มือถือเครื่องเดียวก็เที่ยวได้ ป๋าเอกพาท่องญี่ปุ่นตะลุยถ่ายรูปไปกับ Huawei Mate 10 Pro! (Part 1: โอไดบะ)

ป๋าเอก | 3 ม.ค. 2561 12:16:04 (อัพเดต 4 ม.ค. 2561 15:54:11)

14305

VIEWS ป๋าเอก

:: มือถือเครื่องเดียวก็เที่ยวได้ ป๋าเอกพาท่องญี่ปุ่นตะลุยถ่ายรูปไปกับ Huawei Mate 10 Pro! (Part 1: โอไดบะ) ::

ยุคนี้การถ่ายภาพด้วยสมาร์ตโฟนดูจะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับหลายๆคนไปแล้ว ด้วยขนาดตัวเครื่องที่พกพาสะดวกพร้อมหยิบขึ้นมาเก็บช่วงเวลาสำคัญได้ตลอดเวลา, คุณภาพกล้องที่ดีขึ้นตามลำดับด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆที่แต่ละค่ายใส่เข้ามา รวมไปจนถึงความสามารถในการแต่งภาพและแชร์ผลงานออกสู่โซเชี่ยลต่างๆได้ในตัวเอง

แน่นอนครับว่าหนึ่งในผู้ผลิตที่ดูเหมือนจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องของการถ่ายภาพด้วยมือถือนั้นเห็นจะหนีไม่พ้น Huawei ที่ช่วงสองสามปีปีที่ผ่านมาพวกเขาได้ไปจับมือกับแบรนด์ด้านการถ่ายภาพระดับโลกอย่าง Leica จนส่งผลลัพธ์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ในตระกูล Huawei P Series และ Huawei Mate Series ที่เป็นสมาร์ตโฟนกล้องคู่เลนส์ไลก้าที่สามารถใช้งานสำหรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอหรือจะถ่ายภาพขาวดำอารมณ์จัดๆอันเป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ก็สามารถทำได้

นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นด้านการถ่ายภาพให้ได้ใช้งานกันอีกเพียบทั้งโหมดโปรที่สามารถปรับแต่งการตั้งค่ากล้องได้ตามใจ รวมไปจนถึงอย่างล่าสุดกับ Huawei Mate 10 Pro ที่เพิ่งออกมานั้นก็มีเรื่องของ AI ที่สามารถตรวจสอบวัตถุในฉากพร้อมกับปรับโหมดการถ่ายภาพให้เหมาะสมได้แบบอัตโนมัติเป็นอาทิ

ว่าแล้วเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสลาพักร้อนยาวๆ (ก็สะสมวันลามาทั้งปีนี่เนอะ 555+) ไปพักผ่อนกันยาวๆที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งวางแผนกันมาตั้งแต่ต้นปีแล้วละ ก็เลยนึกสนุกขึ้นมาว่าทริปนี้จะขอทดลองหักห้ามใจตัวเองให้ใช้แค่มือถือถ่ายรูปตลอดทั้งการเดินทาง ดูสิว่ากล้องสมาร์ตโฟนยุคนี้เขาพัฒนากันไปถึงไหนแล้ว

ซึ่งในทริปนี้ผมได้หนีบเอา Huawei Mate 10 Pro รุ่นล่าสุดไปออกทริปด้วยเพราะเห็นว่าเป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนที่ได้รับคะแนนสูงระดับท็อปทรีของ DxOMark Mobile (เว็บให้คะแนนเรื่องกล้องมือถือที่หลายคนชอบใช้กัน) คือเอาจริงๆก่อนหน้านี้ผมก็ใช้งาน Huawei P10 Plus อยู่แล้วละครับ พอมีโอกาสได้อัพเกรดมาเป็น Huawei Mate 10 Pro เลยอดใจไม่ไหวต้องลองของสักหน่อยว่างานเขายังดีเหมือนเดิมหรือเปล่า อิ_อิ

อ้อ! ต้องบอกก่อนเลยว่าภาพถ่ายที่ทุกท่านจะเห็นกันด้านล่างนี้เป็นผลงานของกล้อง Huawei Mate 10 Pro บวกกับขาตั้งกล้อง Manfrotto Pixi (ซื้อมาก่อนออกทริปที่งานโฟโต้แฟร์รอบปลายปี) และแอพ VSCO X ที่ผมสมัครสมาชิกรายปีอยู่ คือพูดง่ายๆผมเป็นคนชอบการจบกระบวนการทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ถ่าย-แต่งรูป-แชร์ในมือถือไปเลย ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคลละครับ :)

Part 1: Odaiba (โอไดบะ)

สำหรับโอไดบะนั้นน่าจะเป็นไฮไลต์สำคัญในทริปญี่ปุ่นคราวนี้ของผมเลยก็ว่าได้เพราะถึงแม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามอนิเมะกันดั้ม แต่ก็ฝันว่าสักครั้งนึงคงจะได้มาดูหุุ่นรบขนาดยักษ์ที่โอไดบะแบบตัวเป็นๆสักครั้ง ยิ่งตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเขาเพิ่งจะนำ Unicorn Gundam สีขาวสุดเท่เข้ามาประจำการแทนเมื่อช่วงปี 2017 เลยยิ่งทวีความอยากดูตัวจริงเข้าไปอีกเป็นทวีคูณ 555+

ว่าแล้วก็เลยต้องมาลงรถไฟที่สถานี Shimbashi เพราะการเดินทางไปโอไดบะนั้นไม่สามารถที่จะใช้ตั๋วร่วมกับ JR Pass ที่ซื้อมาได้ ต้องมาซื้อตั๋วใบเล็กๆ (หรือจะจ่ายผ่านบัตร Suica, Pasmo ก็แล้วแต่สะดวก) ที่สถานีนี้เพื่อนั่งรถไฟสาย Yurikamome เข้าไปยังโอไดบะอีกทีหนึ่ง

แผนที่ Shimbashi Station

ของผมเลือกที่จะลงที่สถานียอดนิยม Odaiba-kaihinkoen ซึ่งจากตรงนี้จะเป็นจุดรวมแลนด์มาร์คสำคัญๆของโอไดบะมากมาย เริ่มต้นกันที่บรเิวณหน้าห้างสรรพสินค้า Decks Tokyo Beach ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับสวนสาธารณะริมทะเล Odaiba Seaside Park พอดีช่วงที่ผมแวะไปเป็นเวลากำลังโพล้เพล้พอดี

เห็นท้องฟ้าสีสวยๆแบบนี้แถมยังเป็นช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาสแล้วด้วย เลยหยิบ Huawei Mate 10 Pro ขึ้นมาถ่ายภาพด้วย Night Mode เสียเลย ต้องบอกว่าโหมดนี้ต้องอาศัยการถ่ายภาพโดยตั้งกล้องให้นิ่งๆ (ที่มาของการไปซื้อขาตั้งมาใช้เพิ่ม) แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาผมว่ามือถือเก็บรายละเอียดออกมาได้ดีมากเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของแสงไฟจากทั้งฝั่งห้างและต้นคริสต์มาสนั้นเนียนตาดีเหลือเกิน

แผนที่ Decks Tokyo Beach

สำหรับห้าง Decks นี่ก็มีทั้งศูนย์ชอปปิ้ง, ร้านอาหาร รวมไปจนถึงความบันเทิงประเภทต่างๆให้ได้เลือกใช้บริการกัน ของผมเองมีเวลาแวะไปเดินชั้น 3 อยู่นิดหน่อย เพราะในนั้นมีแฟรนไชส์ร้านขายรองเท้า ABC Mart อยู่ด้วย แต่ที่แน่ๆก็คือที่ห้างนี้คือที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง Madame Tussauds รวมอยู่ด่้วย

พอดีด้านหน้าเขามีหุ่นของมาริลีน แมนสัน เอ้ย! มอนโร ตั้งโชว์ไว้อยู่เลยต้องขอลองโหมด Wide Aperture ใน Huawei Mate 10 Pro กันสักหน่อย ซึ่งในโหมดนี้เราจะสามารถถ่ายภาพก่อนแล้วมาเลือกจุดโฟกัสได้ในภายหลังแถมเลือกได้ตามอำเภอใจจริงๆ ปรับได้แม้กระทั่งขนาดรูรับแสงให้่ยิ่งกว้างกว่าเดิม (สุดๆที่ f/0.95) เพื่อให้ฉากหลังเป็นโบเก้ละลายหลังอย่างที่หลายคนชื่นชอบกัน เอาเป็นว่าถ้าแสงได้มุมดีรับรองภาพถ่ายหลายๆรูปออกมามีว้าวแน่นอน!

อีกหนึ่งภาพที่ค่อนข้างประทับใจมากจากทริปนี้ก็คือภาพที่ทุกท่านเห็นกันอยู่ด้านบนสุดของบทความนี้นั่นละครับ ผมต้องเดินออกมาจนถึงริมชายหาดโอไดบะซึ่งจะมีสะพานทอดยาวออกไปในทะเลอีกหน่อยนึง ตรงนี้เราสามารถที่จะเดินมาจนสุดแล้วถ่ายรูปย้อนกลับไปยังฝั่งโตเกียวแล้วจะเห็นสะพานสีรุ้ง Rainbow Bridge ที่เปิดไฟในยามค่ำคืนดูสวยงามและโรแมนติคไม่ใช่เล่น 

ตอนที่ผมไปนั้นจำได้ว่ามีคนถ่ายรูปอยู่ไม่กี่คนเพราะอากาศหนาวใช่เล่นสัก 3-4 องศาแถมลมพัดใช้ได้ตามประสาริมชายหาด ว่าแล้วผมก็ตั้ง Huawei Mate 10 Pro บนขากล้องแล้วเลือกโหมด Silky Water ให้น้ำมีความพลิ้วแบบนิ่งๆ ของผมปล่อยไว้นานสักประมาณนาทีนึงให้แสงไฟจากสะพานลงมาทอประกายใส่ให้มันยิ่งดูแจ่มเข้าไปอีก ดูเผินๆนึกว่าวอลล์เปเปอร์วินโดวส์อะไรแบบนี้ซะอีก 555+

แต่ถ้าไม่อยากรอนานก็สามารถใช้เลนส์เทเล x2 ของ Huawei Mate 10 Pro แล้วกดถ่ายเลยก็จะได้ภาพในอีกอารมณ์แบบรูปข้างบนนี้ครับ

แผนที่ Odaiba Seaside Park

แต่ถ้ามองย้อนกลับมาจากมุมเดียวกันคุณจะพบว่าด้านนี้เองก็ไม่ธรรมดา เพราะจากมุมดังกล่าวเราสามารถถ่ายภาพแลนด์สเคปของโอไดบะโดยจะมีตึกด้านหน้าเป็นห้างสรรพสินค้า Decks Tokyo Beach และด้านหลังที่เห็นเหมือนเป็นตึกทรงยานอวกาศนั้นคือสถานีโทรทัศน์ Fuji TV ซึ่งบริเวณทรงกลมๆที่เห็นอยู่นั้นคือจุดชมวิวชั้น 25 ซึ่งจะสามารถเห็นทัศนียภาพโดยรอบของโอไดบะได้อย่างเต็มที่ (เสียดายผมมาตอนค่ำแล้วซึ่งปิดให้บริการ - เวลาแนะนำคือสัก 5 โมงเย็นกำลังสวย)

ตรงนี้ผมยกกล้องขึ้นมาสูงอีกนิดโดยเอาขากล้องไปเกี่ยวกับราวสะพานแล้วกลั้นหายใจให้มือนิ่งๆเวลาถ่ายด้วย Night Mode ของ Huawei Mate 10 Pro ครับ ถ้าคนแถวนั้นมาเห็นก็คงงงว่าไอ้นี่มันมายืนหนาวอะไรอยู่ริมทะเลคนเดียว มือนี่เย็นเฉียบไปหมดแต่แลกมากับภาพแล้วก็ถือว่าคุ้มนะ ;)

แผนที่ Fuji TV

อีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ไม่ต้องไปไกลถึงอเมริกาก็สามารถไปถ่ายได้ 555+ นั่นก็คือเทพีเสรีภาพไซส์มินิ Odaiba Statue of Liberty ซึ่งตรงนี้ก็จะมีมุมมหาชนอยู่ที่แม่นางเทพีของเราจะอยู่ด้านหน้าโดยมีแบ็คกราวด์เป็นสะพาน Rainbow Bridge และตึกรามบ้านช่องฝั่งโตเกียวเห็นอยู่ไกลๆ ตรงนี้คนจะถ่ายรูปเซลฟี่กันเยอะอยู่ไม่เบาก็ต้องอาศัยจังหวะดีๆพอมีช่องว่างปุ๊บก็รีบแทรกตัวเข้าไปเลย

ส่วนหลักการจะคล้ายๆกับรูปก่อนหน้านี้คือมีราวสะพานอยู่พอดี ให้เราเอามือถือที่ติดกับขาตั้งไปวางไว้แล้วเชิดขึ้นไปถ่ายภาพจะได้มุมที่ดูมีพาวเวอร์ดี (อีกเหตุผลคือขาตั้งผมมันอันเล็กขนาดพกพานั่นแหละ อิ_อิ) กด Night Mode แล้วปล่อยให้มือถือทำงานไป แค่นี้ก็ได้ภาพสวยๆแล้ว

แผนที่ Odaiba Statue of Liberty

และแล้วก็มาถึงไฮไลต์สำคัญของทริปนี้นั่นก็คือการแวะไปสักการะเจ้าพ่อ RX-0 Unicorn Gundam ตัวเป็นๆที่เห็นแวบแรกก็ต้องร้องว้าวเลยว่า "เฮ้ย! เรามาถึงญี่ปุ่นจริงๆแล้วหวะ" ภาพนี้ไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้่องแล้วครับเพราะกดสแนปจากมือถือโดยตรงเลย เพราะต้องบอกว่าพื้นที่บริเวณหน้าหุ่นกันดั้มนั้นจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มารอชมการแสดงของหุ่นกันดั้มซึ่งจะมีรอบการแสดงเท่าที่ทราบคือเวลา 19.30, 20.00, 20.30, 21.00 และ 21.30 น. ตามลำดับ

อย่างรอบที่ผมไปดูมานั้นก็จะเป็นการแปลงร่างของหุ่นกันดั้มกลับไปกลับมาในโหมด Unicorn, Destroyer และ Awakened ประกอบไปกับจอด้านหลังที่จะฉายอนิเมะกันดั้มคลอไปกับเพลงที่ตื่นเต้นชิบเป๋ง ขนาดเราไม่อินไปดูยังรู้สึกเร้าใจโคตรๆ 555+ รอบนึงก็ประมาณ 7-8 นาทีดูจบต่างคนก็ต่างแยกย้ายเดี๋ยวพอรอบใหม่ค่อยกลับมาแน่นอีก

แผนที่ RX-0 Unicorn Gundam

แน่นอนว่านอกเหนือจากพี่บิ๊ก Unicorn Gundam ด้านหน้าแล้ว บริเวณด้านข้างของหุ่นเองก็ยังมีพื้นที่สำหรับการจัดแสดงกันดั้มในรูปแบบอื่นๆซึ่งก็ขึ้นอยู่กับช่วงที่คุณแวะไปว่าเขากำลังโชว์อะไรกันอยู่ด้วย และที่สำคัญก็คือมีร้านขายของที่ระลึกกันดั้มขนาดย่อมๆอยู่หน้าห้าง Diver City Tokyo ซึ่งจะมีกันพลารุ่นพิเศษลิมิเต็ดที่มีขายเฉพาะที่นี่ด้วยนะ

แต่ถ้าอยากสัมผัสความเป็นกันดั้มที่แท้ทรูผมขอแนะนำให้แวะไปที่ชั้น 7 ของห้างนี้ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของ Gundam Base Tokyo เลยครับ รับรองว่าสาวกกันพลาได้ร้องกรี๊ดกร๊าดกันแน่นอนเพราะเขารวมทุกสิ่งที่เป็นกันดั้มมาไว้ในที่นี้แหละ เสียดายรอบนี้ต้องทำเวลานิดหน่อยผมเลยไม่ได้แวะเข้าไปดูด้านในด้วย (แต่แค่ร้านข้างนอกยังทำผมหมดเงินกับกันพลาไปหลายพัน...ต่อก็ไม่เป็นนะ แต่อยากลอง :P)

แผนที่ The Gundam Base Tokyo

ในช่วงเวลาใกล้คริสต์มาสแบบนี้ทางด้านของหลายๆห้างในฝั่งโอไดบะเองก็จะมีการนำไฟมาประดับประดาตามอาคารและสถานที่ภายนอกให้ผู้ที่เดินทางผ่านไปมาได้ชักภาพกันเป็นระยะ ลองหาข้อมููลไว้ดูได้ครับสำหรับเทศกาล Odaiba Illumination มีกันเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าปีนั้นจะเป็นธีมอะไรบ้าง

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่สนใจ: https://www.odaiba-decks.com/en/yakei 

แม้จะไม่ได้ใกล้ชิด แต่แค่เห็นเธออยู่ห่างๆก็พอใจแล้ว สำหรับแม่สาวน้อยกระเช้าลอยฟ้า Daikanransha บริเวณห้างสรรพสินค้า Palette Town ที่รอบนี้แม้ว่าจะไม่ได้ขึ้นไปชมทิวทัศน์จากด้านบน (ขึ้นคนเดียวมันจะดูเปลี่ยวใจยังไงชอบกล 555+) แต่ก็ขอเก็บภาพไว้โดยใช้โหมด Tail light trails สำหรับการถ่ายภาพแสงวิ่งหรือไฟวิ่งอย่างที่หลายคนชอบเรียกกัน

ซึ่งความดีงามของโหมดนี้ในสมาร์ตโฟน Huawei ซึ่งก็รวมถึง Huawei Mate 10 Pro รุ่นนี้ด้วยก็คือเราสามารถเห็นภาพไฟวิ่งที่เกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์บนหน้าจอมือถือของเรา ไม่ต้องมาเสียเวลากดถ่ายไปก่อนแล้วมาเดาสุ่มทีหลังว่าภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไรอีกต่อไป ภาพที่ออกมาก็จะได้เป็นรูปกระเช้าสวยๆมีไฟวิ่งหมุนติ้วๆเหมือนกงล้อแบบที่้เห็นกันอยู่นี่แหละครับ

แผนที่ Daikanransha

ชอตต่อมาผมก็เดินมาถ่ายทางเดินข้ามสะพานใกล้ๆกับ Palette Town นี่ละ องค์ประกอบภาพนี้มันแจ่มตรงที่มีเส้นนำสายตาเต็มไปสู่จุดเดียวกันหมดเลยก็ต้องขอสแนปจาก Huawei Mate 10 Pro แบบเบาๆ จะเห็นว่าคอนทราสต์นั้นค่อนข้างชัดเจนระหว่างจุดที่สว่างและจุดที่มืดภายในภาพ เสียดายพยายามเล็งช่วงที่ไม่มีคนแล้วครับแต่คนเดินผ่านทางนี้ตลอดเวลาเลยไม่งั้นคงจะเด็ดสะระตี่ยิ่งกว่านี้ TT

แผนที่ Teleport Bridge

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากใน Huawei Mate 10 Pro ก็คือขนาดรูรับแสงที่กว้างกว่าใครเพื่อนในฝั่งมือถือด้วยกันคือ f/1.6 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คุณสามารถสร้างสรรค์ภาพสวยๆในช่วงเวลากลางคืนหรือแม้กระทั่งในที่แสงน้อยได้สนุกยิ่งขึ้น

อย่างในรูปนี้ผมเห็นหน้าตึกออฟฟิศแห่งหนึ่งเขามีต้นไม้ที่ประดับไฟในช่วงคริสต์มาสพอดีก็เลยลองเอากล้องเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆกับต้นไม้เพื่อให้เกิดความตื้นลึกระหว่างฉากหน้าและฉากหลัง เมื่อมาบวกเข้ากับโหมด Wide Aperture ก็ยิ่งทำให้เราสามารถละลายฉากด้านหลังจนเกิดดวงไฟโบเก้สีสวยได้ง่ายๆแบบที่ไม่ต้องถึงขนาดเป็นโปรขั้นเทพก็สามารถถ่ายรุปแบบนี้ได้แล้วครับ

ปิดท้ายกันที่ภาพนี้ซึ่งไม่รู้ว่าเล่นใหญ่รัชดาลัยไปไหน 555+ แต่พอดีระหว่างทางที่จะเดินไปขึ้นรถไฟ Yurikamome เพื่อกลับฝั่งโตเกียวนั้น มันดันมีออฟฟิศข้างๆต้นไม้ติดไฟคริสต์มาสเมื่อตะกี้นี้ที่เปิดไฟหน้าตึกทิ้งไว้เหมือนเป็นสปอตไลต์ส่องลงมาพอดี

เมื่อเห็นว่าองค์ประกอบภาพน่าสนใจไม่เบา ผมก็เลยใช้วิธีตั้งมือถือกับขากล้องแล้วกดตั้งเวลาถ่ายรูปเอาไว้ 10 วินาที ก่อนจะรีบวิ่งตาเหลือกมายังจุดนัดพบให้ทันเวลาลั่นชัตเตอร์ เห็นรูปออกมาดูเท่เป็น rap is now อย่างนี้ เบื้องหลังนี่วิ่งไปวิ่งมาบนบันไดหลายรอบอยู่เหมือนกัน

เป็นอันพิสูจน์ไปเลยชัดๆว่าถึงจะมาญี่ปุ่นแบบโซโล่ แต่มือถือเครื่องเดียวก็เที่ยว (และเปรี้ยว) ได้เหมือนกันนะ!

ก็ขอจบกันไปก่อนสำหรับตอนแรกของบทความ "มือถือเครื่องเดียวก็เที่ยวได้ ป๋าเอกพาท่องญี่ปุ่นตะลุยถ่ายรูปไปกับ Huawei Mate 10 Pro!" ถ้ารู้สึกชอบหรือไม่ชอบตรงไหนก็มาคอมเมนต์บอกกันได้ใต้บทความนี้เลยนะครับ เพราะคิดว่าปีนี้คงมีซีรีส์พามือถือออกไปเที่ยวนอกบ้านให้ชมกันบ่อยขึ้นกว่าเดิมแน่นอน รับรองว่าอ่านจบแล้วคุณอาจจะคิดเหมือนผมก็ได้นะว่าเราอาจจะยังไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพของสมาร์ตโฟนในมืออย่างเต็มที่เสียด้วยซ้ำ! แล้วเจอกันใหม่ในวันต่อๆไป สวัสดีครับ :)

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite