Review : OPPO R17 Pro สมาร์ทโฟนที่มีเสน่ห์อันเย้ายวนพร้อมกล้องหลังชาญฉลาดและระบบ SuperVOOC ชาร์จไวที่สุดในโลก !!

เฮียแม็พ | 27 พ.ย. 2561 15:48:12 (อัพเดต 28 พ.ย. 2561 11:25:54)

8372

VIEWS เฮียแม็พ

Review : OPPO R17 Pro สมาร์ทโฟนที่มีเสน่ห์อันเย้ายวนพร้อมกล้องหลังชาญฉลาด
และระบบ SuperVOOC ชาร์จไวที่สุดในโลก !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของ OPPO กับ OPPO R17 Pro นั่นเอง รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นเปิดตัวมาปิดท้ายปีได้อย่างน่าสนใจด้วยดีไซน์อันโดดเด่นฝาหลังไล่เฉดสี ระบบชาร์จ SuperVOOC ที่เลื่องลือเร็วที่สุดในโลก และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือกล้องที่ตอบโจทย์การใช้งานของเราๆได้เป็นอย่างดี และหลังจากที่ลองใช้งานมาราวๆ 2 สัปดาห์ วันนี้ก็ได้ฤกษ์ทำรีวิวฉบับเต็มให้อ่านกันสักที อะ...อย่ารอช้ากันเลยครับ มาอ่านรีวิวของ OPPO R17 Pro กันเลยดีกว่า !

เช็คอุปกรณ์กันก่อนนะ...

เริ่มกันที่อุปกรณ์ภายในกล่องกันก่อนเลย แต่ขอไปแบบเร็วๆเลยละกันครับ ตัวกล่องมาในทรงมาตรฐานของ OPPO รุ่นสูงๆ ระบุชื่อรุ่นที่ด้านหน้าชัดเจน

เปิดกล่องได้ด้วยการดึงออกจากด้านข้างเลย มาตัวเครื่องนอนอยูุ่นิ่งๆที่ชั้นบน ส่วนด้านล่างก็มีอุปกรณ์อื่นๆอยู่อีกชุด โดยอุปกรณ์ทั้งหมดก็จะมี 7 อย่างดังนี้ครับ

  • ตัวเครื่อง R17 Pro
  • คู่มือการใช้งาน
  • เคสซิลิโคน
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ SuperVOOC
  • หูฟัง (USB Type-C)
  • เข็มจิ้มถาดซิม

และฟิล์มกันรอยติดมากับตัวเครื่องแล้วเช่นเคยตามสไตล์ค่ายนี้ครับ แกะกล่องออกมาก็ใส่เคสกันรอยพร้อมใช้กันไปเลยครับ :D

หน้าจอแสดงผลได้เต็มพร้อมกระจกลิง 6 !

ได้เวลายลโฉมตัวเครื่องจริงกันแล้ว สำหรับ OPPO R17 Pro นั้นมาพร้อมกับหน้าจอ Water Drop Screen ดีไซน์ทรงใหม่ของแบรนด์ ที่ให้การแสดงผลที่เต็มตาในขนาด 6.4 นิ้ว พร้อมใช้พื้นที่หน้าจอกับตัวเครื่องไปได้มากถึง 91.5% ชนิดหน้าจอเป็น Amoled ที่ให้สีสันที่สวยสดและมิติความคมชัดที่ดีมากๆ

อัตราส่วนของรุ่นนี้ใช้แบบ 19.5:9 เรียกว่าได้จอยาวแบบสุดๆ ตัวกระจกกันรอยรอบนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะให้กระจกลิงเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดอย่าง Gorilla Glass 6 ที่มีความทนทานกว่ารุ่นเดิมถึง 2 เท่า และแอบบอกหน่อยว่า R17 Pro นี่ถือเป็นรุ่นแรกของโลกเลยด้วยที่มาพร้อมหน้าจอทนๆแบบนี้ครับ *0*

ด้วยการใช้พื้นที่ของหน้าจอได้เต็มที่แบบนี้บวกกับอัตราส่วนหน้าจอที่ยาวๆ ทำให้ตัวเครื่องนั้นสามารถจับถือใช้งานได้สะดวกถึงแม้ว่าตัวหน้าจอจะใหญ่ถึง 6.4 นิ้วก็ตาม

เหนือหน้าจอจะเห็นได้ชัดว่าตัวติ่งแบบหยดน้ำบนหน้าจอนั้นไม่มากเท่าไหร่ เวลาใช้งานทั่วไปก็ไม่ได้รำคาญสายตาและบังคอนเทนต์หลักๆเลย แต่เห็นมียื่นมาแค่นี้ก็มีซ่อนกล้องหน้าความละเอียดสูง 25 ล้านพิกเซล และเซ็นเซอร์วัดแสงจับระยะอยู่ด้วยนะจ๊ะ

ด้านล่างหน้าจอเห็นได้ชัดว่ามีขอบหน้าจอที่บางลงถึงจะไม่ถึงกับสุดขอบไปเลย แต่ก็เหลือพื้นที่ไว้นิดเดียวมากๆเมื่อเทียบกับอัตราส่วนของทั้งหน้าจอ แต่เอ๊ะๆ…บนจอนั้นยังมีตัวสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอซ่อนอยู่ด้วยนะจ๊ะ เกือบลืม :P

ฝาหลังไล่เฉดแบบใหม่พร้อมผิวสัมผัสอันยอดเยี่ยม !

