Preview : Samsung Galaxy S9 | S9+ เติบโตแบบก้าวกระโดดสู่อีกขีดขั้นของที่สุดแห่งสมาร์ทโฟน !!

เฮียแม็พ | 25 ก.พ. 2561 18:59:34 (อัพเดต 26 ก.พ. 2561 01:03:27)

65277

VIEWS เฮียแม็พ

Preview : Samsung Galaxy S9 | S9+ เติบโตแบบก้าวกระโดดสู่อีกขีดขั้นของ
ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟน !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความพรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย แน่นอนว่าสมาร์ทโฟนที่เราจะมาพรีวิวให้ชมกันวันนี้จะเป็นรุ่นไหนไปไม่ได้นอกจาก Galaxy S9 และ S9+ สองสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของ Samsung ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปสดๆร้อนเมื่อสักครู่นี้เอง

โดยรอบนี้ทั้งสองรุ่นมีจุดที่แตกต่างกันไปจากรุ่นก่อนพอสมควร ทั้งในเรื่องของความสามารถใหม่ๆที่เพิ่มเข้ามาและความแตกต่างของรุ่นปกติและรุ่น + (พลัส) ด้วย ส่วนจะต่างกันยังไงบ้าง อย่ารอช้าอยู่เลย มาชมพรีวิวของเรือธงรุ่นใหม่นี้กันเถอะ :D

แกะกล่องกันก่อน

ถึงแม้จะเป็นแค่พรีวิวแต่แอบมีกล่องมาให้เราได้เปิดด้วยนิดหน่อย (แต่ของไม่ครบ :P)เอาเป็นว่าตัวกล่องเหมือนกับ S8 เป๊ะๆ ด้านหน้ามีเขียนชื่อรุ่นชัดเจนว่า S9 แบบนี้ (กลับหัวก็เป็นอีกรุ่นไปเลยนะ 555)

หูฟังเป็นของ AKG แบบเดียวกับตอน S8 เลยใครเคยลองใช้ก็น่าจะชื่นชอบเสียงจากหูฟังตัวนี้กันเนอะ

อุปกรณ์ภายในกล่องน่าสนใจตรงรอบนี้มีเคสซิลิโคนใสมาให้ด้วย แต่ตัวเคสจะเป็นแบบเคสนิ่มแทน ต่างจากตอน Note 8 หรือ A8 ที่เป็นเคสแข็งเนาะ

มีเคสแต่ไม่มีฟิล์มมาให้นะ แต่สำหรับคนที่เป็นห่วงว่ารุ่นใหม่แบบนี้จะหาฟิล์มยากรึเปล่า ไม่ต้องห่วงครับเพราะเห็นว่าเมื่อตัวเครื่องวางขายทาง Focus เขาก็จะมีฟิล์มกระจกกันรอย 3D Full Stick แบบเต็มจอให้เลือกใช้งานกันด้วย หมดปัญหาเรื่องฟิล์มกันรอยไปได้เลย :P

แรกสัมผัส Galaxy S9 | S9+

สำหรับคนที่คุ้นชินกับ Galaxy S8 (S8+)ในปีที่แล้ว เมื่อได้มาเห็นรูปลักษณ์ของ Galaxy S9 กับ S9+ แล้วก็คงรู้สึกว่าไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งเมื่อลองสัมผัสจริงก็ไม่ได้ต่างไปมากจริงๆ ความรู้สึกที่หรูหราและสวยงามยังคงมาครบถ้วนด้วยวัสดุแบบกระจกผสานกับกรอบโลหะอย่างดี หน้าจอ Infinity Display ที่สร้างความว้าวให้เราในปีที่แล้วยังคงติดมาด้วยบนรุ่นนี้ !

