ่งรอบนี้นอกจากจะเปลี่ยนทั้ง Theme แล้วยังสามารถเลือกเปลี่ยนเฉพาะไอคอนได้อีกด้วยครับ

Bixby ผู้ช่วยอัจฉริยะก็มา

ระบบผู้ช่วยที่ทาง Samsung เริ่มใช้บน S8 อย่าง Bixby ก็มีติดมาให้บน Note FE ตัวนี้ด้วย ถึงแม้จะไม่มีปุ่มไว้กดเรียก แต่ในหน้าหลักเมื่อเราเลื่อนหน้าจอมาทางขวาตัว Bixby Home ก็จะโผล่ออกมาตรงนั้น เป็นหน้ารวมพวกฟีดข่าวหรือการแนะนำต่างๆของตัวเครื่องด้วย

Edge Screen ขอบจอมหัศจรรย์ก็ถูกใส่มาให้บน Note FE นี้ เราคงคุ้นชินกันจากตอน S7 Edge หรือ S8 แล้ว การทำงานรวมๆก็ไม่ต่างกันเลย มีหน้า ทางลัดเข้าแอปที่ตั้งค่าไว้ , ทางลัดรายชื่อที่ตั้งไว้ (People Edge) และพวกส่วนเสริมต่างๆ อาทิ Yahoo Finance , Yahoo Sport เป็นต้นครับ แต่ความสามารถใหม่ที่มากับ Note 8 อย่าง App Pair ยังไม่ติดมาด้วยนะ รวมๆตัว Edge Screen นี้ยังเหมือนตอน S8 อยู่เท่านั้น

ในเรื่องของหน้าจอมีความสามารถให้เราได้ปรับความละเอียดหน้าจอด้วย เพราะหลายคนอาจจะไม่ชอบความละเอียดสูงระดับ 2K เพราะกลัวมันจะกินแบต ดูคลิปความละเอียด HD ไม่คมชัดบ้างอะไรบ้าง รอบนี้ทาง Samsung เลยมีตัวเลือกมาให้เลือกปรับ 3 ระดับคือ WQHD (2K 2560x1440) , FHD (1920x1080) และ HD (1280x720) ตรงนี้เราสามารถเข้าไปปรับได้ที่ Settings >Display > Screen Resolution เลยครับ

Always On Display ก็เป็นแบบใหม่ครับ อย่างที่บอกว่าตัว UI หลักนั้นเป็นตัวเดียว S8 ตัวค่าเริ่มต้นก็จะเป็นนาฬิกาแนวตั้งสวยๆ หรือถ้าไม่ชอบแบบมาตรฐานที่มีมาให้เราก็สามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนได้จากหน้า Theme และเลือกหมวดหมู่ของ AOD ได้ครับ

ระบบสแกนลายนิ้วมือด้านหน้าที่คุ้นเคย

ปุ่มสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหน้าของ Samsung นั้นน่าจะเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคยมานาน เพราะทั้งใช้งานง่ายและตอบสนองการเข้าถึงได้ดี ซึ่งบนรุ่นนี้ยังคงคิดมาอยู่ การทำงานทำได้รวดเร็วและแม่นยำ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถแตะเพื่อปลดล็อคได้เลย แต่ด้วยความเร็วในการแกนเพียงแค่เรากดปุ่มโฮมลงไป 1 ครั้งก็เหมือนปลดล็อคได้แล้วเพราะระบบสแกนเร็วมากชนิดที่ไม่ต้องเอานิ้วออกมาแล้วแตะสแกนใหม่เลย (แถมง่ายกว่ารุ่นใหม่ๆที่วางตำแหน่งไว้หลังเครื่องเยอะ :P)