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังของตัวเครื่องกันเลย พักหลังนี้ OPPO ก็เริ่มชูจุดเด่นในเรื่องของดีไซน์มาอย่างมาก ตั้งแต่ R15 Pro ที่มีการใช้ลูกเล่นการไล่เฉดสีที่ฝาหลัง รอบนี้ R17 Pro ก็ยังคงความสวยงามไว้ไม่แพ้กัน โดยสี Radiant Mist ที่เราได้มารีวิวนั้นจะมีการไล่เฉดสีสุดแฟนตาซีจากฟ้าไปม่วงได้อย่างสวยงาม

ทาง OPPO บอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากสีและแสงที่มีการสะท้อนกับหมอกจนเกิดความฟุ้งๆชวนฝันแบบนี้ ซึ่งถ้าสังเกตดีๆเมื่อตัวฝาหลังมีการสะท้อนกับแสง จะเกิดเป็นรูปตัว S ตรงกลางที่ดูเย้ายวนมากๆอีกด้วย ไม่ใช่แค่ไล่จากมุมหนึ่งไปอีกมุมเท่านั้น

นอกจากนี้ผิวสัมผัสที่ตัวฝาหลังยังเป็นแบบกระจกที่เคลือบผิวสัมผัสแบบด้าน ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากกระจกแบบทั่วไป (รวมถึงบนสี Emerald Green ด้วย) คือจับแล้วจะไม่ลื่นมือจนเกินไปและไม่เก็บรอยนิ้วมือเท่าไหร่อีกด้วย

ตำแหน่งของกล้องหลังจะวางลงมาในแนวตั้งแบบสมมาตรกับตัวเครื่องได้เป็นอย่างดีครับ เรียงลงมาด้วยกล้อง TOF, กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซลและกล้องวัดระยะความละเอียด 20 ล้านพิกเซลครับ ส่วนที่อยู่นอกกรอบเลนส์นั้นจะเป็นไฟแฟลช LED 2 ดวงครับ

กรอบเครื่อง 2 สีไม่เหมือนกัน !

กรอบตัวเครื่องใช้วัสดุแบบอลูมิเนียมซีรีส์ 7000 ผิวสัมผัสแบบด้าน มีความโค้งมนเล็กๆจับถือแล้วไม่บาดมือนัก มีการตัดขอบแบบ Diamond Cut แยกระหว่างตัวหน้าจอกับตัวเครื่อง สีสันก็จะแบ่งเป็น 2 ฝั่งชัดเจนเลยบนสี Radiant Mist นี้

โดยด้านขวาของตัวเครื่องที่มีปุ่ม Power อยู่ก็จะเป็นสีม่วง ส่วนด้านซ้ายมือจะเป็นสีฟ้าวางตำแหน่งของปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงครับ

มองที่ด้านบนก็จะเห็นชัดเลยว่ามีการไล่เฉดสีจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่ง โดยด้านบนและล่างของตัวเครื่องจะมีการทำดีไซน์เว้าลงไป ทำให้ตัวเครื่องดูไม่ทื่อจนเกินไปครับ

ด้านล่างของตัวเครื่องมีลำโพงหลักของตัวเครื่องที่วางไว้ซ้ายสุด ตรงกลางเป็นพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C (3.1) และช่องใส่ซิมการ์ด เท่าที่เห็นก็ชัดเลยครับ รุ่นนี้ตัดเอาช่องหูฟัง 3.5 มม.ออกไปเรียบร้อยแล้ว จะเสียบหูฟังก็ใช้พอร์ต USB Type-C ตรงกลางนั่นเลยครับ

ตัวถาดซิมจะเป็นแบบ 2 Slot หน้า-หลังรองรับ Nano-SIM 2 ซิม (Dual-4G) ไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกหรือ Micro-SD ได้ครับ

สวยครบน่าสัมผัส !

สำหรับเรื่องดีไซน์ภายนอกของ OPPO R17 Pro ก็ต้องบอกว่าสวยงามน่าสัมผัสเอามากๆ ด้วยหน้าจอแบบ Water Drop Screen เต็มจอสุดๆ, ฝาหลังไล่เฉดสีแบบใหม่ Radiant Mist ที่โดดเด่นจนใครเห็นต้องทักถึงความแวววาวนั้นแน่ๆ โดยรวมแล้วต้องบอกเลยว่า R17 Pro รอบนี้ปรับโฉมมาให้สวยงามน่ามองและน่าสัมผัสอย่างมากเลยล่ะครับ :D

สำหรับ OPPO R17 Pro ที่วางจำหน่ายในบ้านเราจะมีด้วยกัน 2 สี 2 สไตล์คือ Radiant Mist (สีที่รีวิว) ที่มีความฉูดฉาดสีสันสดใสและ Emerald Green สีเขียวคมเข้มครับผม

สเปค OPPO R17 Pro

  • หน้าจอ AMOLED 6.4 นิ้วความละเอียด FHD+ (อัตราส่วน 19.5:9)
  • ซีพียู Snapdragon 710 Octa-core 2.2GHz
  • จีพียู Adreno 616
  • แรม 8GB
  • ความจุ 128GB
  • แบตเตอรี่ 3,700mAh (1,850mAh x2)
  • รองรับระบบชาร์จไว SuperVOOC
  • กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลัง 3 ตัว 12 ล้านพิกเซล + 20 ล้านพิกเซล + TOF 3D Camera
  • ค่ารูรับแสง f/1.5, f/2.4 + f/2.6
  • รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือในหน้าจอ
  • รองรับระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า
  • รองรับ 2 ซิม (4G ได้ทั้ง 2 ซิม)
  • รัน Android 8.1 Oreo ครอบด้วย ColorOS5.2
  • ขนาดตัวเครื่อง 157.6 x 74.6 x 7.9 มม.
  • น้ำหนัก 183 กรัม
  • วางจำหน่าย 2 สี Radiant Mist และ Emerald Green

ในส่วนของสเปคภายในของรุ่นนี้ก็ให้มาแบบจัดเต็มไม่น้อย ด้วยหน่วยประมวลผลตัวใหม่ล่าสุด Snapdragon 710 ชิปเซ็ตรุ่นกลางตัวใหม่ที่ประสิทธิภาพดีเยี่ยม, แรม 8GB, ความจุ 128GB, แบตเตอรี่ความจุ 3700mAh, กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล และกล้องหลังถึง 3 ตัว เรียกว่าค่อนข้างครบเลยทีเดียวสำหรับรุ่นรองเรือธงของ OPPO ในช่วงปลายปีแบบนี้

ประสิทธิภาพเป็นไง คะแนนได้เท่าไหร่ !?

