Preview: OPPO Reno5 Series 5G ที่สุดของวิดีโอพอร์ทเทรต พร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นนำเทรนด์ !

กู๊ดดรีม | 22 ม.ค. 2564 17:49:24

9440

VIEWS กู๊ดดรีม

Preview: OPPO Reno5 Series 5G ที่สุดของวิดีโอพอร์ทเทรต พร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นนำเทรนด์ !

สวัสดีเพื่อนๆทุกคนนะคะ วันนี้กู๊ดดรีม TechXcite เอา preview มือถือจากแบรนด์ที่หลายคนตกหลุมรักอย่าง OPPO มาเสิร์ฟให้ทุกคนได้อ่านกันกับ OPPO Reno5 Series ซึ่งเปิดตัวมาด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่นคือ OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G รอบนี้มีการอัพเกรดใหม่หลายจุดด้วยกัน และที่สำคัญคือเป็นมือถือที่ยังคงการถ่าย Portrait ได้สวย อัพเกรดฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอ Portrait ไว้เก็บช่วงเวลาดีๆ กับคนรอบข้างได้ในทุกช่วงโมเม้น แถมตอบโจทย์กระแส VDO content ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในตอนนี้อีกด้วย

วันนี้ดรีมจะมาแกะกล่อง Preview ให้ทุกคนได้ดูกันว่า 2 มือถือกล้องสวยตัวนี้ จะมีความน่าสนใจอย่างไร ดีไซน์สวยแค่ไหน แล้วจะมีจุดเด่นอะไรบ้างไปแกะกล่องพร้อมกันเลย

อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง

  • ตัวเครื่อง OPPO Reno5 Series 5G
  • เคสใส
  • หูฟัง
  • อแดปเตอร์ชาร์จ
  • สายชาร์จ USB-C
  • คู่มือการใช้งาน
  • เข็มจิ้มถาดซิม

ตัวของอแดปเตอร์ชาร์จทั้งในกล่อง 4G และ 5G ให้มาแบบเดียวกันมีคำว่า SUPERVOOC แต่ถึงอย่างนั้นตัวของ 4G จะรองรับความเร็วได้ในระดับ 50W Flash Charge เท่านั้นนะ ในขณะที่ตัว Reno5 5G จะได้ใช้งานความเร็วในการชาร์จระดับ 65W SuperVOOC 2.0

สายชาร์จเป็น USB-C ตามระเบียบ แถมมาให้ในกล่องไม่ต้องซื้อแยก

อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องถือว่าครบครันมากๆ มีให้ทั้ง อแดปเตอร์ชาร์จ สายชาร์จและหูฟัง เป็นปลื้มมากๆ ที่ OPPO ยังไม่ลดทรัพยากรในตอนนี้ อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องของทั้ง Reno5 แบบ 4G และ 5G ให้มาเหมือนกัน เหมือนยันกล่องที่บรรจุมา ต่างแค่สัญลักษณ์ 5G เล็กๆ ที่ด้านล่าง เอาเป็นว่าใครจะซื้อตัวไหนก็สังเกตให้ดีๆ ไม่งั้นอาจจะหยิบผิดได้เลยล่ะ

ดีไซน์

ต้องบอกว่าดีไซน์การจัดวางปุ่มและพอร์ตต่างๆของทั้ง 2 รุ่นนั้นเหมือนกันแบบเป๊ะๆ ทั้งปุ่ม power ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง แม้กระทั่งโมดูลกล้อง

มาดูทีละด้านกันเลยดีกว่า ขอบด้านขวาเป็นตำแหน่งของปุ่ม power เปิด-ปิดเครื่อง โดยที่ด้านในปุ่มแทรกด้วยรอยขีดเล็กๆสีเขียวด้านในเป็นเอกลักษณ์ของ Reno พลิกมาอีกฝั่งเป็นตำแหน่งของปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และถาดซิม เส้นถาดซิมมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ตัวซีจะรองรับได้ 2 ซิมการ์ด และรองรับ 1 micro SD ในขณะที่ตัวของ 5G รองรับได้ 2 ซิมการ์ดเหมือนกันพร้อมรองรับซิม 5G แต่ไม่สามารถเพิ่ม micro SD ได้

ส่วนด้านล่างของเครื่องนั้นก็เหมือนกันเป๊ะๆ เริ่มต้นจากช่องเสียบหูฟังแจ็ค 3.5 ช่องชาร์จ USB-C และลำโพง 1 ฝั่ง

ส่วนหน้าจอให้มาเท่ากันเลยที่ 6.43 นิ้ว เป็นรูปแบบ AMOLED ถ้า refresh rate หน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 90 Hz และ Touch Sampling ที่ 180 Hz ให้หน้าจอที่สีสันสดใส คมชัด สัมผัสลื่นไหล ตำแหน่งของกล้องหน้าเป็นหน้าจอแบบเจาะรูวางที่มุมขวาบนของตัวเครื่อง 

