Review : OPPO N3 เปิดรับมุมมองใหม่ๆกับสมาร์ทโฟนกล้องหมุนได้อัตโนมัติความละเอียด 16 ล้านพิกเซล !!

เฮียแม็พ | 19 ม.ค. 2558 14:40:42 (อัพเดต 28 ม.ค. 2558 12:12:40)

18961

VIEWS เฮียแม็พ

Review : OPPO N3 เปิดรับมุมมองใหม่ๆกับสมาร์ทโฟนกล้องหมุนได้อัตโนมัติความละเอียด 16 ล้านพิกเซล !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่านอีกครั้งครับ กลับมาพบกับรีวิวอุปกรณ์ไอทีใหม่ๆกับ เฮียแม๊พ. TechXcite กันอีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนตัวเด่นจากแบรนด์จีนที่กำลังมาแรงสุดๆในตอนนี้อย่าง OPPO ที่หลังจากก่อนหน้านี้เราได้เห็นสมาร์ทโฟนกล้องหมุนได้อย่าง OPPO N1 หรือ OPPO N1 Mini ที่ออกมาเพื่อสาวกที่ชอบการถ่ายภาพด้วยกล้องความละเอียดสูงๆอย่างการเซลฟี่ได้เป็นอย่างดี ในปีนี้ทาง OPPO ก็ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนกล้องหมุนได้รุ่นใหม่แต่ไม่ใช่หมุนได้ธรรมดา เพราะมันเป็นกล้องหมุนได้อัตโนมัติอย่าง OPPO N3 ตัวนี้นี่เอง เอาเป็นว่าเรามาดูความสามารถของเจ้าสมาร์ทโฟนตัวนี้กันเลยดีกว่าฮะ :D

อุปกรณ์ภายในกล่อง

เริ่มด้วยแกะกล่องกันก่อนเลย ตัวกล่องก็ยังดูแข็งแรงเหมือนเคย ด้านหน้ามีโลโก้ OPPO อยู่ทางมุมขวา

เปิดออกมาก็จะพบกันตัวเครื่อง OPPO N3 อยู่พร้อมกับตัวถาดรองเครื่องที่มีการออกแบบลายคล้ายๆหนัง มีขอบตะเข็บรอบๆ และบอกชื่อรุ่นว่า N3 อยู่ทางด้านขวา

เปิดมาอีกชั้นก็จะพบกับอุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มา ก็จะมีอุปกรณ์มาตรฐานอย่าง คู่มือการใช้งานและใบรับประกันต่างๆ , หูฟัง (แบบ In-Ear) , สาย USB และหัวอแดปเตอร์ชาร์จไฟ

โดยสายชาร์จของ OPPO N3 นั้นก็จะมาพร้อมเทคโนโลยีแบบ VOOC Mini ที่สามารถชาร์จไฟได้เร็วกว่าที่ชาร์จปกติถึง 4 เท่าในขนาดที่ไม่ใหญ่มากเท่ากับรุ่นแรกที่อยู่ในกล่องของ OPPO Find 7 แล้วด้วยนา

และอีกอุปกรณ์หนึ่งที่ติดมาในกล่องเลยด้วยก็คือเจ้า O-Click เวอร์ชั่นใหม่หรือรีโมทที่ช่วยให้สั่งการถ่ายภาพหรือฟีเจอร์อื่นๆผ่านตัว OPPO N3 ได้ (เดี๋ยวไว้ค่อยอธิบายการใช้งานในหัวข้อการใช้งานอีกทีนะครับ :D)

การดีไซน์โดยรวมของ OPPO N3

มาถึงเรื่องของการดีไซน์ตัวเครื่องกันบ้าง ตัวเครื่องของ OPPO N3 นั้นเห็นจังหวะแรกส่วนตัวคิดว่ามันดูใหญ่ไปนิด ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามีตัวกล้องที่กินพื้นที่ส่วนบนไปค่อนข้างเยอะ โดยสัดส่วนของตัวเครื่องก็อยู่ที่ 161.2 x 77 x 8.7 มม. และน้ำหนักที่ 192 กรัม ก็ถือว่าหนักพอใช้ได้เลยล่ะ