น่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนเป็นห่วงที่สุดเมื่อเห็นสเปคของ R17 Pro นี้เพราะหน่วยประมวลผลที่ให้มานั้นเป็นเพียงรุ่นกลางอย่าง Snapdragon 700 Series แต่ถ้ามองว่าในยุคหลังนี้ซีรีส์ 600 ก็เริ่มทำได้ดีมากขึ้นแล้ว ตัวนี้ก็มีการอัปเกรดขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจดีทีเดียว บวกกับหน่วยความจำที่ให้มาเยอะถึง 8GB + 128GB แล้วด้วย เราเลยลองมาทดสอบประสิทธิภาพผ่านแอป AnTuTu Benchmark ดูหน่อยว่าคะแนนจะออกมาสูงแค่ไหน

ซึ่งผลทดสอบคะแนนก็ออกมาอยู่ที่ 161293 ถือว่าอัปเกรดขึ้นจากตอน Snapdragon 660 อยู่พอสมควร ประสิทธิภาพอยู่ราวๆ Snapdragon 835 ชิปตัวแรงของปีที่แล้วได้เลยล่ะ

ColorOS 5.2 ทำงานลื่นไหล UI สวยงาม

ซอฟต์แวร์ของรุ่นนี้ใช้เป็น ColorOS 5.2 ที่มีพื้นฐานอยู่บน Android 8.1 Oreo หน้าตาของ UI มีการปรับมาให้เข้ากับสีสันของเครื่องได้เป็นอย่างดี อย่างค่าเริ่มต้นของสี Radiant Mist นี้ก็จะใช้สีม่วงตัดกับสีน้ำเงินแบบเดียวกับที่ใช้ตอนโปรโมทต่างๆ ส่วนถ้าเครื่องเป็นสี Emerald Green ก็จะมีตีมสีเขียวให้เลือกเปลี่ยนตามไปด้วย เรียกว่าใส่ใจกันตั้งแต่เรื่องนี้เลย

แต่ถ้าใช้ไปแล้วยังไม่ชอบธีมมาตรฐานที่ติดมาให้เครื่อง ก็ยังสามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้อีกที่ Theme Store ของ OPPO เองเลย มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบเลย อยากได้แบบใสๆน่ารัก หรือแนวสีสันแปลกๆก็เลือกเอาได้เลยครับ

หน้า UI ต่างๆไม่ว่าจะเป็นไอคอนหรือแถบแจ้งเตือนก็ออกแบบมาได้เรียบและดูสะอาดตาน่าใช้งาน แอปต่างๆที่ติดตั้งจะอยู่บนหน้าหลักนี้ทั้งหมด ไม่มีการแบ่งเป็นหน้า App Drawer เพื่อเลือกแอปแต่อย่างใด

บน ColorOS 5.2 จะมีระบบ Smart SideBar ให้เราได้ใช้งานเรียกทางลัดต่างๆออกมาได้อย่างง่ายดายที่มุมของหน้าจอ สามารถตั้งค่าทางลัดต่างๆได้ จะเป็นแอปหลักๆที่ใช้บ่อยๆอย่าง กล้อง, Facebook, YouTube หรือทางลัดพวกการบันทึกหน้าจอก็เลือกตรงนี้ได้ หรืออยากตั้งค่าแอปอื่นๆเพิ่มเติมก็กด + ได้เลยครับ

แบ่ง 2 หน้าจอก็ลื่นแรมเยอะ !

ด้วยความที่แรมให้มาเยอะถึง 8GB แบบนี้การจะแบ่งหน้าจอใช้งาน 2 แอปพร้อมกันก็ทำได้สบายๆ แถมบน ColorOS ยังมี Gesture อย่างการรูด 3 นิ้วขึ้นมาเพื่อแบ่งหน้าจอ (App Split-Screen) ได้ไม่ยากเย็น การสลับแอปต่างๆทำได้อย่างสมูทดีมากครับ

Gesture ใช้งานได้ดี ไม่ต้องกดปุ่มก็ได้

อันที่จริงฟีเจอร์ Swipe Up Gesture นี้เริ่มใช้กันมาหลายรุ่นแล้ว ซึ่งบนรุ่นนี้ก็ยังมีมาให้อยู่และทำงานได้ดีกับหน้าจอเต็มๆแบบนี้จริงๆครับ โดยเราสามารถซ่อนตัวปุ่ม Navigation Keys หรือ 3 ปุ่มด้านล่างไปได้เลย แล้วใช้งานการรูดหน้าจอจากด้านล่างขึ้นเพื่อย้อนกลับ กลับหน้าโฮมหรือแทนการรูดขึ้นค้างเพื่อเป็นการเปิดหน้า Recent App ก็ได้เช่นกันครับ

ตั้งค่าได้ที่ Settings > Smart & Convenient > Navigation Keys แล้วเลือกไปที่ Swipe-up Gesture Navigation

สแกนนิ้วบนจอได้แล้ว เร็วด้วย !