ระบบสแกนม่านตา

Iris Scanner สุดว้าวที่ถูกเพิ่มเข้ามาตั้งแต่ Note 7 แน่นอนว่ายังคงติดมาจนถึงรุ่นนี้ด้วย การใช้งานก็ทำได้ดีทีเดียว ไม่ต่างจากตอนที่ลองใช้บน S8 หรือ Note 8 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบความปลอดภัยสูงที่น่าจะเป็นมาตรฐานใหม่ของมือถือเรือธง Samsung ไปแล้วล่ะเนาะ

Secure Folder ที่ซ่อนลับไฟล์ลับเฉพาะเรา

แต่ระบบสแกนม่านตาจะมีประโยชน์มากๆเมื่อเราเอามาใช้กับตัว Secure Folder นี่แหละ โดยแอปนี้จะให้เราแยกแอปบางแอปขึ้นมาอีกอัน เป็นของส่วนตัวของเรา อาทิ Gallery , Camera , Contacts , Email , Internet , My Files และ Samsung Notes เป็นต้น นอกจากนี้ถ้ายังไม่พอก็สามารถเพิ่มแอปอื่นๆได้อีก ซึ่งแอปที่อยู่ในนี้จะเป็นคนละตัวกับที่อยู่ข้างนอกปกติเลย ทำให้เราสามารถสร้างบัญชีอื่นๆอย่างพวก Line หรือ Facebook ขึ้นมาอีกอันในเครื่องเดียวได้นั่นเอง หรือจะเอาไว้เก็บไฟล์ที่ไม่อยากให้ใครดู ถ่ายรูปเฉพาะที่ไม่อยากให้ใครเห็นก็ทำได้เต็มที่ใน Secure Folder นี้เลยจ้ะ :P

Dual Messenger แชท 2 บัญชีพร้อมกันก็ได้ในเครื่องเดียว

ถ้าใครที่ไม่อยากไปสร้างบัญชีของพวก LINE หรือ Facebook แยกใน Secure Folder ทาง Samsung ก็ยังใส่ระบบ Dual Messenger เข้ามาให้เราแบ่งแอปแชทเป็น 2 แอปได้ด้วยเช่นกัน ตรงนี้เห็นเริ่มกันมาตั้งแต่ J7 Pro ตัวนี้ก็ยังคงติดมาอยู่ไม่เอาออกนะ การตั้งค่าเพิ่มแอปแชทก็เข้าไปเลือกได้จาก Settings > Advanced Feature และ Dual Messenger ซึ่งพอเราแบ่งแอปออกมาตัวใหม่จะมีสีส้มๆบนไอคอนให้รู้งว่าเป็นตัวใหม่นั่นเองครับ

S Pen ตัวเดียวกับ Note 8 ขีดเขียนขั้นเทพ

ถึงหัวข้อจะบอกว่าเป็นตัวเดียวกับ Note 8 แต่เอาเข้าจริง Note 8 ต่างหากที่เป็นตัวเดียวกับ Note FE (Note 7)ถึงจะถูก รูปทรงนั้นเหมือนกันเป๊ะๆเลย ทั้งขนาด ตำแหน่งของปุ่ม และตัวสปริงที่ด้ามที่ใช้ในการดึงปากกาออกจากเครื่องก็เช่นกัน

หัวปากกา S Pen ของ Note FE นั้นจะมีขนาดเพียง 0.7 มม.เท่านั้น แถมยังรองรับแรงกดที่สูงถึง 4096 ระดับด้วย ทำให้เวลาเขียนบนหน้าจอมีความใกล้เคียงกับเขียนบนกระดาษมากๆเลย ตรงนี้ผมลองเทียบกับ S Pen ของ Note 8 บอกเลยว่าความรู้สึกเดียวกันเป๊ะ !

ดึงปากกาออกมาตอนเครื่องล็อคอยู่ก็ยังสามารถใช้งาน Screen off Memo ได้อยู่ สามารถตั้งปักหมุดไว้ที่หน้า AOD ได้ด้วย แต่ตัวซอฟต์แวร์ตอนนี้ยังไม่สามารถแก้ไขข้อความที่ปักหมุดไว้แบบ Note 8 ได้นะครับ ได้แค่ปักไว้กับลบออก

Air Command ยังคงเป็นรูปทรงเดิม คือเป็นป็อปอัพใหญ่ทั้งหน้าจอมี แอปให้เลือก 6 อย่าง อาทิ Create Note , Smart Select , Screen Write , Glance , Translate , Magnify (ยังไม่มี Live Message)

Smart Select หลักๆยังเหมือนเดิม ให้เราครอปหน้าจอตามต้องการในรูปทรงต่างๆ แต่รอบนี้มีเพิ่มความสามารถใหม่เข้ามาอีกหนึ่งอย่างคือการสร้างไฟล์ GIF ได้จากหน้าจอด้วย แบบจะแคปหน้าจอ YouTube สั้นๆมาแชร์ให้เพื่อดูก็ทำได้ง่ายๆเลยแบบนี้

Screen Write อันนี้ไม่ต่างจากเดิมคือแคปหน้าจอพร้อมขีดๆเขียนๆลงไปเพิ่มเติมได้ ยังสามารถใช้ฟีเจอร์ Scroll Capture ได้อยู่ด้วย

Translate ตรงนี้น่าสนใจเพราะว่าเราสามารถเอา S-Pen ไปจ่อที่ตัวหนังสือแล้วตัวแอปจะแปลภาษาได้ ซึ่งจะดึงตัวความสามารถของ Google Translate มาเลย หมดห่วงเรื่องภาษาที่รองรับ เพราะครบครัน ภาษาไทยก็ (แปล) ได้ด้วย แต่ตรงนี้ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อตลอดเวลา (ยังไม่สามารถแปลเป็นรูปแบบประโยคแบบบน Note 8 ได้)

Magnify ตัวนี้ก็อธิบายง่ายครับ เป็นแว่นขยายช่วยขยายภาพบนหน้าจอเราให้ใหญ่ขึ่นเมื่อเราเอา S-Pen ไปจ่อ มีให้เลือกระดับตั้งแต่ 150% ไปจนถึง 300% ใหญ่มากๆ

Samsung Notes สมุดโน้ตที่แบ่งการจดเป็นการพิมพ์โน้ต , จดโน้ต และวาดรูปเข้าด้วยกันในแอปเดียวเลย หัวปากกาที่มีมาให้ก็เยอะกว่าเดิม แบ่งเป็นจดโน้ตชุดนึงและวาดรูปอีกชุดนึง

ซึ่งหัวปากกาหรือแปรงที่เพิ่มเข้ามาตั้งแต่ Note 7 ยังอยู่ครบทั้งพวก สีน้ำ , สีน้ำมัน หรือพวก Air Brush การลงน้ำหนักทำได้ดีทีเดียว แยกน้ำหนักได้เหมือนจริง แถมตัวแอปยังใส่ฟีเจอร์ผสมสีเข้ามาด้วย สมมติเวลาเอาสีฟ้าผสมกับสีเหลืองก็กลายเป็นสีเขียวได้เลย *0*

น่าเสียดายที่ Galaxy Note FE นั้นไม่มีแถมแอปเด่นๆในการวาดรูปอย่าง SketchBook หรือ ArtRage มาให้บน Galaxy App ด้วย (ตอน Note 7 กับ Note 8 มีให้ดาวน์โหลดกันฟรีๆนะ) การจะวาดรูปแบบจริงจังหรือแยกเลเยอร์มากมายก็คงต้องไปเสียตังโหลดเพิ่มเอาอีกทีครับ

กันน้ำกันฝุ่น ทั้งเครื่องและปากกา !

มือถือยุคนี้ฟีเจอร์เรื่องกันน้ำนี่ดูสำคัญเอามากๆ ยิ่งรุ่นท็อปๆนี่ติดมาให้กันหมดแล้ว บน Galaxy Note FE นั้นมาพร้อมความสามารถกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 เช่นเดียวกับเรือธงรุ่นก่อนของ Samsung ซึ่งนอกจากตัวเครื่องแล้วตัวปากกา S Pen เองก็ยังกันน้ำได้ด้วยเช่นกัน ทีนี้เราก็สามารถขีดเขียนๆเวลาเครื่องเปียกหรือใช้งานใต้น้ำได้แล้วครับ :P

ความบันเทิงเต็มรูปแบบบน Galaxy Note FE

ดูฟีเจอร์หลักๆกันไปแล้ว มาถึงเรื่องทั่วๆไปอย่างการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมบน Note FE กันบ้าง อย่างที่ทราบๆกันว่ารุ่นท็อปๆของ Samsung มักจะจัดสเปคมาเต็มเพื่อความบันเทิงได้เต็มรูปแบบอยู่แล้ว ซึ่งบน Note FE นี่ก็ครบเหมือนเดิม หน้าจอ Super Amoled ขนาด 5.7 นิ้ว นี่เติมเต็มอรรถรสของการดูไฟล์วิดีโอได้เป็นอย่างดี แถมมีขอบหน้าจอโค้งนิดๆให้ดูสวยเนียนขึ้นไปอีก

แต่ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะบน Note FE นี้ยังมีฟีเจอร์ Video Enhancer หรือการปรับภาพวิดีโอเห็นเป็นแบบ HDR ได้ด้วย ซึ่งตัวระบบนีจะรองรับกับแอปหลักๆอย่าง Video (ของ Samsung) , YouTube และ Google Play Movies เท่านั้น รายละเอียดของภาพที่ได้จากการเปิดความสามารถนี้ก็เรียกว่าสวยสดและมีมิติขึ้นอีกระดับนึงจริงๆ แต่ ! ด้วยความสดและสว่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนี้เวลาเราเข้าแอปดูวิดีโอทั้งหลาย หน้าจอก็จะดูสว่างกว่าค่าปกติที่ตั้งไว้พอสมควร ตรงนี้อาจจะไม่ชินกับสายตาเมื่อเวลาเราเปิดแสงน้อยได้ ตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบครับ ส่วนตัวผมว่าใช้งานปกติหน้าจอก็สวยงามอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดเท่าไหร่นะ

ส่วนในเรื่องของเสียงนั้นก็ทำได้ดีระดับนึง ลำโพงหลังของตัวเครื่องยังอยู่ตำแหน่งด้านล่างของตัวเครื่อง เวลาวางเครื่องก็ได้ยินเสียงชัดเจน แต่น่าเสียดายที่ลำโพงนั้นยังคงเป็นตัวเดียวมิติของเสียงอาจจะไม่กว้างเท่ากับการใช้ 2 ตัวในรุ่นอื่นๆอะนะ

เล่นเกมบน Note FE

แล้วเล่นเกมล่ะ ? อย่างที่บอกว่าสเปคภายในของ Note FE นี้เป็นตัวเดียวกับ Note 7 เดิมเลย ตัวซีพียูก็เป็นรุ่นของปีที่แล้ว แต่ด้วยประสิทธิภาพที่แรงมาแต่เดิม Exynos 8890 แรม 4GB ก็ยังคงใช้งานเล่นเกมกราฟิกสูงๆในตอนนี้ได้อยู่อย่างเกมยอดฮิต ROV นั้นก็สามารถปรับคุณภาพกราฟิกได้สูงสุดแถมปรับเฟรมเรตสูงได้ด้วย ซึ่งเมื่อเล่นจริงเฟรมเรตจะตกอยู่ที่ราวๆ 30 - 50fps ถือว่าเล่นได้เพลินๆครับ

