Review : ZTE Blade V6 สมาร์ทโฟนดีไซน์บางเฉียบ บอดี้โลหะในราคาที่จับต้องได้

TeamXcite | 7 มี.ค. 2559 09:52:51 (อัพเดต 17 มี.ค. 2559 15:48:59)

8781

VIEWS TeamXcite

Review : ZTE Blade V6 สมาร์ทโฟนดีไซน์บางเฉียบ บอดี้โลหะในราคาที่จับต้องได้

สวัสดีครับชาว TechXcite กลับมาพบกันอีกเช่นเคย กับการรีวิวสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจ โดยวันนี้ทีมงานจะมาทดสอบเจ้า ZTE Blade V6 ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนราคาไม่สูงมากนัก แต่ได้รูปโฉมที่ดูดีเลยทีเดียวรวมไปจนถึงสเปคที่ให้จัดเต็มสุดๆ ส่วนการใช้งานจะมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนมาติดตามกันได้จากรีวิวด้านล่างนี้กันดีกว่า

Hang On : ZTE Blade V6 [TH/ไทย] 


ดีไซน์ของ ZTE Blade V6

ภาพรวมของงานดีไซน์ดูสวยและมีความหรูหราอยู่ในตัว โดยเฉพาะตัวเครื่องนั้นจะเป็นแบบบอดี้โลหะ (Full metal body design) และตัวเครื่องมีความบางเบาเวลาหยิบจับถนัดเข้ามือไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป


คราวนี้มาพูดถึงขนาดหน้าจอแสดงผลกันบ้าง สำหรับเจ้า ZTE Blade V6 มาพร้อมขนาด
 5 นิ้ว ความละเอียด HD 720x1280 px


ขยับขึ้นมาด้านบนหน้าจอจะมีกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ส่วนตรงกลางจะเป็นลำโพง ถัดมาเป็นเซ็นเซอร์วัดแสงและเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับตัวเครื่องสมาร์ทโฟน (กรณีกำลังคุยโทรศัพท์หน้าจอจะถูกสั่งให้พักอัตโนมัติ)


มาต่อกันที่ด้านล่างของหน้าจะมีทั้งหมด 3 ปุ่ม ปุ่มซ้ายสุดคือ Recent Apps (แอปที่เปิดไว้ก่อนหน้านี้) ปุ่ม Home (กลับสู่หน้าหลัก) และขวาสุดจะเป็นปุ่ม Back (ย้อนกลับ) สำหรับปุ่ม Recent Apps กับปุ่ม Back เราสามารถเลือกสลับปุ่มได้ในเมนูตั้งค่าได้ (Settings) ซึ่งปุ่มผมมองว่าดูแปลกๆไปนิดนึงถ้าคนเพิ่งจะเคยใช้อาจจะไม่เข้าใจว่ามันไว้ทำอะไรเพราะว่าตัวสัญลักษณ์ทำออกมาเป็นเพียง จุด สีฟ้าเท่านั้น แต่ถ้าใช้ไปนานๆ คงจะชินไปเอง ^^


ส่วนฝั่งขวาของตัวเครื่องจะมีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ และ ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง


ฝั่งซ้ายของตัวเครื่องจะมีช่องใส่ซิมแบบไฮบริด (รองรับ 2 ซิม)


เมื่อจิ้มรูใส่ซิมออกมาจะเจอถาดใส่ซิม ซึ่งเราสามารถเลือกใช้งานได้ 2 วิธี คือ ใส่ซิมแบบ 2 ซิม (Micro Sim และ Nano Sim) หรือ ถ้าต้องการเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลก็สามารถใส่ (Mirco SD Card และ Micro Sim) โดยถ้าใส่ด้วยวิธีนี้ซิมจะใช้งานได้แค่ 1 ซิมเท่านั้น ซึ่งส่วนตัวแล้วทีมงานมองว่าทาง ZTE ออกแบบมาใช้งานค่อนข้างยากไปสักหน่อย


สำหรับด้านบนของตัวเครื่อง ZTE Blade V6 จะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.


ส่วนด้านล่างของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบพอร์ต Micro USB ใช้สำหรับชาร์จแบตเตอรี่หรือโอนถ่ายข้อมูล และถัดไปทางด้านขวาเป็นช่องไมโครโฟนสำหรับการสนทนา


ด้านหลังของตัวเครื่อง (ไม่สามารถถอดแบตเตอรี่ได้) โดยที่ส่วนบนจะเป็นกล้องถ่ายรูปความละเอียด 13 
ล้านพิกเซล และไฟแฟลช LED (2 ดวง) ในขณะที่ด้านล่างจะเป็นลำโพงของตัวเครื่อง


อุปกรณ์ภายในกล่อง ZTE Blade V6

ในส่วนอุปกรณ์ที่ติดมา ภายในจะมีตัวเครื่องสมาร์ทโฟน ZTE Blade V6, สาย USB, อแดปเตอร์ชาร์จไฟ, หูฟังและคู่มือการใช้งาน