มาเข้าสู่เรื่องระบบปลดล็อคของตัวเครื่อง R17 Pro ถือว่าเป็นรุ่นแรกของ OPPO ที่มาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแบบนี้ การใช้งานทำได้รวดเร็วดีครับ ถึงแม้จะไม่เร็วเท่ากับแบบที่อยู่บนหลังเครื่องแบบรุ่นก่อนๆแต่ก็ถือว่าทำได้เร็วมากๆแล้วหน้าจอแบบนี้ แตะแช่ไว้แป๊บเดียวก็ปลดล็อคได้แล้วครับ

ตัวอนิเมชั่นการสแกนนิ้วมีให้เลือก 5 แบบเราสามารถเลือกเปลี่ยนได้หากไม่ชอบแบบค่าเริ่มต้น

ตั้งค่าได้ที่ Settings > Fingerprint, Face & Passcode > Fingerprint > Animation Style

นอกจากนี้ยังมีเอฟเฟกต์เสียงให้เลือกเปิดด้วย ถ้าเปิดเสียงไว้เวลาสแกนจะมีเสียงตามอนิเมชั่นนั้นๆ ปิ๊วๆเลยล่ะ :P

สแกนหน้าก็มีเร็วไม่แพ้กัน !

หรือถ้ายังชินกับระบบสแกนลายนิ้วมือแบบใหม่ ระบบสแกนใบหน้าที่หลายๆรุ่นมักจะใส่มากันหมดแล้ว บน R17 Pro ก็มีให้ใช้เหมือนกันครับ โดยจะมีให้เลือก 2 รูปแบบคือปลุกจอแล้วสแกนเข้าไปได้เลย หรือปลุกจอแล้วค่อนสไลด์หน้าจอขึ้นเพื่อปลดล็อค ตรงนี้เลือกได้แล้วแต่การใช้งาน บางท่านอยากดูตัว Notification ก่อนที่จะปลดล็อคก็เลือกแบบที่ต้องสไลด์เองได้ครับ

ตั้งค่าได้ที่ Settings > Fingerprint, Face & Passcode > Face > Unlock

หน้าจอใหญ่ดูหนังสะใจ !

หน้าจอของรุ่นนี้ให้มาที่ขนาด 6.4 นิ้ว เรียกว่าใหญ่เต็มตาใช้ได้ แถมด้วยชนิดหน้าจอแบบ Amoled ทำให้การแสดงผลนั้นสวยงามสีสันสด และมิติของภาพทำได้ดีทีเดียว ด้วยอัตราส่วนหน้าจอที่ยาวๆแบบนี้การวิดีโอหรือหนังที่มีอัตราส่วนแบบ 21:9 หรือเวลาดูแล้วซูมให้เต็มจอก็ช่วยให้เห็นได้เต็มตามากขึ้น มีขอบดำที่น้อยลง แถมติ่งบนหน้าจอก็ไม่ใหญ่มากแล้วเหลือเพียงหยดน้ำแบบนี้ในการดูคอนเทนต์ต่างๆก็ทำได้แบบไม่กวนใจนัก

เสียงเป็นไงบ้าง ?

ในส่วนของระบบเสียงรุ่นนี้ให้ลำโพงตัวเดียวมาที่ด้านล่างของตัวเครื่องมุมซ้าย เสียงที่ได้ออกมาทำได้ดีทีเดียวครับ ความดังใช้ได้เลย แต่น่าเสียดายที่รุ่นนี้ยังไม่ให้ลำโพงแบบ Stereo มา เสียงที่ได้ก็จะออกมาทิศทางเดียวที่มุมขวาของเครื่อง เวลาใช้งานแนวนอนยังแอบเผลอเอามือไปปิดอยู่บ้าง แต่ถ้าถือแบบดีๆก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรครับ :D

ส่วนการใช้งานคู่กับหูฟังรุ่นนี้ไม่มีพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. แล้ว ใช้หูฟังแบบ Type-C ไปเลย ซึ่งในกล่องมีแถมมาให้เลยครับ หรือถ้ามีหูฟังที่เป็น USB Type-C อยู่แล้วก็มาใช้งานร่วมกันได้เลย ส่วนเรื่องระบบเสียงมีแบบ Real Original Sound ช่วงเพิ่มความสมจริงเวลาฟังเพลงได้ดียิ่งขึ้นครับ

เล่นเกมก็จัดเต็มนะบอกเลย !

หลังจากที่ทดสอบคะแนนไปในหัวข้อด้านบนแล้ว ก็มาถึงการลงสังเวียนจริงอย่างการเล่นเกมกันเลยดีกว่า เชื่อว่าหลายคนคงยังติดใจอยู่ว่าสเปคแบบนี้ถ้าเล่นเกมกราฟิกหนักๆจริงๆจะไปได้แค่ไหน ซึ่งเกมที่ผมจะมาทดสอบในรอบนี้ก็คือเกมฮิตที่หลายๆคนคงติดกับอยู่อย่าง PUBG Mobile, ROV รวมไปถึง Asphalt 9 ด้วย ทุกเกมก็ถือว่าต้องใช้ประสิทธิภาพในการประมวลผลที่สูงอยู่เหมือนกันถึงจะเล่นได้อย่างลื่นไหลเนอะ

โดยตัว OPPO R17 Pro ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Space ที่ช่วยจัดการในเรื่องของระบบเครื่องให้เหมาะกับการเล่นเกมมากที่สุด อย่างเช่นการเร่งประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผล, ปิดการแจ้งเตือน, ล็อคแสงหน้าจอ ทำให้เหมาะกับการเล่นเกมจริงๆจังๆไปเลย

สำหรับ PUBG ในค่าเริ่มต้นตอนเข้าเกมก็จะมาเป็น High มาให้เลย ประสิทธิภาพถือว่าใช้ได้เลย ตัวกราฟิกและคุณภาพก็ได้ถึง HDR กับ High เท่าที่ลองเล่นในโหมด War ลงมาก็ยิงๆกันอย่างเดียว ตัวเกมรันได้ลื่นไหลอย่างที่คิดไว้จริงๆครับ ทำเฟรมเรตได้นิ่งใช้ได้ ไม่เจออาการกระตุกแบบรุนแรงขณะที่ยิงกันแบบไฟลุกขนาดนี้