วัสดุและงานประกอบในรุ่นนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว ขอบเครื่องจะใช้เป็น Aluminum Alloy ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งใช้ได้

OPPO N3 จะมาพร้อมกับหน้าจอที่ลดขนาดลงมาจากรุ่น N1 เดิมลงมาอยู่ที่ 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full-HD (บน OPPO N1 มีขนาด 5.9 นิ้ว) ในเรื่องของการแสดงผลก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียว สีสดใช้ได้ ส่วนในเรื่องการแสดงผลสีขาวก็ขาวสว่างสะใจ เปิดแสงหน้าจอประมาณ 30% ก็สว่างชัดแล้ว สู้แสงได้สบายๆครับ

ด้านบนของหน้าจอก็จะมีเซ็นเซอร์วัดแสงวัดระยะและลำโพงสำหรับสนทนา โดยตรงบริเวณนี้จะมีการทำลายเป็นหนังเทียมคล้ายๆกับฝาหลัง Galaxy Note 3 ประมาณนั้นครับ สวยแปลกตาไปอีกแบบ

ด้านล่างของหน้าจอก็จะมี 3 ปุ่มสัมผัสมาตรฐานของแอนดรอยด์อย่าง ปุ่ม Menu , ปุ่ม Home และปุ่ม Back และด้านล่างสุดจะมีไฟ LED แจ้งเตือนแบบ Skyline

เวลามีการแจ้งเตือนจะมีแสงวาบขึ้นมาสวยๆเลยล่ะ

ด้านซ้ายของตัวเครื่องจะปุ่ม Power และที่พอร์ท Micro-USB

ส่วนตรงซ้ายสุดนี้ก็จะมีช่องใส่ถาดซิมแบบใหม่ที่กำลังนิยมกันในตอนนี้คือในถาดซิมนี้จะสามารถใส่ซิมและ Micro-SD การ์ดได้ และตรงนี้สามารถสลับไปใช้งานแบบ 2 ซิมก็ได้ด้วยเช่นกัน

ด้านขวาของตัวเครื่องมีพอร์ทหูฟังมาตรฐาน 3.5 มม. และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีไมโครโฟนตัวแรงสำหรับสนทนาและลำโพงหลักของตัวเครื่อง ส่วนเรื่องพลังเสียงก็ยังหนักแน่นใช้ได้เลยล่ะ

มาดูที่ด้านหลังของตัวเครื่องก็จะมีกล้องหลักตัวเดียวมาพร้อมความละเอียดสูงสุด 16 ล้านพิกเซล (ใช้เลนส์ Schneider Krueznach) พร้อมไฟแฟลช 2 ดวง และบริเวณนี้ก็มีการทำลายเป็นหนังเทียมเหมือนกับด้านหน้า ถัดลงมาจะมีไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวน และโลโก้ OPPO ส่วนด้านล่างของโลโก้ก็จะมีที่สแกนลายนิ้วมือตามสมัยนิยมครับ :D

สเปค OPPO N3

  • หน้าจอ IPS ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full-HD
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 801 (MSM8974AA) Quad-core 2.3 GHz
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 330 GPU
  • แรม 2GB
  • ความจุภายใน 32GB (เพิ่มได้สูงสุด 128GB)
  • แบตเตอรี่ 3000 mAh
  • กล้องหลักของตัวเครื่อง 16 ล้านพิกเซล ใช้เลนส์ Schneider Krueznach f/2.2

โดยรวมถือว่ามาพร้อมที่จัดเต็มมาเลยทีเดียว ทั้งเรื่องหน่วยประมวลผลและกล้องหลัก

ในเรื่องของการเชื่อมต่อก็ให้มาตามสมัยนิยมอย่าง 3G ทุกคลื่นความถี่ในไทยไม่ว่าจะเป็น 850/900/2100 MHz และ 4G LTE ก็รองรับด้วยเช่นกันกับคลื่น 1800/2100/2600 MHz (ใช้ของ True และ dtac ได้) NFC (น่าเสียดายที่ไม่รองรับ USB OTG)

ระบบปฏิบัติการและการใช้งานเบื้องต้น

OPPO N3 มาพร้อมกับระบบ ColorOS เวอร์ชั่น 2.0.1i ที่ครอบอยู่บนระบบ Android 4.4.4 Kitkat อีกที ซึ่งในเรื่องความสามารถก็มีมาให้เต็มเปี่ยมแบบที่คุ้นเคยอย่างการปรับเปลี่ยนรูปแบบ Theme หรือพวกการสั่งงานด้วยท่าทาง (Gesture) เป็นต้น

หน้าตาโดยรวมก็มีการปรับให้ดูเรียบมากขึ้น และตัดหน้า App Drawer ออกไป คือทุกแอปที่ลงก็จะมาโผล่ในหน้าแรกนี้ทั้งหมด

หน้า Exclusive Space บนเวอร์ชั่น 2.0.1i นี้จะมีการปรแับเปลี่ยนนิดหน่อยที่มีการปรับเปลี่ยนจากหน้าขวาสุดจะย้ายมาอยู่ฝั่งขวาสุดแทน

ตัวเลือกของ Theme ก็มีให้เลือกใช้ เลือกดาวน์โหลดกันมากมายเช่นเคย 

ตัวแรมก็เหลือพอใช้ประมาณ 800MB - 1GB ครับผม

ฟีเจอร์ด้าน Gesture Motion

แน่นอนว่าฟีเจอร์ที่เป็นจุดเด่นอย่างพวก Gesture Motion ก็ยังมีอยู่เช่นเคย (ก็เป็นจุดเด่นบน ColorOS นี่เนอะ) โดยเราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Gesture & Motion เลยฮะ

ซึ่งในนี้ก็มีฟังค์ชั่น Gesture ให้ปรับหลายอย่าง อาทิ Screen off Gesture ที่ให้เราสามารถวาดสัญลักษณ์ ตัวอักษร ขณะที่หน้าจอดับอยู่ , เคาะหน้าจอเพื่อปลุกหน้าจอ ประมาณนั้น

Screen-on gestures พวก Gesture ที่สามารถใช้งานขณะหน้าจอเปิดอยู่ อย่างใช้ 3 นิ้วลากลงเพื่อแคปหน้าจอ , กดที่ปุ่มโฮม 2 ครั้งเพื่อล็อคหน้าจอ , เลื่อนหน้าจอจากมุมล่างเพื่อย่อจอให้เล็กลง (ใช้งานมือเดียว)

Air Gestures ฟีเจอร์นี้ก็ใช้ตัว Proxymity Sensor ในการจับการเคลื่อนไหว ใช้ท่าทางปัดหน้าจอ , เลื่อนรูป ได้นั่นเอง

Smart Call อันนี้ก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยในเรื่องการรับสาย-โทรออกให้สะดวกยิ่งขึ้น อาทิ คว่ำหน้ามือถือเพื่อปิดเสียงโทรเข้า (แต่ไม่ได้ว่างสายนะ) ,  เอามือถือมาแนบหูเพื่อโทรออก , เอามือถือมาแนบหูเพื่อรับสาย และสลับเป็นเปิดลำโพงอัตโนมัติเมื่อไม่ได้เอามือถือแนบหู

ฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือบน OPPO N3

OPPO N3 นั้นจะมีตัวสแกนลายนิ้วมือติดอยู่ที่ด้านหลังตัวเครื่องด้วย โดยใช้ชื่อเรียกว่า O-Touch ซึ่งสามารถใช้ในการปลดล็อคเครื่องได้ตามสมัยนิยม การใช่งานก็เพียงแค่กดที่ปุ่มด้านหลัง 1 ครั้งเพื่อให้หน้าจอติดขึ้นมาและจากนั้นก็เอานิ้วเราทาบลงไปแป๊บเดียวก็สามารถปลดล็อคได้แล้วล่ะฮะ

โดยการตั้งค่าก็ให้เราเข้าไปที่หน้า Settings > Fingerprint and Lockscreen จากนั้นก็เริ่มสแกนนิ้วมือที่ต้องการลงไปได้เลย

และนอกจากจะใช้งานปลดล็อคตัวเครื่องได้แล้ว ยังสามารถใช้ตั้งไว้เวลาจะเปิดแอปต่างๆได้ด้วยเช่นกันครับ

ประสิทธิภาพของ OPPO N3

มาดูในเรื่องของการวัดประสิทธิภาพกันบ้าง OPPO N3 มาพร้อมหน่วยประมวลผล Snapdragon 801 Quad-core 2.3 GHz ซึ่งถือว่ากำลังมาแรงในตลาดตอนนี้เลย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช้ตัวท็อปสุดๆก็เถอะ แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมก็ถือว่าลื่นไหล ทำงานได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าจับมาทดสอบผ่านแอป Benchmark จะได้ผลออกมาอย่างไรบ้าง ?

จากผลทดสอบผ่านแอป AnTuTu Benchmark ก็ถือว่าอยู่ในระดับต้นๆของตารางเลยทีเดียว โดยคะแนนอยู่ที่ 41070 คะแนน

ความบันเทิงบน OPPO N3

ในส่วนของเรื่องความบันเทิงอย่างการดูหนัง ฟังเพลงบน OPPO N3 กันบ้าง แน่นอนว่าสมาร์ทโฟนจาก OPPO นั้นขึ้นชื่อเรื่องพลังเสียงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฟังเพลงผ่านหูฟัง ก็มาพร้อมกับระบบเสียง Dirac HD หรือ Maxx Audio ทำให้เสียงที่ได้แน่นมากขึ้น หรือว่าในส่วนของเสียงผ่านลำโพงหลักตัวเครื่องก็ยังทำได้ประทับใจเช่นเคย เสียงที่ได้ดังและมีมิติมาก แม้จะเปิดระดับเสียงครึ่งเดียวเท่านั้น

ส่วนในเรื่องของหน้าจอก็จัดเต็มมาให้กับหน้าจอ IPS ความละเอียด Full-HD ขนาด 5.5 นิ้ว ซึ่งก็ถือว่าแสดงผลได้ดีทีเดียว เหมาะสำหรับดูไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงๆได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ

การเล่นเกมบน OPPO N3

ในเรื่องของการเล่นเกมก็อย่างที่บอกว่าสเปคนั้นพอที่จะรองรับเกมสมัยนี้ได้อย่างสบายๆแล้วล่ะครับ เลยลองเอาเกมใหญ่ๆกราฟิกหนักๆอย่าง NOVA 3 , WWE Immortals , Marvel Contest of Champion , Riptide GP2 , Temple Run 2 มาลองทดสอบดูซะหน่อย

ผลก็ออกมาอย่างที่คาดครับ เล่นได้ลื่นไหลตามสไตล์สมาร์ทโฟน Android เรือธง กราฟิกที่ได้ออกมาก็ครบถ้วนดีที่เดียวเลยล่ะ

O-Click เวอร์ชั่น 2

หากเพื่อนๆยังจำกันได้ตอน OPPO N1 สมาร์ทโฟนกล้องหมุนได้ตัวแรกของ OPPO เปิดตัวนั้นจะมีอุปกรณ์เสริมอย่าง O-Click หรือรีโมทสั่งการ แถมมาให้ด้วย ซึ่งในกล่องของ OPPO N3 ก็มีแถม O-Click มาให้ด้วยเช่นกัน แต่เป็นเวอร์ชั่น 2 แล้วที่มาพร้อมกับความสามารถมากกว่ารุ่นก่อน โดยวิธีการใช้งานก็ยังคงเหมือนเดิม คือให้เราเปิดแอป O-Click และเชื่อมต่อ เจ้า O-Click เข้ากับตัวเครื่อง N3 ผ่าน Bluetooth เพียงแค่กดปุ่มที่ O-Click หนึ่งครั้ง

พอทำการเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีโหมดให้เลือกเปิด 3 โหมดหลักๆอย่าง 1.Remote Control ใช้ตัว O-Click เป็นรีโมทในการสั่งงานกล้องหรือเครื่องเล่นเพลง อาทิ ตัวลั่นชัตเตอร์ ตัวควบคุมเครื่องเล่นเพลง , 2.Locate my phone ตามหาตำแหน่งสมาร์ทโฟนเพียงแค่กดปุ่ม 2 ครั้ง , 3.Notification Alert เตือนเมื่อมีการแจ้งเตือนผ่านตัว O-Click เวลามีการแจ้งเตือนเข้ามาในสมาร์ทโฟน ตัว O-Click ก็จะส่งเสียงและไฟเตือนด้วยเช่นกันครับ 

กล้องถ่ายภาพของ OPPO N3

มาถึงจุดเด่นหลักของ OPPO N3 กันเลย โดยบนรุ่นนี้ก็มาพร้อมกับกล้องหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์จาก Schneider Krueznach และตัวกล้องนั้นยังสามารถปรับหมุนองศาได้มากถึง 206 องศา

ที่สำคัญคือตัวกล้องนั้นมีมอเตอร์ในตัวด้วยจึงทำให้สามารถปรับหมุนได้แบบอัตโนมัติผ่านผ่านรีโมท O-Click ที่แถมมาให้ โดยใช้การกดปุ่มบนหรือล่างค้างเพื่อเป็นการค่อยๆเลื่อนตำแหน่งของกล้อง หรือว่าจะสลับมาหน้า-หลังเร็วๆก็เพียงกดปุ่ม ซ้ายหรือขวา

เจ้า O-Touch ด้านหลังเครื่องก็สามารถใช้เลื่อนตำแหน่งกล้องโดยเราสามารถใช้นิ้วสัมผัสบริเวณด้านหลังและเลื่อนขึ้นเลื่อนลงได้ ซึ่งหากกดปุ่มลงไปก็ใช้กดชัตเตอร์ได้ด้วยเช่นกัน

ยัง ยังไม่หมดแค่นั้นการเลื่อนตัวเลนส์กล้องนั้นยังสามารถสัมผัสตรงหน้าจอเพื่อให้ตัวกล้องหมุนได้ด้วย โดยหากเราแตะที่หน้าจอแล้วค่อยๆรูดขึ้นหรือรูดลงตัวกล้องก็จะค่อยๆขยับตาม หรืออยากสลับกล้องมาเร็วๆก็สามารถใช้การปัดขึ้นหรือลงที่หน้าจอเร็วๆตัวกล้องก็จะสลับทันทีครับ

ส่วน UI การใช้งาน ก็ออกแบบมาเข้าใจง่ายดีครับ มีแยกปุ่มถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายวิดีโอ และการตั้งค่าไฟแฟลชไว้ชัดเจน

โหมดการใช้งานก็มีให้เลือกเยอะอยู่ อาทิ Normal , Ultra-HD (เป็นการถ่ายไฟล์ภาพหลายๆภาพในเวลาเดียวกันและนำมารวมให้เกิดความละเอียดสูงระดับ 50 ล้านพิกเซล) , Auto-Panorama (โหมด Panorama แบบอัตโนมัติเราไม่จำเป็นต้องแพนกล้องตามเพราะตัวกล้องจะหมุนไปเอาตามกลไก) , RAW (ถ่ายไฟล์แบบดิบช่วยให้การตกแต่งภายหลังได้หลากหลายมากขึ้น) , Super Macro (เป็นการถ่ายภาพ Macro โดยที่คุณภาพของภาพที่ได้ไม่เสียไปด้วยการทำงานคล้ายๆ Ultra-HD) , Double Exposure (เป็นการถ่ายภาพ 2 ภาพพร้อมกันและนำมาซ้อนให้เกิดภาพใหม่) , Expert Mode , HDR , Colorful night เป็นต้นฮะ

แต่ดูเหมือนว่าบน OPPO N3 นั้นจะมีการตัดฟีเจอร์การปรับ Shutter Speed ในโหมด Expert ไปซะได้ เหลือให้ปรับเพียงแค่ ISO , White Balance และระยะโฟกัสแค่นั้นเอง

อีกลูกเล่นเด่นๆของกล้องหมุนได้ก็คือตัว Tracking Focus หรือว่าการจับโฟกัสตามวัตถุ อย่างเช่นเวลาเราถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงหรือวัตถุที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ เพียงแค่ใช้ 2 นิ้วแตะโฟกัสที่วัตถุค้างไว้สักครู่ให้ตัวกล้องล็อคโฟกัส ทีนี้เวลาวัตถุมีการเคลื่อนไหวไปตัวกล้องก็จะหมุนตามไปทันทีโดยอัตโนมัติครับ

เอาเป็นว่าเรามาลองดูภาพถ่ายตัวอย่างจากกล้องของ OPPO N3 กันเลยดีกว่าฮะ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดปกติ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Colorful night 

ภาพจากระยะปกติ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Super Macro

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Double Explosure

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto Panorama

โดยรวมถือว่าจัดโหมดที่จำเป็นๆและใช้ประโยชน์มาได้อย่างดีทีเดียว การใช้งานการถ่ายภาพต่างๆก็ทำออกมาได้ดี UI เข้าใจง่าย คุณภาพก็ยอดเยี่ยม แต่ข้อเสียหลักๆของกล้องบน N3 ก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่มี OIS หรือระบบกันสั่นมาด้วย การถ่ายภาพในที่แสงน้อยหรืออาจจะมีอาการสั่นให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่ถือว่าสั่นง่ายจนเกินไปล่ะครับ

ส่วนกล้องหน้าถึงแม้ว่าจะใช้ตัวกล้องเดียวกัน แต่พอเราปรับกล้องมาด้านหน้าตัวซอฟแวร์ก็จะถูกปรับมาให้เข้ากับการเซลฟี่ด้วยเช่นกัน คือจะปรับมาที่โหมด Beauty โดยอัตโนมัติ และจะปรับความละเอียดอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซลแทน (แต่จะปรับเป็น 16 ล้านพิกเซลก็ได้) ซึ่งในหโหมด Beauty นี้ก็จะมีเอฟเฟคให้เลือกปรับเหมือนกับสมาร์ทโฟน OPPO รุ่นก่อนๆ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ก็ถือว่ายังทำได้ประทับใจเช่นเคย ใบหน้าเนียนเสียงจริง ><

การใช้งานแบตเตอรี่ของ OPPO N3

มาปิดท้ายกันที่เรื่องแบตเตอรี่กันอีกเช่นเคย OPPO N3 ให้แบตเตอรี่มาที่ 3000 mAh ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ โดยจากเท่าที่ได้ทดสอบมาก็ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่ได้อึดมากนัก พอใช้งานได้ตลอดทั้งวัน แต่หากถ่ายรูปเยอะๆหรือว่าเล่นเกมหนักๆจริงๆก็อาจจะต้องพกพาวเวอร์แบงค์ไว้สำรองสักนิด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงแม้ว่าแบตเตอรี่จะไม่ได้อึดอะไรมากมาย เจ้า OPPO N3 เลยมาพร้อมกับสายชาร์จแบบพิเศษอย่าง VOOC Mini ที่สามารถชาร์จได้เร็วกว่าสายชาร์จทั่วไปถึง 4 เท่า พอแบตใกล้หมดหรือฉุกเฉินจริงๆ ขอเวลาชาร์จสัก 10 นาทีก็พอจะใช้งานต่อได้อย่างสบายๆแล้วล่ะครับ

และในเรื่องความร้อนก็แน่นอนว่าสมาร์ทโฟนสมัยนี้คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยความร้อนของเจ้า OPPO N3 นั้นหากมีการใช้งานหนักๆอย่างเช่นเล่นเกมส์หรือถ่ายรูปต่อเนื่องก็จะพบความร้อนพอสมควรเหมือนกัน โดยตำแหน่งที่ร้อนแบบให้ได้ชัดก็ตรงบริเวณโลโก้ OPPO ด้านหลังเครื่องเพราะตรงนั้นมีชิปประมวลผลอยู่นั่นเองครับ แต่โดยรวมก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ร้อนแบบรับได้ไม่ได้ร้อนจี๋จนเกินไปครับ

สรุปผลการทดสอบ OPPO N3

โดยรวมถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่มีจุดเด่นในเรื่องของกล้องถ่ายภาพแบบจริงจัง ทั้งการถ่ายภาพวิวทั่วไป หรือจะเป็นการถ่ายเซลฟี่ ด้วยกล้องหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซลที่ใช้เลนส์ของ Schneider Krueznach คุณภาพเยี่ยม แถมยังมาพร้อมกับสเปคที่เรียกว่าจัดเต็มเลย อย่างหน้าจอ IPS 5.5 นิ้วความละเอียด Full-HD , หน่วยประมวลผล Snapdragon 801 Quad-core 2.3 GHz , แรม 2GB , ความจุ 32GB เป็นต้น การใช้งานต่างๆลื่นไหลไม่มีปัญหา ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มีฟีเจอร์เด่นๆเรื่องกล้องและหน้าจอขนาดใหญ่จริงๆล่ะครับ :D

ราคาเปิดตัวของ OPPO N3 อยู่ที่ 19,990 บาท
[อัพเดทเมื่อ มกราคม 2558]

คู่แข่งในตลาด

โดยส่วนตัวคิดว่า OPPO N3 นั้นเป็นสมาร์ทโฟนที่มีกลุ่มตลาดที่แน่นอนอยู่แล้ว คือต้องการคุณภาพกล้องที่โดดเด่นทั้งกล้องหน้าและหลัง แถมยังมีลูกเล่นจุดเด่นที่กล้องหมุนได้อัตโนมัติ ซึ่งหากมองแบบนี้คู่แข่งก็มีไม่เยอะมากนักหรอกครับ อาทิ HTC Desire EYE ที่มีกล้องหน้าและหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซลแถมคุณภาพการถ่ายก็ยอดเยี่ยม หรือจะเป็นรุ่นน้องอย่าง OPPO N1 ที่มีกล้องหมุนได้เช่นกันแต่ไม่ใช่แบบอัตโนมัติ (ต้องใช้มือหมุนเอาเอง) ทั้งนี้ก็คงต้องลองไปจับตัวจริงและทดสอบคุณภาพกล้องกันอีกทีเพราะแต่ละรุ่นนั้นก็ทำได้ดีแตกต่างกันไปล่ะครับ 

จุดเด่น

  • ตัวกล้องหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ใช่เลนส์จากSchneider Krueznach คุณภาพเยี่ยม
  • หน้าจอ IPS ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full-HD แสดงผลสวยงาม
  • ColorOS 2.0 มีฟีเจอร์การใช้งานที่หลากหลาย
  • ที่สแกนลายนิ้วมือใช้งานได้สะดวกและรวดเร็ว
  • วัสดุและงานประกอบดูเนี้ยบด้วยกรอบเครื่องแบบ Aluminum Alloy
  • ไฟ LED แจ้งเตือน Skyline Notification สวยงามมากๆ
  • ความจุตัวเครื่องให้มาที่ 32GB
  • ระบบเสียง Diract HD ให้เสียงทรงพลัง
  • ระบบ VOOC Mini ชาร์จไฟได้รวดเร็วกว่า ระบบชาร์จปกติถึง 4 เท่า
  • ระบบ Smart Dual-SIM จะใช้งาน 2 ซิม หรือจะใช้เป็นช่องใส่ Micro-SD การ์ดก็ได้ 

จุดสังเกต

  • ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ และน้ำหนักค่อนข้างมาก อาจจะพกพาลำบากไปนิด
  • Expert Mode มีการตัดฟีเจอร์ปรับค่า Shutter Speed ออกไป

บทความโดย : เฮียแม๊พ. TechXcite