สรุปสเปคโดยรวม ZTE Blade V6

  • ระบบปฎิบัติการ Android 5.0 (Lollipop) ครอบด้วย Mifavor UI 3.0
  • หน้าจอ 5.0 นิ้ว ความละเอียด HD IPS (1280 x 720 พิกเซล)
  • หน่วยประมวลผล Quad Core 1.3GHz , Qualcomm Snapdragon 615
  • แรม 2 GB
  • รอม 16 GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 32GB
  • แบตเตอรี่ 2,200 mAh
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช 2 ดวง
  • รองรับ 3G (850/900/2100)
  • รองรับ 4G (900/1800/2100)
  • รองรับ ซิมทั้งแบบ Micro และ Nano / SD

User Interface

ZTE Blade V6 รันบนระบบปฏิบัติการ Android 5.0.2 Lollipop และถูกครอบด้วย MiFaver 3.2 ซึ่งในเรื่องของการใช้งานทั่วไป ทำได้ลื่นไหลไม่มีอาการใดๆให้เห็นครับ


หน้าจอล็อคสกรีน

ในส่วนนี้จะเป็นภาพหน้าจอล็อค ซึ่งจะมีการแจ้งเตือนต่างๆ เช่น อีเมล, สายที่ไม่ได้รับ, ข้อความที่ส่งมา รวมไปจนถึงสถานะการใช้งานต่างๆ พร้อมทั้งมีไอคอนลัดเรียกใช้งานแอปด่วนจำนวน 2 ไอคอนนั่นก็คือโทรออก, กล้องถ่ายรูป ส่วนวิธีการใช้งานทำได้โดยแตะที่ไอคอนแล้วสไลด์เพื่อเข้าสู่แอป ในขณะเดียวกันถ้าเราต้องการปลดล็อครหัสผ่านเราไม่จำเป็นต้องพิมพ์รหัสผ่าน แต่สามารถพูดรหัสผ่านได้เลย สะดวกไปอีกแบบ (ฟีเจอร์นี้จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยนะ)


นอกจากนี้ถ้าเพื่อนๆคนไหนอยากได้หน้าจอล็อคสกีนที่มีลูกเล่นเพิ่มขึ้นทาง ZTE เขาก็พัฒนาแอปที่ชื่อว่า 
Start เป็นแอพที่เพิ่มความสามารถและลูกเล่นหน้าล็อคสกรีนให้เจ๋งขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว วิธีใช้งานก็ง่ายๆเพียงแค่เปิด แอป Start ขึ้นมาก็สามารถใช้งานได้ทันทีเลยครับ


หน้าจอโฮมสกรีน

หลังจากปลดล็อคเข้ามาหน้าจอหลักก็จะพบแอพพลิเคชั่นทั้งหมดที่มีในตัวเครื่องและสามารถเลือกวางวิดเจ็ดได้ด้วยตนเอง วิธีใช้งานก็กดค้างบนพื้นที่ว่าง แล้วเลือกวิดเจ็ดที่ต้องการมาวาง เท่านี้เราก็สามารถจัดการพื้นที่บนหน้าจอได้อย่างสบาย สบาย


ธีม

การเปลี่ยนธีมเพื่อนๆก็สามารถทำได้ง่ายๆเพียงแตะที่ด้านล่างของหน้าจอแล้วปัดขึ้นเท่านี้ก็สามารถเลือกรูปแบบที่ต้องการได้เลย ซึ่งจะมีตัวเลือกให้ปรับดังนี้ MiColor (สีของหน้าจอ), Wallpaper (พื้นหลัง), Icon (ไอคอน), Effect (ลูกเล่นต่างๆ)


นอกจากนี้ ZTE Blade V6 ยังสามารถปรับหน้าโฮมสกีนได้ถึง 3 แบบเลยทีเดียว โดยที่ตัว MiFaver Desktop จะเป็นหน้าโฮมที่ถูกตั้งให้เป็นค่าเริ่มต้น (Default) 


สำหรับ Family mode นี้จะเหมาะกับผู้สูงอายุ เพราะรูปแบบหน้าโฮมรวมถึงแอปหลักๆ ดูแล้วเข้าใจง่าย รวมถึงขนาดไอคอนและตัวอักษรที่ใหญ่กว่าปกติ


แอป AliveShare

แอป AliveShare เป็นแอปที่ติดมากับสมาร์ทโฟนตัวนี้ โดยจุดเด่นคือสามารถแชร์สิ่งต่างๆ ได้มากมาย เช่น เกมส์, รูปภาพ รวมไปจนถึงโอนย้ายข้อมูลจากเครื่องเก่าไปเครื่องใหม่ โดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต 


ประสิทธิภาพของ ZTE Blade V6 

คราวนี้มาว่ากันด้วยเรื่องของประสิทธิภาพกันบ้าง ซึ่งผลคะแนนที่ได้จากการทดสอบผ่านแอป AnTuTu Benchmark ก็ออกมาได้ 29,563 คะแนน ส่วนการทดสอบ MultiTouch Tester รองรับการสัมผัสหน้าจอได้สูงสุด 5 จุด


เกมส์

หลังจากพูดเรื่องประสิทธิภาพไปแล้ว คราวนี้มาถึงการลงภาคสนามจริงกันบ้างโดยเกมส์ที่จะมาทดสอบกันในวันนี้คือ Modern Combac และ Nitro Nation ซึ้งทั้ง 2 เกมส์ ต้องใช้กราฟฟิกสูงพอสมควร

หลังจากที่ทดสอบเล่นเกมส์แล้ว สมาร์ทโฟนตัวนี้สามารถเล่นได้อย่างสบายๆลื่นไหลสุดๆถึงแม้เกมส์ที่เรานำมาทดสอบจะต้องใช้กราฟฟิกสูงก็ตาม แต่ไม่มีปัญหาใดๆให้เห็น ซึ่งถ้าหากเพื่อนๆนำไปเล่นเกมส์ที่กราฟฟิกทั่วไปก็สามารถเล่นได้อย่างสบายๆ แน่นอนครับ


กล้องหลัง

ในส่วนกล้องหลังของ ZTE Blade V6 มาพร้อบกับ กล้องความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ไฟแฟลช LED 2 ดวง (ทำให้สีภาพออกมาดูสมจริง) สำหรับลูกเล่นหรือโหมดถ่ายภาพที่ติดมาในรุ่นนี้ก็จัดให้มาพอสมควร เช่น บิวตี้, พานอรามา, Live Photo, Motion Track, Multi angle view เป็นต้น


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยกล้องหลังของ ZTE Blade V6


ภาพถ่ายที่ใช้โหมดอัตโนมัติ


 ตัวอย่างภาพถ่ายพานอรามาแนวนอน


 ตัวอย่างภาพพานอรามาแนวตั้ง


ตัวอย่างวิดีโอที่ถ่ายจาก ZTE Blade V6 

หลังจากที่ทดลองถ่ายภาพแล้ว ถ้าเป็นการถ่ายภาพทั่วไปรูปภาพที่ได้ออกมาคุณภาพพอใช้ แต่ติดตรงระบบโฟกัสที่จับไม่ค่อยแม่นในบางครั้ง ส่วนการถ่ายภาพแบบพานอรามาสามารถถ่ายได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้งรวมถึงการใช้งานที่ง่าย ส่วนในเรื่องคุณภาพของไฟล์วิดิโอก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้งานปกติ อีกทั้งยังกำหนดความละเอียดวิดีโอได้ถึง Full HD อีกด้วย

กล้องหน้า

โดยรวมแล้วกล้องหน้าของ ZTE Blade V6 ถือว่าพอใช้ได้ แต่สำหรับขาเซลฟี่อาจต้องหาโหลดแอปเพิ่มเติมเพราะว่าโหมด บิวตี้ ไม่สามารถปรับระดับได้นะครัช


การใช้งานแบตเตอรี่ของ ZTE Blade V6

ZTE Blade V6 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 2200 mAh ซึ่งถือว่าน้อยไปนิด และจากการทดสอบใช้งานจริงก็พบว่า ถ้าใช้งานประจำวันทั่วไปอย่างเช่นเล่นเน็ต, ฟังเพลง ก็ยังเพียงพอที่ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน แต่ถ้าลองเล่นเกมส์และใช้งานโซเชี่ยวต่างๆ เช่น Facebook แบตค่อนข้างจะหมดไวพอสมควรเลยหล่ะ ซึ่งเพื่อนๆ อาจแก้ปัญหาโดยหาซื้อพาวเวอร์แบงค์ติดไว้สักตัว 

ส่วนราคาของเจ้า ZTE Blade V6 อยู่ที่ 5,690 บาท 

ตอนนี้ ZTE จับมือร่วมกับค่าย AIS ในการจัดโปรโมชั่น “AIS SUPER DEAL” ซึ่งตัวเครื่องจะมีราคาเพียง 2,990 บาท (ชำระค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท) ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจก็เข้าไปสอบถามที่ศูนย์เอไอเอสได้เลย

ข้อดี

  • ราคาไม่แพงจนเกินไป
  • ดีไซน์สวยงาม บางเบาในราคาที่จับต้องได้
  • รองรับ 2 ซิม
  • สเปคให้มาคุ้มกับราคา

ข้อสังเกต

  • งานประกอบยังมีบางจุดที่ทำไม่เนียน
  • แบตเตอรี่ค่อนข้างหมดไวถ้าเล่นเกมส์หรือโซเชียล
  • กล้องหน้าโหมดบิวตี้ไม่สามารถปรับระดับได้


 

สามารถเป็นเจ้าของ ZTE Blade V6 สมาร์ทโฟนดีไซน์บางเฉียบได้ง่ายๆที่นี่เลยจ้า

>>>สั่งซื้อที่นี่<<<