ส่วน ROV สเปคนี้ก็อย่างที่ทราบกันดี ตัวเกมนั้นมีการปรับจูนให้เข้ากับเครื่องในหลายๆรูปแบบได้เป็นอย่างดี ปรับคุณภาพกราฟิกได้สูงสุด เปิดภาพ HD และเฟรมเรตสูงไปด้วย เฟรมเรตในเกมทดสอบเล่นไปด้วย ก็พบว่าวิ่งอยู่นิ่งๆที่ 57 - 60fps ครับ ถือว่าทำได้ดีทีเดียวบนเกมฮิตแบบนี้ เวลาในการโหลดเข้าก็ทำได้รวดเร็วเลยล่ะ

Asphalt 9 เกมที่ใช้ประสิทธิภาพที่สุดมาอยู่ตรงนี้แหละครับ ด้วยความที่เป็นเกมใหม่กราฟิกจัดเต็ม เท่าที่ทดสอบมาก็ทำได้อย่างลื่นไหลครับ ไม่ต่างจากที่เล่นบนรุ่นเรือธงเลย คุณภาพกราฟิกปรับสุดแล้วสวยงามภาพไม่หยักหรือแตก ทำได้ดีกว่าตอนรุ่น Snapdragon 660 อยู่อีกขั้นเลยครับ อาการเฟรมเรตตกในบางจังหวะไม่ค่อยมีให้เห็นแล้วล่ะ

อย่างที่เห็นครับเกมฮิตต่างๆก็เล่นได้เต็มที่ เลิกกังวลได้เลยว่าสเปคระดับนี้จะไม่แรงพอต่อการใช้งานรึเปล่า ถ้าเทียบในเรื่องการเล่นเกมฮิตๆก็หายห่วงครับ จัดเต็มมาให้แล้ว เลิกกังวลว่า Snapdragon 710 จะไม่แรงได้แล้วนะจ๊ะ

กล้องหน้า Selfie Expert !

มาเข้าสู่เรื่องกล้องหน้าที่เป็นจุดเด่นของ OPPO มาแต่ไหนแต่ไร รุ่นนี้ก็ให้ความละเอียดมาที่ 25 ล้านพิกเซลเช่นเคย พร้อมระบบ AI Beauty ที่จะปรับความเนียนของใบหน้าได้เป็นอย่างดี โดยที่เราไม่ต้องปรับค่าอะไรให้ยุ่งยากแล้ว แค่เลือก AI แล้วกดถ่าย ออกมาสวยเนียนเป็นธรรมชาติเล้ย

หรือถ้าอยากปรับเพิ่มเติมแบบละเอียดก็มีตัวเลือก Custom Beauty ให้เลือกจะปรับความเนียนใบหน้า, เหลาคาง, ตาโต ปรับเองได้หมดเลยครับ นอกจากนี้ในส่วนของ Portrait หน้าชัด-หลังเบลอในกล้องหน้าก็ทำได้ด้วยเช่นกันครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ OPPO R17 Pro

กล้องหลังนี่แหละไฮไลท์เขาอยู่ตรงนี้ !

สมาร์ทโฟน OPPO ในซีรีส์ R นี้ต้องบอกว่ามาพร้อมจุดเด่นในเรื่องของกล้องอยู่แล้ว เพราะเราจะเห็นว่ามีการชูจุดเด่นตรงนี้มาตลอดจนมีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น Camera Phone มาไม่นานนี้นี่แหละ เพราะซีรีส์นี้เลย ซึ่งพอมาถึงรุ่นล่าสุดอย่าง R17 Pro นี้ตัวกล้องก็พัฒนามาถึงจุดที่เรียกว่าสมชื่อ Camera Phone แล้วจริงๆครับ โดยรุ่นนี้จะมาพร้อมกับกล้องหลัง 3 ตัวแบ่งเป็นตัวดังนี้ครับ

  • กล้อง TOF (Time of Flight) 3D Camera กล้องสำหรับการถ่ายภาพแบบ 3D
  • กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.5, f/2.4 มี OIS
  • กล้องวัดระยะ (Depth Camera) ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/2.6

กล้องหลักจุดแจ่มปรับรูรับแสงอัจฉริยะ !

มาเริ่มที่การถ่ายในโหมด Photo ทั่วไปกันก่อนเลย สำหรับ OPPO R17 Pro นั้นมาพร้อมกับกล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX362 (1.4 ไมครอน) ที่มีค่ารูรับแสงอัจฉริยะ (Smart Aperture) ปรับได้เองตามสภาพแสง f/1.5 และ f/2.4 อย่างเช่นการทำงานในสภาพแสงปกติที่มีแสงมากๆตัวกล้องจะปรับไปที่ค่ารูรับแสง f/2.4 เพื่อให้ได้ภาพที่มีความคมชัดและไม่ฟุ้งจนเกินไปในตอนกลางวัน หรือถ้ามีการถ่ายภาพในตอนกลางคืนหรือที่แสงน้อยตัวกล้องก็จะสลับไปที่ f/1.5 เพื่อให้ได้ภาพที่สว่างและไม่ต้องลดค่า Shutter Speed หรือเร่ง ISO มากจนเกินไป

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ไม่ต้องกลัวว่าจะใช้งานยุ่งยากครับ เพราะมันอยู่ในโหมด Auto (Photo) ทั่วไปนี่แหละ เปิดกล้องมาก็พร้อมใช้งานตัว Smart Aperture นี้ได้เลยทันที นอกจากนี้ตัวกล้องยังมีตัว AI Scene Recognition ที่จะช่วยแยกแยะซีนต่างๆและเลือกปรับสีให้เข้ากับภาพนั้นๆเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของภาพที่สวยงามเลย โดย AI Scene ของ R17 Pro จะสามารถแยกแยะภาพได้ถึง 23 หมวดหมู่ 800 ซีน เล็งอาหารขึ้น Food, เล็งท้องฟ้าเป็น Blue Sky, เล็งดอกไม้เป็น Macro Lens เป็นต้น