Game Launcher ลูกเล่นเล็กๆสำหรับเกมเมอร์ ในรุ่นใหม่ๆ (S8 หรือ Note 8)จะซ่อนไปที่แถบ Navigation Bar แล้ว แต่ด้วยความที่รุ่นนี้ไม่มีแถบ Navagation Bar เป็นปุ่มแบบเดิมอยู่ ตัว Game Launcher ยังคงเป็นไอคอนเล็กๆที่รูปจอยเกมสีแดงอยู่ ในนี้จะมีตัวเลือกให้เลือกอยู่ 6 ตัวเลือก

  • No Alert During game ปิดการแจ้งเตือนอื่นๆเวลาเล่นเกมอยู่
  • Lock Recent and Back Keys ล็อคปุ่ม Recent Apps และปุ่ม Back กันเวลาเราไปกดโดน
  • Screen Touch Lock ล็อกการใช้งานสัมผัสหน้าจอ
  • Screenshot แคปหน้าจอ
  • Record อัดวิดีโอหน้าจอ
  • Settings ตั้งค่าตัว Game Launcher

กล้องถ่ายภาพ 12 ล้านพิกเซล ตัวเดียวกับรุ่นพี่ !

มาต่อในเรื่องกล้องถ่ายภาพของ Galaxy Note FE จะบอกว่าเป็นกล้องตัวเดียวกับกล้องหลักของ Note 8 ก็ถูก แต่เอาจริงๆกล้องของ Note 8 นี่เป็นของ Note 7 มาก่อน ซึ่งก็คือ Note FE นี่แหละ (วนไปวนมาจนงงละ :P)เอาเป็นว่าง่ายเรือธงของ Samsung ตั้งแต่ S7 มายังคงใช้เลนส์ตัวเดียวกันทั้งหมดนั่นเอง มาพร้อมกล้องหลัง Dual Pixel ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.7 สุดเทพนั่นเอง

แต่ถึงจะบอกว่าตัวฮาร์ดแวร์เหมือนกันก็จริง แต่ซอฟต์แวร์จะแตกต่างกันนิดหน่อย บน Note FE มีหน้าตา UI คล้ายกัน ใช้การเลื่อนหน้าจอเพื่อเลือกโหมด ปรับฟิลเตอร์ หรือสลับกล้องหน้า-หลัง ความสามารถอย่างพวก Sticker ไม่ได้ติดมาบนรุ่นนี้ด้วย น่าเสียดาย :P

โหมดการใช้งานก็ให้มาครบทั้ง Auto , Pro , Panorama , Selective Focus , Slow Motion , Hyperlapse , Food เป็นต้น

ส่วนในเรื่องของวิดีโอก็เช่นเคยครับถ่ายได้สูงสุดที่ 4K 30fps

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ Note FE รวมๆแล้วก็ทำได้ยอดเยี่ยมเช่นเคย ทั้งในที่แสงปกติและแสงน้อย ด้วยระบบโฟกัสที่ไวมากๆ แตะปุ๊บก็ติดปั๊บ ความง่ายของการถ่ายคือใช้แค่ Auto อย่างเดียวก็สวยครบละ  สีสันก็คมชัด ลงตัวเอามากๆ เรียกว่าใครที่อยากได้ภาพถ่ายที่ถ่ายง่ายและครบครันนี่ถูกใจแน่นอน

กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล Beauty สวยเนียน

ในส่วนของกล้องหน้ายังเป็นตัวเดียวกับ S7 อยู่ คือ 5 ล้านพิกเซล f/1.7 เลนส์มุมกว้าง โหมด Beauty มีให้เลือกปรับความสวยเนียนของใบหน้าได้้เช่นเคย

ตัวอย่างกล้องหน้าของ Note FE ก็สวยเนียนดีครับมุมมองกว้างใช้ได้ (กว้างกว่า Note 8 อีก)

การใช้งานแบตเตอรี่ของ Galaxy Note 7

Galaxy Note FE มาพร้อมความจุแบตเตอรี่ที่ลดลงมาจากตอน Note 7 เล็กน้อยเหลืออยู่ 3200 mAh (ตอน Note 7 3500mAh)ทำให้อายุการใช้งานอาจจะลดหย่อนลงไปนิดหน่อย แต่จากที่ใช้งานจริงก็สามารถอยู่ได้ทั้งวันตามมาตรฐานครับ ไม่ได้ลดลงจนสูบแบตฯเกินไป แต่โชคดีที่ยังมีระบบชาร์จไว Fast Charge มาด้วย ทำให้เวลาชาร์จไม่ต้องนานมากเนาะ :D

สรุปผลการทดสอบ

ถึงแม้จะผ่านมาหนึ่งปีเต็ม ที่ Galaxy Note 7 ห่างหายไป แต่การกลับมาอย่างเต็มตัวอีกครั้งในชื่อ Galaxy Note Fan Edition ก็ยัีงคงลงตัวทุกการใช้งานอยู่ ด้วยรูปลักษณ์ ดีไซน์ที่สวยงามตามสไตล์ซีรีส์เดิม (มีปุ่มโฮม) และสีสัน Blue Coral ฟ้าขอบทองสุดงามที่ไม่มีบนรุ่นใหม่ๆแล้ว ส่วนในเรื่องของสเปคภายในที่อาจจะดูไม่หวือหวาแล้ว แต่ก็ยังพร้อมใช้งานไปได้อีกพักใหญ่ทีเดียวล่ะ ฟีเจอร์ต่างๆที่ซีรีส์ Note ทำได้ดีอยู่แล้ว ทั้งปากกา S Pen ความสามารถการวาดภาพจดโน้ตก็ถูกใส่ไม่น้อยหน้า Note 8 เลย จัดว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่องและน่าใช้สุดอีกรุ่น ตอบโจทย์สาวก Galaxy Note ที่อยากได้เทคโนโลยีขั้นสูงของปากกาในรูปลักษณ์ที่คุ้นเคยและราคาที่เบาลง :D

ราคาค่าตัวของ Galaxy Note Fan Edition อยู่ที่ 20,900 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอโค้งสวยงาม แสดงผลยอดเยี่ยม แถมการใช้งานก็ไม่ติดขัด
  • ปากกา S Pen ความสามารถใหม่ๆเพียบ
  • บอดี้สวยวัสดุแข็งแกร่งรูปทรงกระชับมือ
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มโฮมคล่องตัวต่อการใช้งาน
  • ระบบสแกนม่านตาความปลอดภัยสูง
  • กล้องหน้า-หลังถ่ายง่ายและผลลับเยี่ยมยอด
  • รองรับ 2 ซิม

จุดสังเกต

  • ตัวแรมให้มาเพียง 4GB เหลือใช้ไม่เยอะเท่าไหร่ เวลาใช้งานหนักๆ

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite


 Article : ศึกสายเลือด...เทียบจุดต่อจุด Note 8 ปะทะ Note FE เลือกอะไรดี

รุ่นไหนคุ้มกว่า เรามีคำตอบ !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราจะมาพูดถึงสมาร์ทโฟน 2 รุ่นใหม่ของตระกูล Note อย่าง Galaxy Note 8 และ Galaxy Note FE (Fan Edition) กันสักหน่อย ทั้ง 2 รุ่นถือเป็นรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้เพื่อมาแทนที่ Galaxy Note 5 เดิมที่เป็นอดีตเรือธงตระกูล Note ไปเรียบร้อย ซึ่งความน่าสนใจของการมาประชันของศึกสายเลือดนี้ก็คือราคา ที่ห่างกันอยู่เป็นหมื่นบาท แต่เทคโนโลยีบางอย่างก็ใกล้เคียงกันจนทำเอาสาวกโน้ตที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้รุ่นใหม่นั้นตัดสินใจกันลำบากเลย วันนี้เราก็จะมาเปรียบเทียบความต่างแบบจุดต่อจุดเลยว่าระหว่าง New Edition กับ Fan Edition เนี่ยรุ่นไหนจะเหมาะกันคุณกันแน่ อ่านต่อ