ทีนี้มาดูที่ฝาหลังกันบ้างส่วนนี้จะเห็นความแตกต่างบ้างเล็กน้อย เริ่มต้นกันที่ Reno5 รุ่น 4G กันก่อนเลย

ตัว Reno5 มีสีให้เลือกด้วยกัน 2 สี คือ Fantasy Silver และ Starry Black ซึ่งสีที่ดรีมได้มาคือสีดำ Starry Black เมื่อโดนแดดจะสะท้อนเล่นเงาวิบวับเป็นสีเทาประกาย ใครที่ชอบดีไซน์แบบเรียบๆ น่าจะชอบสีนี้กัน

ส่วนตัวของ Reno5 5G สีที่ดรีมได้มาเรียกว่า Galactic Silver เป็นสีที่มีการเคลือบเทคนิคแบบพิเศษที่เรียกว่า "Reno Glow" โดยจะเป็นการเคลือบสีแบบด้านพร้อมประกายบนฝาหลังถึง 4 ชั้น เพิ่ม glitter ระยิบระยับใส่เข้าไปมากกว่าเดิมถึง 35% ถ้าลองดูใกล้ๆจะเห็นเป็นประกายเล่นแสง ซึ่งมันสะท้อนสีได้หลากหลายมากๆ ถึงขนาดที่ว่า OPPO เคลมว่ามันสามารถสะท้อนสีได้มากถึง 1 พันสี เปลี่ยนมุมทีนึงก็เปลี่ยนสีที แต่สีหลักก็จะเป็นสีเขียว สีเหลือง สีฟ้า สีม่วง และ สีส้ม เวลาจับสัมผัสให้ฟีลเหมือนจับฝาหลังแบบด้าน ข้อดีของฝาหลังแบบ Galactic Silver คือมันไม่ติดรอยนิ้วมือและคราบมันที่นิ้ว ไม่ต้องคอยเช็ดทำความสะอาดตลอดเวลา แต่จับถือก็ระวังสักนิดนึงเพราะว่าฝาหลังค่อนข้างลื่น

โมดูลกล้องหลังจัดวางแบบเดียวกันเป๊ะๆ ตัวเลนส์ใหญ่ 3 ตัววางเรียงกันในแนวดิ่ง และมีเลนส์เล็กๆอีก 1 ตัวอยู่ข้างๆ เล่นตัวหลัก โดยรวมดีไซน์ก็ถือว่ามีความเบาและค่อนข้างบางทีเดียว พกพาเหน็บใส่กระเป๋ากางเกงได้สบายเลย

กล้อง

สำหรับความละเอียดของกล้องหลัง 4 ตัว ทั้ง Reno5 และ Reno5 5G ให้มาเท่ากันเลย 

  • 64MP กล้องหลัก
  • 8MP เลนส์ Ultra-Wide
  • 2MP เลนส์ Mono Camera
  • 2MP เลนส์ Macro

ซึ่ง Reno5 Series มีการเพิ่มฟีเจอร์เพื่อตอบโจทย์สายวีดีโอคอนเทนต์มากมายเลย ช่วยให้งานวีดีโอมันน่าสนใจมากขึ้น โดย 2 ฟีเจอร์ VDO หลักๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาก็จะมี 

Dual-View Video

โหมดนี้จะเป็นการถ่ายวีดีโอด้วยกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมๆ กัน เหมาะสำหรับการถ่าย Vlog หรือถ่าย Review แบบเห็นทั้งวิวและรีแอคชั่นจากสีหน้าเราไปพร้อมๆ กัน อย่างเช่นการรีวิวอาหารที่ต้องการถ่ายให้เห็นอาหารพร้อมสีหน้าของเราไปพร้อมๆ กัน โหมดนี้มีให้ใช้งานทั้งในรุ่น แบบ 4G และ 5G เลย นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ อีกเพียบสำหรับทั้งงานวีดีโอและภาพนิ่ง

AI Mixed Portrait 

เป็นฟีเจอร์เพื่อซ้อนภาพวีดีโอ 2 ตัวเข้าด้วยกัน โดยภาพพื้นหลังก็จะเป็นวิวทิวทัศน์ที่ซ้อนทับเข้ากับ VDO Portrait ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่สมาร์ทโฟนสามารถทำเอฟเฟกต์วิดีโอแบบนี้ได้ โดยโหมดนี้จะมีเฉพาะใน OPPO Reno5 เท่านั้นคุณภาพที่ได้ก็จะออกมาตามวีดีโอด้านบนเลย

กล้องหน้า

กล้องหลังให้ความละเอียดเท่ากันไปแล้ว แต่กล้องหน้าความละเอียดจะแตกต่างกันอยู่ โดย Reno5 ตัว 4G ให้กล้องหน้ามา 44MP ในขณะที่ตัว Reno5 5G ให้มาอยู่ที่ 32MP ตัวของ Reno5 จะให้ไฟล์ที่ค่อนข้างละเอียดกว่านิดหน่อย 

สเปคการใช้งาน

OPPO Reno5

  • หน้าจอ AMOLED FHD+ 6.43 นิ้ว
  • อัตราส่วนหน้าจอ 20:9
  • Refresh Rate 90Hz, Touch Sampling 180 Hz
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 720G
  • ระบบปฏิบัติการ Color OS 11.1
  • RAM 8GB
  • ความจุ 128GB
  • กล้องหน้า 44MP
  • กล้องหลัง 4 ตัว
    • 64MP กล้องหลัก
    • 8MP เลนส์ Ultra-Wide
    • 2MP เลนส์ Mono Camera
    • 2MPเลนส์ Macro
  • รองรับสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ
  • รองรับระบบสแกนใบหน้า
  • แบตเตอรี่ 4310mAh
  • รองรับ 50W Flash Charge

OPPO Reno5 5G

  • หน้าจอ AMOLED FHD+ 6.43 นิ้ว
  • อัตราส่วนหน้าจอ 20:9
  • Refresh Rate 90Hz, Touch Sampling 180 Hz
  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 765G
  • ระบบปฏิบัติการ Color OS 11.1
  • RAM 8GB
  • ความจุ 128GB
  • กล้องหน้า 32MP
  • กล้องหลัง 4 ตัว
    • 64MP กล้องหลัก
    • 8MP เลนส์ Ultra-Wide
    • 2MP เลนส์ Mono Camera
    • 2MPเลนส์ Macro
  • รองรับสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ
  • รองรับระบบสแกนใบหน้า
  • แบตเตอรี่ 4300 mAh
  • รองรับ 65W SuperVOOC 2.0

ระบบปฏิบัติการ

Color OS 11.1 ตัวใหม่ล่าสุด เพิ่ม 4 ฟีเจอร์หลักๆ

  • Customize หน้าจอ Always on Display ได้ตามต้องการ
  • เพิ่ม Dark Mode
  • Flex Drop สามารถเปิดแอปทั่วไปให้ขึ้นเป็นหน้าต่างลอยแบบ Messenger ได้
  • เมื่อแคปหน้าจอแล้วสามารถเลือกฟังก์ชั่นเพื่อแปลภาษาผ่าน Google Lens ได้ด้วยการลากนิ้วลงมาจากด้านบน 3 นิ้ว

แบตเตอรี่ 

ในเรื่องแบตเตอรี่ของทั้งสองรุ่นก็จะมีความแตกต่างกันพอสมควร เริ่มต้นที่ Reno5 ให้แบตเตอรี่มาอยู่ที่ 4310 mAh รองรับ 50W Flash Charge ส่วนตัวของ Reno5 5G ให้แบตเตอรี่มาน้อยกว่านิดหน่อยอยู่ที่ 4300 mAh แต่รองรับ 65W SuperVooc 2.0 ซึ่งสามารถชาร์จได้ไวกว่าและเป็นเทคโนโลยีการชาร์จระดับ Flagship เลยล่ะ 

ของสมนาคุณ

สำหรับคนที่สั่งจอง OPPO Reno5 จะได้รับของแถมเป็น 

  • เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ Smart Scale
  • E-VIP Card

ส่วนการสั่งจอง OPPO Reno5 5G จะได้ของแถมเป็น

  • เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ Smart Scale
  • Bluetooth Speaker
  • E-VIP Card

สรุปหลังลองจับ

ความประทับใจแรกเลยคือดีไซน์ Galactic Silver ที่สวยเป็นเอกลักษณ์มากๆ ดีไซน์บางเบา พกพาสะดวก จุดเด่นที่เห็นได้ชัดก็คือการเพิ่มฟีเจอร์ในงานวีดีโอให้น่าสนใจขึ้น ตอบโจทย์กระแสคอนเทนต์วีดีโอที่กำลังมาแรงมากๆ ในตอนนี้ นอกจากนี้ยังให้ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ในระดับ Flagship กันเลยทีเดียว เป็นมือถือต้อนรับต้นปีที่น่าสนใจมากๆ ในเรื่องของการใช้งานอื่นๆ รวมไปถึงคุณภาพไฟล์ภาพถ่ายและวีดีโอจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องรอติดตามกันในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ OPPO Reno5 Series วันที่ 26 มกราคม 2564 นี้