ถ้า AI Scene ยังได้สีที่สวยสดไม่พอ บนรุ่นนี้ยังมีระบบเพิ่มสีสันให้แบบใหม่ในชื่อ PI Colour เข้ามาให้ใช้งานเพื่อเร่งสีสันและภาพให้คมชัดมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ใครชอบความสดๆแบบมีสีสันแตะที่ไอคอนรูปกรอบรูปตรงกลางได้เลยครับ :D

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Auto ของ OPPO R17 Pro ภาพถ่ายจากโหมด Auto ต้องบอกเลยว่าทำได้ดีมากๆ ด้วยระบบ AI Scene Recognition ที่จัดแจงเลือกซีนต่างๆมาให้เราได้อย่างสะดวก แทบไม่ต้องปรับค่าอะไรเองเลยเล็งรอให้ AI วิเคราะห์ก็สวยครบเอง แถมยังมีโหมด PI Colour ที่มาช่วยให้สีสันของภาพนั้นดูดียิ่งขึ้น ยิ่งเวลาถ่ายในภาพแสงน้อยก็ได้สีสันที่สวยสดและคมชัด ไม่ซืดอีกต่างหาก แต่ที่ชื่นชอบที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของตัว Smart Aperture ที่ช่วยให้เราได้ภาพในทุกสภาพแสงสวยคมไปหมด กลางคืนก็ได้ f/1.5 เปิดกว้างระบแสงได้สว่างสวย กลางวันก็ปรับเป็น f/2.4 ไม่ฟุ้งหรือจ้าจนเกินไปอีกด้วย ยอดเยี่ยมครับนี่แค่ Auto กดแชะๆอย่างเดียวนะเนี่ย :D

Ultra Night Mode นี่สิของจริง กลางคืนสวยสุดๆ

อีกจุดที่ถูกเพิ่มเข้ามาบนรุ่นนี้แล้วเห็นผลได้ชัดเจนมากๆว่า R17 Pro นี้มีทีเด็ดในเรื่องกล้องจริงๆก็คือ Ultra Night Mode หรือโหมดกลางคืนใหม่ที่ใส่มาชูจุดเด่นตามสโลแกน "Seize The Night" ได้อย่างจริงจัง รูปแบบของการใช้งานในโหมดนี้คือการเก็บภาพในหลายๆสภาพแสงในช่วงเวลาราวๆ 2 - 4 วินาทีแล้วมาประมวลผลด้วย AI Ultra-clear Engine ทำให้เราได้ผลลัพธ์ของภาพที่ในตอนกลางคืนที่คมชัด สีสันที่สวยคมแม้จะเป็นเวลากลางคืนที่มีแสงน้อยมากๆก็ตามครับ

และถึงแม้จะบอกว่ามีการเก็บภาพที่ราวๆ 2 - 4 วินาทีก็จริง แต่ไม่ต้องกลัวว่าแล้วถ้าไม่มีขาตั้งกล้องล่ะ จะถ่ายออกมาได้นิ่งแค่ไหนเหรอ ภาพจะยังได้เหมือนที่ควรจะเป็นไหม ตรงนี้ไม่ต้องห่วงเลยครับ เพราะระบบจะใช้การจับภาพจริงๆ 1 - 2 วินาทีเท่านั้น (บวกประมวลผลเพิ่มเติมเป็น 2 - 4 วินาที) เราเพียงแค่พยายามถือ R17 Pro ให้นิ่งที่สุดก็พอ ไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งให้นิ่งแบบสุดๆเหมือนในโหมด Expert ที่มีการเปิด Shutter Speed นานๆจริงๆ บวกกับตัวเครื่องที่มี OIS อยู่ด้วยแค่ถือให้นิ่งหน่อยก็โอเคแล้วครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายเปรียบเทียบ Auto ธรรมดากับ Ultra Night Mode

ตัวอย่างภาพถ่ายเต็มๆจาก Ultra Night Mode ของ OPPO R17 Pro เห็นได้ชัดว่ารายละเอียดของภาพนั้นทำออกมาได้ดีมากๆ สีสันและรายละเอียดในยามค่ำคืนออกมาสวยสุดๆ สีสันนั้นต้องบอกว่าค่อนข้างจัดจ้านและเป็นแบบที่ภาพกลางคืนควรจะเป็น การถือถ่ายนิ่งๆด้วยมือเปล่าทำได้ดีอาจจะเจออาการภาพซ้อนบ้างในจังหวะที่เราถือได้ไม่นิ่งพอหรือมีการเคลื่อนไหวที่เร็วๆ แต่โดยรวมต้องยอมรับเลยว่า Ultra Night Mode ของ R17 Pro นั้นยกระดับกล้องของ OPPO ไปได้อย่างก้าวกระโดดจริงๆครับ :D

Portrait นี่ก็เป็นเทพเจ้าไปแล้ว !

มาต่อกับเรื่องที่ OPPO ทำได้ดีมาตลอดกับเรื่องของ Portrait หรือโหมดหน้าชัดหลังเบลอ ที่รอบนี้ R17 Pro ก็ยังคงทำได้ดีไม่เปลี่ยน ด้วยกล้องหลักที่มีค่ารูรับแสงกว้างถึง f/1.5 ถ่ายคนในที่แสงน้อยหรือละลายฉากหลังนั้นทำได้ดีแน่นอนบวกกับกล้องตัวที่ 2 ที่ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/2.6 ที่จะเข้ามาช่วยในการจับระยะลึกตื้นของแบบได้ดียิ่งขึ้น และระยะของภาพเมื่อเปิดมาที่โหมดนี้จะซูมเข้าไปที่ระยะ 1.4X ทำให้ได้ช่วงเหมาะกับการถ่าย Portrait พอดีเป๊ะๆ

ในส่วนของเอฟเฟกต์แสงนั้นในค่าเริ่มต้นก็มีให้ปรับ 6 แบบเช่นเดียวกับตอน Find X คือ

  • Natural Light แสงธรรมชาติปกติ
  • Film Light แสงแบบกล้องฟิล์ม
  • Mono-Tone Light แสงแบบขาว-ดำ
  • BI Color Light แสงสะท้อนที่ใบหน้าด้วยสีแดงและสีน้ำเงิน
  • Canvas Light ตัดฉากหลังให้เป็นพื้นขาว
  • Shake Light ตัดฉากหลังให้เป็นสีม่วงพร้อมเพิ่มเอฟเฟกต์สั่น

นอกจากนี้ AI Portrait ของ R17 Pro ยังมีตัวเลือกของเอฟเฟกต์แสงเพิ่มเติมด้วยในหน้า Gallery แตะที่ไอคอนหน้าคน จะมีรวมกันอยู่ครบเลยกว่า 10 แบบ ประกอบด้วย Natural Light, Film Light, Mono-Tone Light, Rim Light, Face Light, Bi-Colour Light, Shake Light, Local Light, Canvas Light และ Rainbow Light

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait ของ OPPO R17 Pro เห็นได้ชัดเลยว่าโหมดนี้ทำได้ดีจริงๆ ความเนียนสวยของแบบที่ได้บวกกับการละลายฉากหลังที่เบลอกำลังพอเหมาะ ช่วยให้ภาพนั้นออกมาสมบูรณ์ ตรงนี้ก็ได้กล้องหลัก f/1.5 มาช่วยไว้ได้เยอะเลย จะถ่ายตอนแสงมากแสงน้อยออกมาสวยครบไปทั้งหมดจริงๆครับสำหรับโหมด Portrait นี้

TOF 3D Camera กล้องใหม่ที่เพิ่มเข้ามาช่วยอะไร !?

หลายคนน่าจะสงสัยกันอยู่ (หรือลืมไปแล้ว) ว่ารอบนี้ OPPO ใส่กล้องหลังมามากถึง 3 ตัว เพราะ 2 ตัวหลักที่เป็นกล้องจริงๆก็ช่วยให้ได้ภาพสวยครบไปซะหมดแล้ว ในส่วนของกล้องตัวใหม่ TOF ที่เพิ่มเข้ามานี้จะมาช่วยในเรื่องของการสแกนวัตถุต่างๆให้แม่นยำมากขึ้น ด้วยการยิงแสงอินฟราเรดไปเป็นวงกว้างเพื่อตรวจจับวัตถุในแนวลึกได้ดียิ่งขึ้น ใช้งานกับการตรวจจับใบหน้าหรือแอป 3D ต่างๆที่จะปล่อยอัปเดตให้ในอนาคตครับผม

วิดีโอได้สูงสุด 4K แสงน้อยก็ไหว !

ปิดท้ายเรื่องกล้องกันที่โหมดภาพเคลื่อนไหวหรือวิดีโอ รุ่นนี้รองรับความละเอียด 3 รูปแบบ 4K , Full-HD และ HD มาพร้อมระบบ OIS ป้องกันภาพสั่นไหว (บนความละเอียด Full-HD) ช่วยในเรื่องการถ่ายวิดีโอให้นิ่งยิ่งขึ้น ด้วยตัวฮาร์ดแวร์ที่ f/1.5 เวลาถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อยก็ยังคงสว่างใช้งานได้ดีครับ

แบตเตอรี่อึดใช้งานได้ตลอดทั้งวัน !

มาปิดท้ายกันที่เรื่องการใช้งานแบตเตอรี่ของรุ่นนี้หลังจากใช้งานมาในหลายๆฟีเจอร์ ความจุแบตฯของรุ่นนี้อยู่ที่ 3700 mAh เทียบกับสเปคและการใช้งานโดยรวมแล้วบอกเลยว่าเพียงพอต่อการใช้งานมากๆ อยู่รอดตลอดทั้งวันได้สบายๆ ด้วยการจัดการของระบบที่ดีบวกกับหน่วยประมวลผลที่ไม่กินพลังงานมากอย่าง Snapdragon 710 นี่แหละ

มาพร้อม SuperVOOC ชาร์จเร็วที่สุดในโลกแล้วนะจ๊ะ !

เข้าสู่เรื่องแบตฯแบบนี้จะไม่พูดถึงระบบชาร์จที่เป็นไฮไลท์ของแบรนด์นี้เลยก็ไม่ได้เนาะ เพราะ OPPO นั้นขึ้นชื่อเรื่องความเร็วในการชาร์จที่เร็วมากๆ และปลอดภัยแบบสุดๆ สำหรับ OPPO R17 Pro ก็มาพร้อมกับระบบชาร์จไว SuperVOOC Flash Charge ระบบชาร์จที่เร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็วแบบ 50W (10V5A) กระจายไฟเข้าไปในแบตเตอรี่แบบ Bi-Cell (2 เซล) บน R17 Pro ทำให้เราชาร์จแบตเข้าไปได้ไวกว่าเดิมมากๆ แต่ความร้อนก็ไม่ได้มากขึ้นเลย

ด้วยความเร็วระดับนี้จึงทำให้ R17 Pro นั้นชาร์จได้เร็วมากๆ ตามสโลแกนของเขาเลยว่า "ชาร์จ 10 นาทีได้แบตฯ 40%" โอ้โห เคลมมาแบบนี้เราต้องพิสูจน์ เราเลยลองใช้งานแบตฯให้เหลือ 1% แล้วลองทำการชาร์จดูซิว่า 10 นาทีจะขึ้นมาที่ 40% ไหมน้า เอ้า ! จับเวลา…

ผ่านไป 10 นาทีจากแบตเตอรี่ 1% ตอน 11.30 ตอนนี้ 11.40 ก็กลับมาถึง 40% ตามที่เคลมจริงๆจ้า อื้อหือเร็วแบบสุดๆ

และเท่าที่ลองชาร์จมาจาก 1 - 100% ก็ใช้เวลาเพียง 36 นาทีเท่านั้น เรียกว่ารวดเร็วมากๆ สมกับระบบชาร์จเร็วที่สุดในโลกจริงๆครับ ส่วนเรื่องความร้อนที่หลายคนอาจกังวลว่าถ้ามันเร็วได้ขนาดนี้แล้วจะร้อนไหม เท่าที่ลองชาร์จจริงบอกเลยว่าตัวเครื่องไม่ร้อนเท่าไหร่เลย แค่อุ่นๆเท่านั้น และก็มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องของเราจะปลอดภัยถ้าใช้ชุดสายชาร์จที่แถมมาในกล่องเพราะมีการป้องกันภายในถึง 5 ขั้นตอนถ้าเกิดฉุกเฉินก็ไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องเราแน่นอนครับ

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ยอดเยี่ยมมากๆสำหรับระบบ SuperVOOC Flash Charge นี้ เพราะเราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาชาร์จแบตฯนานๆหรือทิ้งไว้ข้ามคืนอีกต่อไป ตื่นเช้ามาทำธุระส่วนตัวชาร์จไปด้วย ก็ได้แบตฯกลับมาพร้อมใช้งานแล้วล่ะ ความสามารถนี้จริงๆมีมาแล้วบน OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition รุ่นท็อปราคาครึ่งแสน แต่ตอนนี้ OPPO ยกมาใส่บนรุ่นที่จับต้องได้แล้ว น่าสนใจอย่างยิ่งเลยครับ :D

สรุปให้เลยจ้า !

สำหรับ OPPO R17 Pro รุ่นนี้ต้องบอกเลยว่ามีดีในหลายส่วนจริงๆ สิ่งแรกที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือรูปลักษณ์ที่สวยงามน่าเย้ายวนกับหน้าจอเต็มๆ ฝาหลังไล่เฉดสีสวยๆที่เชื่อว่าใครเห็นเป็นต้องทักในความแวววาวและโดดเด่นนี้แน่ๆ, กล้องที่จัดเต็มมาแบบก้าวกระโดดที่เรียกว่าเทียบชั้นเรือธงรุ่นอื่นๆได้สบายๆทั้งภาพถ่าย Auto ที่ฉลาดด้วย Smart Aperture และ AI Scene Recognition หรือจะเป็น Ultra Night Mode ที่ทำงานร่วมกับ AI Ultra-Clear Engine จนทำให้กล้องนั้นเก่งขึ้นมากในที่แสงน้อย และที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆก็คือเรื่องของระบบชาร์จ SuperVOOC ที่เร็วที่สุดในโลก ไม่ทำให้เราเสียเวลาในการชาร์จอีกต่อไปเพราะชาร์จแค่ 10% ก็ได้ถึง 40% แล้ว แต่ส่วนที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับหน่วยประมวลผล Snapdragon 710 ว่าจะไหวมั้ย ต้องบอกเลยว่าถ้าคุณไม่ได้ใช้งานอะไรที่หนักหนามาก ตัวนี้เอาอยู่แน่นอน เกมฮิตๆที่เล่นกันก็ปรับคุณภาพได้สุด เล่นได้ลื่นๆ การทำงานทั่วไปก็ประมวลผลได้ปุ๊บปั๊บๆ แถมได้แรมเยอะถึง 8GB แบบนี้ด้วยรองรับการใช้งานได้อีกยาวๆเลย รวมๆแล้วใครที่กำลังมองหามือถือที่ครบเครื่องในเรื่องดีไซน์ กล้อง และการใช้งานในช่วงปลายปีแบบนี้เจ้า OPPO R17 Pro นี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆเลยล่ะครับ ! :D

ราคาและโปรโมชั่น !

ท้ายที่สุดนี้ขอพูดถึงเรื่องราคากันอีกสักหน่อย สำหรับ OPPO R17 Pro นั้นเปิดราคาค่าตัวมาที่ 24,990 บาท เปิดให้จองกันแล้วตั้งแต่วันที่ 17 - 30 พ.ย.นี้ พร้อมรับของสมนาคุณเป็นขาตั้งกล้องและ VIP Card (รับประกันจอแตก 1 ปี) มูลค่ารวมกว่า 9,200 บาท และจะวางจำหน่ายจริงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธ.ค.นี้

แต่ถ้าใครคิดว่าราคาแอบสูงไปหน่อยอยากได้โปรลดแบบจัดหนักจัดเต็ม ทาง OPPO ก็มีโปรโมชั่นพิเศษกับทางโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่ายที่ให้คุณซื้อเครื่องในราคาเริ่มต้นแค่ 9,990 บาทอีกด้วยนะ อื้อหือเครื่องเต็ม 24,990 บาทลดเหลือแค่นี้ ไม่ซื้อไม่ได้แล้วนะเออ *0* สำหรับรายละเอียดโปรโมชั่นการจองต่างๆสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในลิ้งก์ด้านล่างนี้เล้ยยย !

เช็คโปรโมชั่นการจองของ OPPO R17 Pro ได้ที่นี่

จุดเด่น

  • ดีไซน์สวยแวววาวด้วยฝาหลังไล่เฉดสี
  • หน้าจอหยดน้ำแสดงผลเต็มตา
  • สเปคภายในใช้งานได้ครอบคลุม
  • กล้องหลังชาญฉลาดด้วย Smart Aperture
  • Ultra Night Mode เปลี่ยนภาพกลางคืนให้สวยงามกว่าที่เคย
  • กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซลพร้อม AI Beauty 2.1
  • ระบบสแกนนิ้วมือบนหน้าจอสุดล้ำพร้อมระบบสแกนใบหน้าทำงานรวดเร็ว
  • มี SuperVOOC Flash Charge ระบบชาร์จเร็วที่สุดในโลก

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม.
  • ไม่สามารถเพิ่ม Micro-SD ได้ (แต่ในเครื่องให้มามากถึง 128GB แล้ว)

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite