Camera : 5 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้อง Mirrorless ที่คนใช้ DSLR อาจจะยังไม่รู้

น้าป๋วย | 25 ส.ค. 2561 11:16:59

13415

VIEWS น้าป๋วย

Camera : 5 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้อง Mirrorless ที่คนใช้ DSLR อาจจะยังไม่รู้

หลังจากที่ตอนนี้กระแสกล้อง Mirrorless มาแรง โดยเฉพาะการเปิดตัวของกล้อง Nikon Z6 และ Nikon Z7 ซึ่งเป็นกล้อง Full Frame Mirrorless ตัวแรกของค่าย Nikon ที่มาพร้อมสเปคจัดเต็มและความน่าใช้งานในหลายๆด้าน แต่ยังมีผู้ใช้งาน DSLR เดิมที่ยังไม่เคยสัมผัสกล้อง Mirrorless แล้วยังมีความเข้าใจผิดอยู่เกี่ยวกับกล้องประเภทนี้ วันนี้ TechXcite เลยขอแนะนำทำความเข้าใจกัน หากใครที่กำลังคิดจะเปลี่ยนไปใช้งานกล้อง Mirrorless หลังจากใช้งานกล้อง DSLR มานาน

1. ความเข้าใจผิดคิดว่ามองที่ช่องมองภาพแล้วจะประหยัดไฟกว่า เพราะผู้ใช้งานกล้อง DSLR นั้น หากใช้งาน Live View มองภาพที่หน้าจอจะเป็นการใช้พลังงานของแบตเตอรี่มากกว่าการมองภาพผ่านวิวไฟน์เดอร์ เนื่องจากวิวไฟน์เดอร์นั้นเป็นการมองภาพผ่านกระจกสะท้อนภาพ แต่ในส่วนของกล้อง Mirrorless กลับกลายเป็นว่าวิวไฟน์เดอร์แบบอิเล็คทรอนิกส์นั้น กินไฟมากกว่าเนื่องจากมีความละเอียดที่สูงกว่าหน้าจอ แต่ที่จำเป็นต้องใช้เพราะใช้งานกลางแจ้งแล้วมองเห็นภาพได้ดีกว่า และด้วยกล้อง Mirrorless เป็นกล้องที่เมื่อเปิดใช้งานแล้ว เซ็นเซอร์จะทำงานตลอดเวลา เพราะต้องแสดงผลของภาพผ่านตัวเซ็นเซอร์รับภาพ จึงมักทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วหากเปิดกล้องทิ้งไว้นานๆ

2. สำหรับกล้อง Mirrorless หากถอดเลนส์ออกจะพบว่าสามารถมองเห็นเซ็นเซอร์รับภาพอยู่ในตัวกล้องได้อย่างชัดเจนไม่มีกระจกหรือม่านชัตเตอร์ใดๆขวางอยู่ ดังนั้นเรื่องของฝุ่นที่เข้าไประหว่างถอดเปลี่ยนเลนส์จึงเป็นเรื่องปกติ ต้องหมั่นเป่าฝุ่นบ่อยๆ แต่หลายคนเข้าใจผิดคือว่ามีม่านชัตเตอร์บังหน้าเซ็นเซอร์เอาไว้ตลอดเวลาหรือคิดว่าภายในที่เห็นอยู่นั้นคือม่านชัตเตอร์ ซึ่งความเป็นจริงคือ ม่านชัตเตอร์จะทำงานเมื่อกดถ่ายภาพในระบบ Mechanic Shutter เท่านั้น รวมถึงไม่แนะนำให้ไปถ่ายภาพที่มีโอกาสเสี่ยงต่อความเสียหายของเซ็นเซอร์ เช่น การถ่ายภาพที่มีแสงเลเซอร์ในผับ เพราะเซ็นเซอร์รับภาพทำงานตลอดเวลา

3. ข้อที่แล้วสับสนว่ามีม่านชัตเตอร์บังหน้าเซ็นเซอร์เอาไว้ตลอดเวลา แต่อีกหลายคนคิดว่าไม่มีม่านชัตเตอร์เลย ซึ่งความเป็นจริงกล้อง Mirrorless ยังคงมีม่านชัตเตอร์อยู่ เพียงแต่จะทำงานตอนลั่นชัตเตอร์แบบ Mechanic Shutter เท่านั้น ทั้งนี้กล้อง Mirrorless บางรุ่นมีระบบการทำงานที่เรียกว่า Silent Shutter ซึ่งทำงานในแบบ Electronic Shutter จึงไม่มีการสับม่านชัตเตอร์ลงมา จึงทำให้ไม่มีเสียงใดๆเลยเหมือนกับการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน (แต่สมาร์ทโฟนกลับใส่เสียงชัตเตอร์ปลอมๆมาให้ -_-) ต่างจากระบบถ่ายภาพในกล้อง DSLR ที่เรียกว่า Quiet Mode ซึ่งยังคงมีเสียงการดีดตัวของกระจกอยู่

4. กล้อง Mirrorless หลายๆรุ่นในปัจจุบันออกแบบมาให้มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ตัวกล้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลนส์เองก็มีการออกแบบให้มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย ดังนั้นเมื่อใช้งานจริง ไม่ใช่ว่ากันสั่นจะทำงานแบบ X2 เช่นเลนส์ 5 สตอป กล้องอีก 5 สตอป เป็น 10 สตอปอะไรแบบนั้น แต่จะทำงานร่วมกันระหว่างเลนส์และกล้องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วง 5 สตอปของกล้องเท่าเดิม ซึ่งเป็นข้อดีเมื่อเรานำเลนส์อื่นๆที่ไม่มีกันสั่นมาใช้ เราก็จะได้กันสั่นที่กล้องช่วยไปด้วยโดยปริยาย

5. ฟังเสียงแล้วคล้ายกันแต่สะกดไม่เหมือนกัน ความหมายก็ต่างกันสำหรับระบบ Phase Detection และ Face Detection คำว่า Phase Detection เป็นระบบออโต้โฟกัสที่ออกแบบมาช่วยในเรื่องการคำนวณระยะทางและทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ ต่างจากระบบเดิมในกล้อง DSLR ส่วนใหญ่ที่ใช้ Contrast AF ซึ่งจะทำงานด้วยการคำนวณความเปรียบต่างสีของวัตถุ แต่ในกล้องรุ่นใหม่ๆรวมถึงกล้อง Mirrorless มักจะใช้ทั้งสองระบบรว่มกันเป็นแบบ Hybid AF ซึ่งมีความแม่นยำสูงขึ้น ส่วนคำว่า Face Detection คือระบบการโฟกัสภาพที่ใบหน้า โดยกล้องจะมีอัลกอริธึมในการตรวจจับใบหน้าเพื่อให้สามารถโฟกัสภาพได้ง่ายขึ้นสำหรับการถ่ายภาพ Portrait ซึ่งบางค่ายก็ใช้ระบบนี้พัฒนาไปเป็นระบบ EYE-AF ที่แม่นยำขึ้นไปอีกด้วยการโฟกัสที่ดวงต