ทั้ง 2 รุ่นนี้ยังคงมาพร้อมกับ 2 ไซซ์ 2 ขนาดหน้าจอเหมือนเดิม โดย Galaxy S9 นั้นจะมีขนาดอยู่ที่ 5.8 นิ้ว ส่วนรุ่น S9+ ให้ขนาดมาที่ 6.2 นิ้ว ชนิดหน้าจอเป็น Super Amoled แบบ Infinity Display อัตราส่วนแปลกไปจากคู่แข่งอื่นๆในตลาดนิดหน่อยที่ 18.5:9 (รุ่นอื่นเป็น 18:9แต่ไม่ต่างจาก S8 เดิมคือมันยาวๆหน่อยๆ แน่นอนว่าการแสดงผลและมุมมองของจอยังสวยมีมิติไร้ที่ติจริงๆครับ

กระจกด้านหน้าก็ยังคงเป็นกระจกโค้งแบบ 3D ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสมาร์ทโฟนเรือธง Samsung เท่านั้น ตัวมุมจอมีความโค้งสวยและเนียนมือเวลาสัมผัสมากๆ ยังโค้งอยู่นะจ๊ะ :P

ด้านหน้ายังคงเป็นสีดำทั้งหมดอยู่ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเป็นสีอื่นก็ตาม เหนือหน้าจอมีเซ็นเซอร์ต่างๆมากมาย ตรงนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ Samsung เลือกใช้หน้าจอสีดำเพื่อกลบตำแหน่งเซ็นเซอร์มากมายนี่ด้วย รอบนี้เพิ่มฟิล์มสีดำเข้าไปอีกชั้นเพื่อให้ตัวหน้าจอมีสีที่ดำสนิท ซ้ายสุดมีไฟ LED แจ้งเตือน, ไฟ Infrared (สำหรับใช้งานสแกนม่านตา), เซ็นเซอร์วัดแสงและจับระยะ, ลำโพงสนทนา, กล้องหน้า และตัวเซ็นเซอร์สแกนม่านตาครับ

ล่างหน้าจอจะเห็นว่าตัวขอบหน้าจอทำได้บางลงไปกว่าตอน S8 อยู่นิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆ) ตรงด้านล่างนี้ยังคงฝังปุ่มโฮมที่รองรับแรงกดแบบ Force Touch อยู่ด้วยเอาไว้ใช้งานเข้าสู่หน้าหลักได้ง่ายๆ

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังของตัวเครื่องนี่แหละเราจะเจอความแตกต่างของรุ่นปกติและรุ่น + อย่างชัดเจนกันในรอบนี้คือ Galaxy S9 รุ่นปกตินั้นจะมาพร้อมกับกล้องหลังเพียงตัวเดียว ส่วนรุ่น S9+ นั้นจะให้กล้องหลังคู่แทน การวางตำแหน่งของกล้องยังคงวางไว้ตรงกลางชัดเจน ส่วนกล้องคู่ก็วางแนวตั้งต่างจากตอน Note 8 ที่วางแนวนอนแล้วมันแอบไม่สมมาตรฐานเท่าไหร่

เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือปรับตำแหน่งมาไว้ใต้กล้องเรียบร้อย กลายเป็นตำแหน่งเดียวกับ A8 2018 ซึ่งส่วนตัวผมชอบแบบนี้กว่าตอน S8 หรือ Note 8 เยอะ เพราะมันเอื้อมนิ้วไปสแกนได้ง่ายกว่าจริงๆ ไม่ต้องกลัวไปแตะมั่วไปโดนเลนส์กล้องให้กล้องมันมัวเปล่าๆ เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจยังวางไว้ข้างๆอยู่เช่นเคย ถึงแม้จะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ แต่ Samsung ก็ยังเลือกที่จะใส่มาให้อยู่ -.-"

วัสดุของฝาหลังยังคงเป็นกระจกโค้ง 3D เช่นเดียวกับด้านหน้า ทำมุมความโค้งได้ดีกลืนไปกับขอบโลหะได้อย่างไร้รอยต่อ ผิวสัมผัสหรูหราตามสไตล์เรือธงจริงๆ แต่เรื่องรอยนิ้วมือกับกระจกแบบนี้ไม่รู้จะแก้ยังไงเนอะ

ด้านบนมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบไฮบริดเลือกเอาว่าจะใส่แบบซิมเดียว หนึ่งเม็ม หรือ 2 ซิมก็ตามสะดว

ด้านขวามือมีเพียงปุ่ม Power ไว้ใช้เปิด-ปิด หรือล็อกเครื่องเท่านั้น

ด้านซ้ายมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่ม Bixby มาให้เช่นเดียวกับ Galaxy S8

ด้านล่างจะมีพอร์ตการเชื่อมต่ออย่าง USB Type-C อยู่ และหลายๆคนคงดีใจที่ Samsung ยังไม่ตัดพอร์ตหูฟัง 3.5 มม.ออกไปจากรุ่นนี้ด้วย ใช้หูฟังเดิมๆกันได้อยู่ไม่ต้องเพิ่งอแดปเตอร์นะจ๊ะ ส่วนทางขวาก็เป็นไมโครโฟนและลำโพงหลักของตัวเครื่อง ดีไซน์ของช่องลำโพงเปลี่ยนเป็นแถบยาวๆต่างจากรุ่นก่อนที่เป็นช่องๆ

ในเรื่องดีไซน์เห็นแบบนี้ต้องบอกว่ามีความคล้ายกับ Galaxy S8 หรือ S8+ เดิมมากๆ ทั้งในเรื่องของหน้าจอโค้งที่สวยงาม, Infinity Display ยาวและเต็มพื้นที่ด้านหน้าได้อย่างลงตัว, วัสดุงานประกอบที่ใ้ช้กระจกและโลหะแบบไร้รอยต่อ ดูเผินๆก็ไม่รู้สึกว่าต่างไปจากรุ่นเดิมมากนัก (คล้ายตอน S6 มา S7)แต่ก็มีจุดที่เปลี่ยนให้ดีขึ้นอย่างเรื่องของขอบหน้าจอที่บางลงอีกหน่อยหรือการวางตำแหน่งของเซ็นเซอร์ที่ดูเหมาะกับการใช้งานมากขึ้น ถ้าจะให้อธิบายเรื่องดีไซน์แบบเข้าใจง่ายก็เหมือนเป็นการปรับข้อด้อยของ S8 ให้สมบูรณ์มากขึ้นนั่นเองครับ !

สีสันของ Galaxy S9 | S9+ รอบนี้ก็ตามข่าวลือที่ได้อ่านกันมาเลยครับ มีให้เลือก 4 สีหลักคือ Midnight Black (ดำ),Titanium Grey (เงิน), Coral Blue (ฟ้า) และ Lilac Purple (สีม่วงดอกไลแลค) ซึ่งสีที่ว่านี้ก็อย่างที่บอกไปครับ จะเห็นเฉพาะตรงฝาหลังและกรอบเครื่องเท่านั้นด้านหน้าเป็นสีดำหมดเนอะ

สเปค Samsung Galaxy S9 | S9+

  • รัน Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย Samsung Experience 9.0
  • หน้าจอ Super Amoled โค้ง 5.8 นิ้ว (S9) / 6.2 นิ้ว (S9+) ความละเอียด QHD+ 2960x1440 พิกเซล อัตราส่วน 18.5:9
  • ชิปเซ็ต Exynos 9810 Octa-core (Quad-core 2.9GHz + Quad-core 1.9GHz)
  • ชิปกราฟิก Mali-G72 MP18 GPU
  • แรม 4GB (S9) / 6GB (S9+)
  • รอม 64GB
  • แบตเตอรี่ 3,000mAh (S9) / 3,500mAh (S9+)
  • รองรับระบบ Fast Charge
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/1.7 รองรับ AF
  • กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.5, f/2.4 (S9)
  • กล้องหลังคู่ 12 + 12 ล้านพิกเซล f/1.5, f/2.4 + f/2.4 (S9+)
  • รองรับวิดีโอแบบ Super Slow Motion (960fps HD)
  • รองรับ 2 ซิมผ่านถาดซิมไฮบริด
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง
  • กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68

ในเรื่องสเปคจะเห็นว่ารอบนี้มีจุดแตกต่างกันอยู่หลายจุดระหว่างรุ่นปกติและรุ่น + (พลัส) นอกจากเรื่องขนาดหน้าจอและแบตเตอรี่แบบรุ่นก่อนๆ โดยจุดหลักๆที่น่าสนใจก็คือแรมที่ต่างกันอยู่ 2GB (S9 = 4GB, S9+ = 6GB) และกล้องหลังที่ให้กล้องตัวเดียวกับกล้องคู่ แต่เลนส์ตัวหลักที่มีความสามารถหลักก็ยังคงเป็นตัวเดียวกันอยู่

แต่ถ้าเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง S8 หรือ S8+ (รวมถึง Note 8)นั้นต้องบอกว่าทาง Samsung อัปเกรดสเปคขึ้นมาได้น่าประทับใจอีกครั้งด้วยชิปเซ็ตตัวใหม่ Exynos 9810 หน่วยประมวลผลแบบ 10 นาโนเมตรเจน 2 ที่มีความเร็วถึง 2.9GHz อีกด้วย

ซอฟต์แวร์บน Galaxy S9 | S9+

อย่างที่ระบุไว้บนหัวข้อสเปค Galaxy S9 และ S9+ นั้นมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการตัวล่าสุดตอนนี้อย่าง Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย Samsung Experience เวอร์ชั่น 9 ก็เป็นตัวใหม่สุดของ Samsung เช่นกัน มีการเพิ่มลูกเล่นและปรับโฉมไอคอนบางส่วนไปอีกหน่อย ดูมีมิติมากขึ้นไม่ค่อย Flat แบบรอบที่แล้ว

ซอฟต์แวร์บางส่วนจากตอน Note 8 ที่ไม่มีบน S8 ก็ถูกยกมาบน S9 ด้วย อย่างตัวเลือก App Pair บน Edge Screen บน S9 ก็ใช้งานได้แล้วเช่นกัน

หน้าจอตอนล็อคเครื่องตัว Always On Display ยังคงติดมาให้อยู่ใครที่ชอบให้จอมันติดอยู่ตลอดเวลาเพื่อดูนาฬิกาก็โอเคครับ

ลำโพงคู่มาแล้ว มาสักที !

หลังจากที่ผิดหวังตอน Note 8 (ส่วนตัวเลย ><) กับเรื่องลำโพง ที่หลายๆคนแอบเสียดายว่าไม่ให้ลำโพงคู่มาสักที รอบนี้บน S9 | S9+ ก็ใส่ลำโพงคู่มาให้เลยการทำงานก็เหมือนของแบรนด์อื่นๆคือใช้ควบคู่ลำโพงหลักตรงล่างเครื่องกับลำโพงสนทนาร่วมกัน ให้เสียงที่มีมิติแบบที่เรือธงควรจะมีสักที

แถมระบบเสียงก็ไม่ธรรมดาด้วยการร่วมมือกับ AKG จูนเสียงมาให้มีมิติมากขึ้น อีกทั้งยังรองรับระบบ Dolby Atmos ด้วยนะ

ระบบรักษาความปลอดภัยที่ฉลาดกว่าเดิม

ในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยเรื่องแรกที่ทำได้ดีขึ้น (อย่างที่บอกว่า S9 ออกมาแก้ไขจุดบกพร่องของ S8 ได้ครบถ้วนแล้ว) เลยก็คือตำแหน่งสแกนลายนิ้วมือที่วางไว้ถูกที่ถูกทางสักที การวางตำแหน่งไว้ตรงกลางนอกจากจะได้ดีไซน์ที่สมมาตรขึ้น ยังทำให้การเอื้อมนิ้วไปสแกนทำได้ง่ายและลงตัวกว่าเดิมด้วย

ส่วนจุดที่เพิ่มเข้ามา เอ๊ะ ! เรียกว่าผสานกันอย่างลงตัวจะดีกว่านั่นก็คือระบบสแกนใบหน้ากับสแกนม่านตา บนรุ่นก่อนใครที่เคยใช้จะทราบว่าต้องเลือกรูปแบบปลดล็อคอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง สแกนหน้า หรือ สแกนม่านตา ทีนี้หลายคนคงเจอปัญหาว่าบางครั้งม่านตาก็ใช้เวลากว่าแต่ใช้งานตอนกลางคืนได้ (เพราะมี Infrared ช่วย) กลับกันสแกนใบหน้าก็เร็วกว่าแต่พอกลางคืนใช้งานไม่ค่อยจะได้เลย

จุดนี้เลยทำให้ Samsung เลือกใช้ระบบใหม่ที่ชื่อว่า Intelligent Scan เข้ามาบน S9 และ S9+ การทำงานของระบบนี้ก็คือผสานทั้ง 2 ระบบเข้าด้วยกัน และคำนวณสภาพแวดล้อมต่างๆด้วย AI ว่าจังหวะนี้ควรใช้งานระบบไหนกันแน่ พอเรากดปลดล็อคก็จะโชว์ขึ้นมาว่าเป็นไอคอนคนหรือตากันแน่ ซึ่งตรงนี้ลองใช้งานแล้วทำงานได้ดีและง่ายมากๆเลยล่ะ

กันน้ำได้กันฝุ่นด้วย

S9 ทั้ง 2 รุ่นนี้ยังคงมาพร้อมกับความสามารถกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 เช่นเคย คือสามารถลงน้ำได้ในระดับความลึก 1.5 เมตร นาน 30 นาที ไม่ต้องกลัวเมื่อทำเครื่องตกน้ำหรือต้องลุยฝนจริงๆก็หายห่วงครับ รุ่นนี้รอดดดด !

กล้องใหม่สลับรูรับแสงได้ !

น่าจะเป็นจุดที่น่าสนใจที่สุดบน Galaxy S9 | S9+ นี้เลยก็ว่าได้กับเรื่องกล้อง แน่นอนว่าทาง Samsung หันมาเน้นเรื่องกล้องอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน รอบนี้ก็เปรยในทีเซอร์ว่า Camera Reimagine หรือผลิกคอนเซ็ปต์ของการถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟนกันไปเลย จะมาแบบธรรมดาไม่ได้ เพราะทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับกล้องหลักที่สามารถสลับค่ารูรับแสงได้ด้วย !

สลับรูรับแสงได้มันคือยังไง ? อย่างที่ทราบกันดีกวา่สมาร์ทโฟนนั้นมักจะล็อคค่ารูรับแสงไว้ที่ค่ากว้างที่สุด จะ f/1.7, f/1.8 หรือ f/2.0 ก็ว่ากันไป แต่รอบนี้ตัวกล้องหลังสามารถปรับค่ารูรับแสงได้เป็น 2 ช่วงคือ f/1.5 (สว่างกว่ารุ่นเดิม 28%) และ f/2.4 แล้ว การทำงานถ้าเราใช้โหมด Auto ตัวกล้องจะคำนวนเอาเองว่าภาพไหนมืดควรจะปรับเป็น f/1.5 หรือถ้าแสงมีมากพอก็ปรับไปให้เป็น f/2.4 แทน หรือถ้าอยากปรับเองก็เลือกที่โหมด Pro ได้เลยมีให้ปรับค่ารูรับแสงที่ตัวเลือก Speed Shutter ครับ

นอกจากนี้ตัวกล้องยังมีระบบ Multi Frame Processor ที่จะถ่ายภาพรวมกันถึง 12 ภาพในเวลาเดียวกันแล้วทำการรวมเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ภาพแสงน้อยที่ดีที่สุดอีกด้วยตรงนี้เราไม่ต้องเลือกโหมดใดๆทั้งสิ้น Auto แล้วกดๆอย่างเดียวพอ :P

AR Emoji

โหมด AR Emoji ความสามารถใหม่ของ Galaxy S9 และ S9+ ที่เราสามารถสแกนใบหน้าเข้าไปเป็นตัวอวาตาร์การ์ตูนได้ พร้อมทั้งยังใช้ร่วมกับระบบตรวจจับใบหน้าอย่างแนบเนียนเป็น 3D อีกต่างหาก

ขั้นตอนก็ไม่ยากเย็นเริ่มด้วยเปิดโหมด AR Emoji แล้วถ่ายใบหน้าเราเข้าไปเลย แต่ถ้าใครที่ใส่แว่นหรือผมยาวปิดหน้าแนะนำว่าควรเอาแว่นและเปิดหน้าผากหน่อย ไม่งั้นหน้าจะออกมาตลกมาก :P

เมื่อถ่ายเสร็จตัวแอปจะมีตัวเลือกเล็กๆให้เราเลือก อาทิ สีผิว, ทรงผม, แว่นตา และเสื้อผ้าครับ เมื่อเลือกเสร็จก็เซฟมาใช้งานได้เลย

จะมีหน้าการ์ตูนของเราโผล่มาให้เล่นแบบเนียนหรือถ้าไม่ชอบหน้าตัวเองก็ไปเลือก Preset อื่นๆอย่าง กระต่าย, หุ่นยนต์ และอีกมากมายได้ด้วย

ที่เด็ดกว่าการเล่นแบบ AR Emoji นี้ก็คือเมื่อเราสร้างคาแร็กเตอร์ของเราขึ้นมาแล้ว ตัวแอปจะทำไฟล์เคลื่อนไหวเป็นไฟล์ GIF คล้าย Sticker LINE จำนวน 18 แบบให้ด้วย ทีนี้ก็ได้ GIF เกร๋ๆเฉพาะตัวเราไปส่งให้เพื่อนแล้ว ตรงนี้ส่วนตัวผมชอบมาก แต่ละท่าเด็ดจริงๆ :P

วิดีโอ Super Slow Motion จริงไหม ?

หลังจากที่รอเก้อไปเมื่อปีที่แล้วปีนี้ Galaxy S9 | S9+ จัดเต็มมาให้แล้วกับการบันทึกวิดีโอแบบ Super Slow Motion ที่ 960fps (ความละเอียด HD)เราสามารถถ่ายวิดีประหนึ่งภาพหยุดนิ่งได้ง่ายๆ เพียงแค่เลื่อนเมนูมาที่โหมด Super Slow Motion ครับ

โหมดการถ่ายจะมีให้เลือก 2 แบบคือ Auto กับ Manual ซึ่งตัว Auto ก็คือกดถ่ายไปได้เลยแล้วถ้ามีวัตถุผ่านหน้ากล้องตัวกล้องจะจับจังหวะนั้นให้เป็น Super Slow เอง ตรงนี้ง่ายมากๆเพราะความฉลาดของระบบ Auto Detect เราไม่จำเป็นต้องมากะจังหวะเลยกดแช่รออย่างเดียว

หรือถ้าอยากได้จังหวะนั้นๆเองเลือก Manual แล้วกดที่ไอคอน Super Slow เอาก็จะได้จังหวะที่เราต้องการแทนครับ เราสามารถกดจังหวะแบบนี้ได้ถึง 20 ครั้งในคลิปคลิปหนึ่ง

นอกจากนี้เมื่อถ่ายเสร็จแล้วตัวเครื่องยังมีการใส่เพลงประกอบคลิปให้เราอัตโนมัติด้วย ไม่ต้องเสียเวลามาตัดต่อเองทีหลัง หรือจะเลือกตัดทอนบางส่วนก็ได้เช่นกันครับ

ตัวอย่างคลิป Super Slow Motion จาก Galaxy S9

และแน่นอนครับ Galaxy S9 และ S9+ สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียด UHD 4K แบบ 60fps ได้แล้วด้วยนะ

กล้องหลังคู่กับเดี่ยวต่างกันแค่ไหน ?

นี่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้ Galaxy S9 กับ S9+ แตกต่างกันอย่างชัดเจนอีกจุดคือเรื่องของกล้อง เพราะรอบนี้แบ่งชัดเจนว่ารุ่นกล้องเดี่ยวกับกล้องคู่ ในตัวเลนส์หลักนั้นยังเหมือนกันทุกประการคือปรับรูรับแสงได้ f/1.5 กับ f/2.4 แต่เลนส์ตัวที่สองที่เพิ่มเข้ามาจะเป็นตัวเดียวกับ Note 8 คือใช้เป็นเลนส์ซูม 2X แบบไม่เสียรายละเอียดอีกทั้งยังใช้งานควบคู่กับโหมด Live Focus หรือหน้าชัด-หลังเบลออีกด้วย

แบบนี้เท่ากับ S9 ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอไม่ได้ ? เอาจริงๆก็ไม่เชิงไม่ได้หรอกครับ แต่ตัว S9 จะใช้งานโหมดหน้าชัดหลังเบลอที่เรียกว่า Selective Focus หรือการถ่ายภาพ 2 ภาพพร้อมๆกันเพื่อมาทำให้ฉากหลังเบลอแทน ซึ่งจะต่างจาก Live Focus บน S9+ ที่สามารถถ่าย Dual Capture ได้ ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอในแชะเดียวได้ครับ ตรงนี้ก็น่าเสียดายตอนแรกแอบคิดว่าถึงแม้จะมีกล้องเดียวแต่ถ้าใช้หน้าชัดหลังเบลอแบบ Pixel ได้ด้วยคงจะดีไม่น้อย ><

สรุปหลังลองจับ !

สำหรับ Galaxy S9 | S9+ เท่าที่ลองจับในครั้งนี้ต้องบอกเลยว่าในเรื่องของภาพลักษณ์หรือรูปลักษณ์ภายนอก เอาตรงๆไม่ต่างจาก S8 | S8+ มากนัก เรียกว่าเป็นรุ่น Minor Change ซะมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ไม่ดีเพราะเรื่องดีไซน์รุ่นก่อนทำได้ดีมากแล้ว แต่การแก้ไขจุดบกพร่องอย่างระบบสแกนลายนิ้วมือก็ทำได้ดีขึ้นจนมันให้ความรู้สึกว่าสมบูรณ์แล้วจริงๆ ส่วนเรื่องฟีเจอร์กล้องที่เป็นจุดขาย ทำได้ดีจริงๆทั้งในเรื่องฮาร์ดแวร์กล้องขั้นสุดปรับรูรับแสงได้ การทำงานที่รวดเร็วแล้วหวังผลได้เสมอ แต่ที่ชอบจริงๆคือ AR Emoji บันเทิงมาก :P ส่วนเรื่องความต่างของทั้ง 2 รุ่น S9 และ S9+ อันนี้คงเป็นตัวเลือกสำคัญในการเลือกซื้อของผู้ใช้อย่างเราๆแน่เมื่อเครื่องวางขายจริง รวมๆแล้วผมชอบนะมันคือเรือธงต้นปีที่สมบูรณ์แบบมากๆเลยล่ะ !

Galaxy S9 | S9+ ในบ้านเราจะเริ่มเปิดจองตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. - 5 มี.ค.นี้ ก่อนรับเครื่อง
ในวันที่ 9 -11 มี.ค.ครับผม

สำหรับราคาค่าตัวจะแบ่งออกเป็น 2 รุ่น 4 โมเดลหลักๆดังนี้ครับ

Galaxy S9 [64GB] = 27,900 บาท

Galaxy S9+ [64GB] = 31,900 บาท

Galaxy S9+ [128GB] = 33,900 บาท

Galaxy S9+ [256GB]  ขายเฉพาะกับโอเปอเรเตอร์ = 37,900 บาท

 

สีที่วางจำหน่ายมี 3 สีคือ Midnight Black (ดำ), Coral Blue (ฟ้า) และ Lilac Purple (ม่วงดอกไลแลค)

ก็ขอฝากพรีวิวของ Galaxy S9 และ S9+ ไว้คร่าวๆเท่านี้ก่อนเนาะ ไว้ได้เครื่องมาเต็มๆจะจัดรีวิวอย่างละเอียดให้อีกทีละกัน วันนี้ลาไปกับภาพพี่น้องร่วมสายเลือด S9, S9+ และ Note 8 ละกันเนอะ :D

พรีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite