Review : Asus Zenfone 3 Ultra สมาร์ทโฟนจอใหญ่ยักษ์ จัดเต็มทุกรูปแบบความบันเทิงที่คุณอยากได้ !!

เฮียแม็พ | 11 ต.ค. 2559 15:23:47 (อัพเดต 12 ต.ค. 2559 14:18:49)

17035

VIEWS เฮียแม็พ

Review : Asus Zenfone 3 Ultra สมาร์ทโฟนจอใหญ่ยักษ์
จัดเต็มทุกรูปแบบความบันเทิงที่คุณอยากได้
!!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม๊พ. TechXcite กันอีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟน เอ๊ะ…! เรียกว่าสมาร์ทโฟนได้รึเปล่านะ ก็จอมันใหญ่ตั้ง 6.8 นิ้ว บอกอย่างนี้ก็คงพอทราบกันแล้วใช่ไหมล่ะ วันนี้เราจะมารีวิว Asus Zenfone 3 Ultra แฟ็บเล็ตหน้าจอใหญ่ยักษ์ตัวล่าสุดของทาง Asus เขานั่นเอง ซึ่งรุ่นนี้ก็มีทีเด็ดตรงที่ความบันเทิงเต็มรูปแบบทั้งภาพและเสียงกันเลยทีเดียว ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจ เรามาติดตามไปพร้อมๆกันเลยดีกว่า :D

อุปกรณ์ภายในกล่อง

เริ่มแรกเรามาดูกันที่ตัวกล่องของเจ้ารุ่นนี้กันก่อน ตัวกล่องมาพร้อมทรงเรียบหรู ด้านหน้ามีสลักคำว่า Zenfone 3 Ultra ชื่อรุ่นด้วยตัวหนังสือสีทองตัดกับสีกล่องน้ำเงินเข้มสวยงาม

เปิดขึ้นมาชั้นแรกจะเจอกับตัวเครื่องอันมหึมานอนอยู่นิ่งๆ

ส่วนอุปกรณ์ที่ติดมาจะอยู่ชั้นล่างที่เป็นรูปแบบลิ้นชักให้ดึงออกมาได้ ครับ ข้างในก็มีอุปกรณ์มาตรฐานให้มาครบเลยทั้ง

  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ
  • หูฟัง ZenEar
  • คู่มือการใช้งาน
  • เข็มจิ้มถาดซิม

อุปกรณ์ภายในกล่องทั้งหมดก็มีประมาณนี้ครับ

ยลโฉม Asus Zenfone 3 Ultra

ได้เวลาชมตัวเครื่อง Asus Zenfone 3 Ultra กันแล้ว ตัวเครื่องแว่บแรกที่เห็นบอกเลยว่าใหญ่จริงๆ ด้วยขนาดหน้าจอที่บอกว่าใหญ่ถึง 6.8 นิ้ว ก็คงไม่ใช่ไซส์ระดับมือถือทั่วไปละ เพราะอีกนิดก็ไปถึงแท็บเล็ตรุ่นเล็กละแหละ แต่ถึงแม้จะบอกว่าใหญ่ก็ยังสามารถถือมือเดียวได้อยู่ด้วยขอบหน้าจอตัวเครื่องที่บางกำลังดี ขนาดของตัวเครื่องก็จะอยู่ที่ 93.9 × 186.4 × 6.8 มม.

ความบางของตัวเครื่องก็บางได้ที่ทีเดียวกับ 6.8 มม. เลยไม่ทำให้ตัวเครื่องดูใหญ่เทอะทะเท่าไหร่ ส่วนน้ำหนักก็แอบหนักนิดหน่อยด้วยน้ำหนักที่ 233 กรัมถือมือเดียวนานๆมีเมื่อยได้เหมือนกัน

ตัวบอดี้รุ่นนี้ก็ใช้เป็น Metal Unibody ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมใช้ได้ ตามมุมมีการตัดขอบแบบ Diamond-Cut ด้วย

Asus Zenfone 3 Ultra มาพร้อมหน้าจอ IPS ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด Full-HD ในเรื่องของสีสันก็บอกเลยว่าสวยใช้ได้ ถึงแม้ความละเอียดจะไม่มากระดับ 2K แล้วขนาดก็ใหญ่มากขนาดนี้ก็เถอะ แต่รวมๆแล้วทำได้ดีครับ โทนออกออมแดงนิดหน่อย

เหนือหน้าจอจะมีกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล , ลำโพงสนทนา , เซ็นเซอร์วัดระยะ เซ็นเซอร์วัดแสง และไฟ LED แจ้งเตือน

ส่วนล่างหน้าจออาจจะดูแปลกไปจาก Zenfone รุ่นก่อนๆหน่อย ตรงที่รุ่นนี้มาพร้อมปุ่มโฮมแบบกดด้วย ซึ่งปกติมือถือ Zenfone ส่วนใหญ่จะเป็นปุ่มแบบสัมผัสทั้งหมดในด้านหน้านี้ แต่รอบนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นปุ่มสัมผัส 2 ปุ่ม (แบ่งเป็นปุ่ม Back และ ปุ่ม Recent App)และตรงการเป็นปุ่มโอมแบบกดที่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านในด้วย อ๊ะ ! ลืมบอกไปรอบนี้มีไฟ Backlit มาให้แล้วนะ :P

ด้านขวาของตัวเครื่องมีช่องใส่ซิมและ Micro-SD อยู่ ตรงนี้จะเป็นถาดซิมแบบไฮบริดนะครับ

ด้านล่างของตัวเครื่องมีลำโพงคู่ 2 ตัวอยู่ซ้ายขวา ส่วนตรงกลางจะมีพอร์ท USB Type-C และไมโครโฟนสนทนาอยู่ใกล้ๆกัน

ด้านบนมีช่องหูฟังแจ็ค 3.5 มม. พร้อมกับไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียงรบกวนอยู่

ส่วนด้านหลังมีเลนส์กล้องหลังที่นูนออกมาจากตัวเครื่องเล็กน้อย พร้อม Laser Auto-Focus และไฟแฟลชแบบ Dual-Tone อยู่ข้างๆกันเลย ตัวปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงยังคงอยู่ตำแหน่งหลังเครื่องเหมือนกับตอน Zenfone 2 Series

สเปค Asus Zenfone 3 Ultra

รุ่นใหญ่แบบนี้สเปคก็ใหญ่ตามด้วย เพราะรุ่นนี้จัดสเปคมาให้แบบอัดแน่นทีเดียวแหละ ทั้งหน่วยประมวลผล กล้องหรือกระทั่งหน่วยความจำภายใน

  • หน้าจอ IPS 6.8 นิ้ว ความละเอียด Full-HD
  • ชิปประมวลผล Snapdragon 652 Octa-core 1.8GHz
  • ชิปกราฟิก Adreno 510 GPU
  • แรม 4GB
  • รอม 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 4600 mAh
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล
  • กล้องหลัง 23 ล้านพิกเซล
  • รองรับ 2 ซิมด้วยถาดซิมแบบไฮบริด
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • ขนาดตัวเครื่อง 93.9 × 186.4 × 6.8 มม.
  • น้ำหนัก 233 กรัม

ประสิทธิภาพของ Asus Zenfone 3 Ultra

เห็นสเปคละต้องบอกว่าทั้งแรง และครบเครื่องมากๆ แต่ถ้าอยากให้เห็นภาพแบบชัดเจนขึ้นมาหน่อยเราก็เลยจะมาทดสอบผ่านแอป AnTuTu Benchmark กันหน่อยว่ารุ่นนี้จะได้คะแนนจัดเต็มไปสักแค่ไหน

ผลก็ออกมาราวๆ 79,313 เลยทีเดียวล่ะ เรียกว่าน้องๆเรือธงปีนี้ได้ละ

ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์เบื้องต้น

เช่นเดียวกับ Zenfone 3 เจ้ารุ่นนี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 6.0.1 Marshmallow ตัวล่าสุดในตลาดตอนนี้ พร้อมครอบทับด้วย ZenUI 3.0 มาให้ด้วย

หน้าตาไอคอนต่างๆก็ไม่ต่างจาก ZenUI บนรุ่นอื่นๆเท่าไหร่ แต่ด้วยขนาดหน้าจอใหญ่มาก การจัดเรียงไอคอนต่างๆเลยได้เยอะขึ้นกว่าเดิมเยอะ มาในสไตล์แท็บเล็ตเลยล่ะแต่ถึงแม้จะใหญ่ขนาดนี้แล้ว แต่การแสดงผลในหน้า Home Screen นั้นจะใช้ได้แต่แนวตั้งเท่านั้นนะครับ ปรับเป็นแนวนอนตรงนี้ไม่ได้

แถบแจ้งเตือนด้านบนมีทางลัดให้เลือกมากมาย (แต่ยังเป็น 4 แถวเท่ากับมือถืออยู่)ทั้งการปรับแสงหน้าจอทางลัดเข้าแอปด่วนด้านบน (ตรงนี้เราสามารถตั้งได้ 4 อย่างเป็นสีเขียว) ส่วนสีฟ้าด้านล่างเป็นพวก Toggle เปิด-ปิด Wi-Fi , Data , Bluetoothเป็นต้น

ส่วนหน้า Recent App ก็จะเป็นแบบเรียบๆตามสไตล์ Stock Android แต่มีการเพิ่ม 3 ปุ่มเข้าใน ปุ่มแรกคือการเข้าถึงแอปหรือเข้าไปหน้า App Manager นั่นเอง , ส่วนอันกลางก็เป็นการปักหมุดแอปให้เราอยู่แต่ในหน้านั้นไม่สามารถกดออกไปได้นอกจากจะกดปุ่ม Back และ Recent พร้อมกัน และปุ่มสุดท้ายก็คือการเคลียร์แอปทั้งหมดในหน้านี้

การปรับแต่งด้วย Theme ก็ยังคงมีให้เลือกปรับอยู่เช่นเคย มีทั้งฟรีและเสียตังเลือกได้ตามสะดวกเลย

ด้วยความที่หน้าจอใหญ่มาก ตัวเครื่องก็มีระบบ One Hand Operation หรือการใช้งานมือเดียวมาให้ด้วย โดยเราสามารถเลือกได้โดยกดจากแถบแจ้งเตือนด้านบน หรือตั้งค่าให้กดปุ่มโฮม 2 ครั้งในการย่อจอก็ได้เช่นกัน (เข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Zenmotion > One Hand Mode)

ระบบสแกนลายนิ้วมือสุดรวดเร็ว

ระบบสแกนลายนิ้วมือรอบนี้ก็ปรับมาด้านหน้าละ การใช้งานก็ง่ายๆตามสไตล์กดแล้วก็ปลดล็อคเลย...ใช่แล้วครับแค่กดก็ปลดล็อคแล้ว คือจริงๆก็ต้องทำการปลุกจอให้ติดก่อน 1 ครั้งเหมือนรุ่นอื่นๆนั่นแหละครับ แต่ด้วยความที่ตัวเซ็นเซอร์ทำงานเร็วมาก แค่เรากด 1 ครั้งเพื่อจะปลุกจอก็เข้าหน้า Home Screen ไปซะละ

การใช้งานก็ทำได้แม่นยำดีครับ ไม่ค่อยเจออาการสแกนไม่ติดหรือช้าแต่อย่างใด แต่ด้วยขนาดเครื่องที่ใหญ่มาก จะมาสแกนด้วยมือข้างเดียวก็คงจะไม่ถนัดเท่าไหร่ ยังไงก็ต้องถือ 2 มือจะสะดวกกว่า

บันเทิงเต็มรูปแบบทั้งภาพและเสียง !

มาต่อในเรื่องไฮไลท์ของรุ่นนี้อย่างการทำงานด้านมัลติมีเดียกันเลย Zenfone 3 Ultra มาพร้มอขนาดหน้าจอที่ใหญ่มหึมาแบบนี้ ก็แน่นอนว่าเอาดูหนัง ดูไฟล์ภาพได้อย่างเต็มอิ่มเลยล่ะ ยิ่งไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงๆด้วยแล้วนี่บอกได้เลยว่าฟินมาก

แถมตัวเครื่องยังมีซอฟต์แวร์ช่วงให้การดูไฟล์วิดีโอของเราเพลิดเพลินมากขึ้นด้วยระบบ Blur-Free Motion ที่จะช่วยให้คลิปวิดีโอ (ทุกตัว) ที่เราดูผ่านหน้าจอของรุ่นนี้มีความลื่นไหลประหนึ่ง 60fps เลยด้วย (ถึงแม้ตัวคลิปจะเป็นแค่ 30fps ก็เถอะ)

โดยโหมด Blur-Free นี้เราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Display > Blur-Free Motion

ส่วนในเรื่องเสียงก็หายห่วงได้เช่นกัน เพราะรุ่นนี้มาพร้อมลำโพงคู่ด้านล่างตัวเครื่อง เสียงกระหึ่มแน่นอน จะใช้งานดูหนังหรือฟังเพลงผ่านลำโพงหลักก็หายห่วง ให้ระดับเสียงที่ดังใช้ได้ ส่วนในเรื่องของมิติเสียงก็กำลังดีครับ ใช้งานแบบไม่ต้องเพิ่งหูฟังได้เลย

แต่ถ้าจะใช้งานผ่านหูฟังก็ยิ่งดีขึ้นไปอีกเพราะตัวเครื่องมีระบบเสียง dts Headphone X สำหรับหูฟังที่ช่วยให้เสียงมีมิติและสมจริงยิ่งขึ้น มีโหมดให้เลือกปรัับไม่ว่าจะเป็นรูปแบบดูหนัง หรือฟังเพลง ก็จัดได้เลย

การเล่นเกมล่ะ ? ด้วยหน่วยประมวลผล Snapdragon 652 ตัวนี้ก็บอกได้เลยว่าการเล่นเกมนั้นทำได้สบายๆ เล่นได้ลื่นๆแทบทุกเกมในท้องตลาดตอนนี้แล้วแหละ และจากเท่าที่ทดสอบด้วยเกม Unkilled มาก็บอกได้เลยว่าเล่นได้สะใจมากๆ ทั้งจอแสดงผลเต็มตา ระบบเสียงดัง อีกทั้งหน่วยประมวลผลดีเล่นได้ลื่นไหลจัดเต็มมากๆ

ตัวเครื่องยังมีระบบ Game Tool bar

หรือตัวผู้ช่วยสำหรับการเล่นเกมเป็นไอคอนรูปจอยคอนโทรลเลอร์สีแดง อยู่ที่มุมจอด้วย ซึ่งตรงนี้จะมีเมนูในเราเลือกอยู่หลัก 5 อย่างคือ

  • Speed Booster ตรงนี้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมได้ (เผื่อเครื่องอืด)
  • Live & Record เป็นการอัดหน้าจอเวลาเราเล่น มีให้เลือกว่าจะ Live Stream (ผ่าน YouTube หรือTwitch)หรือบันทึกลงเครื่องก็ได้ครับ
  • Search เป็นการค้นหาคลิปต่างๆตามคีย์เวิร์ดผ่าน YouTube
  • Share เราสามารถแชร์ภาพหรือวิดีโอที่เราเล่นจากตรงนี้ได้เลย
  • Settings ตั้งค่าเกี่ยวกับตัว Game tool bar นี้ครับ

เหนือสิ่งอื่นใดหน่วยความจำภายใน 64GB ก็ยังรองรับไฟล์คอนเท้นท์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกม , แอป , เพลง ได้มากมายเลยล่ะ อีกทั้งยังสามารถเพิ่ม Micro-SD ได้สูงสุดอีก 256GB หมดห่วงเรื่องเม็มเต็มได้เลย :P

กล้องถ่ายภาพ 23 ล้านพิกเซล

มาต่อในเรื่องของกล้องถ่ายภาพ Zenfone 3 Ultra นี้ก็จัดเต็มเรื่องกล้องมาไม่น้อย เพราะถึงแม้ไซส์และกลุ่มจะออกมาแนวแท็บเล็ต แต่กล้องก็ให้ความละเอียดของกล้องหลังมาที่ 23 ล้านพิกเซลกันเลยทีเดียว เรียกว่าเยอะระดับเรือธงกันเลยนะ

ในส่วนของ UI การทำงานก็เข้าใจง่ายครับ ไม่ยาก มีทางลาดเข้าไปดูรูปได้จาก Gallery , ปุ่มปรับโหมด Auto-Manual ปุ่มชัตเตอร์ , ปุ่มบันทึกวิดีโอ และปุ่มเลือกโหมด

 

โหมด Manual ของ Zenfone 3 Ultra ก็ให้อิสระในการปรับตั้งค่าได้เต็มที่ ทั้ง White Balance , EV , ISO , Shutter Speed หรือระยะโฟกัส แถมการเข้าโหมดก็ง่ายอย่างที่บอกมีทางลัดให้กดเข้าโหมดได้เลยทันทีจากหน้าแอปกล้อง

ส่วนโหมดการถ่ายภาพก็เยอะแยะตามสไตล์ Asus เขาล่ะ ทั้ง HDR Pro , Super Resolution , Depth of Field , Panorama และอีกเพียบ

ในส่วนของวิดีโอรุ่นนี้สามารถบันทึกได้สูงสุดที่ความละเอียด 4K UHD กันเลยทีเดียว

ได้เวลามาชมภาพตัวอย่างจากกล้องหลังของ Asus Zenfone 3 Ultra กันเลยดีกว่า

ในส่วนของภาพถ่ายที่ได้จากกล้องของ Zenfone 3 Ultra ก็ถือว่าคุณภาพดีใช้ได้เลยล่ะ เพราะด้วยความละเอียดระดับ 23 ล้านพิกเซล (ระดับเรือธงเลย) ความคมชัด รายละเอียดของภาพก็สวยดีทีเดียว ส่วนเรื่องโทนสีก็ออกแนวอมแดงหน่อย คล้ายกับบน Zenfone 3

กล้องหน้ารุ่นนี้ก็ไม่ได้แย่เช่นกัน เพราะให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล โหมดการทำงานก็ไม่ต่างจาก Zenfone 3 ปกติ มีโหมด Beauty ให้เลือกปรับระดับความเนียนมากมาย

 

เรื่องคุณภาพก็ทำได้ดีครับ แต่การเซลฟี่อาจจะดูยากไปนิดด้วยขนาดเครื่องที่ใหญ่มาก :P

การใช้งานแบตเตอรี่

"จอใหญ่ แบตอึด" คือหนึ่งจุดขายของ Zenfone 3 Ultra รุ่นนี้เหมือนกัน ด้วยความที่มีหน้าจอใหญ่เต็มตาแบบนี้ การใช้งานด้านมัลติมีเดียจึงจำเป็นไม่น้อย รุ่นนี้ให้แบตเตอรี่ความจุ 4600 mAh มาเลย จากการใช้งานจริงก็พบว่าแบตเตอรี่อึดใช้ได้ สามารถใช้งานได้ 1 วันถึงวันครึ่งในการใช้งานทั่วไป หรือถ้าจะเน้นการเล่นมัลติมีเดียก็อยู่ในเกณฑ์ดีเลยล่ะใช้ได้ตลอดวันสบายๆ นอกจากนี้ตัวเครื่องยังรองรับระบบชาร์จไว Quick Charge 2.0 อีกด้วย แบตเยอะขนาดนี้แต่ชาร์จไฟก็รวดเร็วอยู่นะ

สรุปผลการทดสอบ

Asus Zenfone 3 Ultra ถือเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ (มากๆ) รุ่นหนึ่งที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์คนที่ชอบการใช้งานด้านความบันเทิงเต็มรูปแบบ ทั้งดูหนังก็เต็มอิ่มด้วยหน้าจอ 6.8 นิ้ว มีซอฟต์แวร์ Blur Free Motion ช่วยให้ภาพเนียนตามากขึ้น ระบบเสียงดังกระหึ่มด้วยลำโพงคู่ พร้อมระบบเสียง dts Headphones X ผ่านหูฟังที่ช่วยให้เสียงมีมิติมากขึ้นไปอีกด้วย ส่วนสเปครวมๆก็ครบครันด้วยหน่วยประมวลผล Snapdragon 652 Octa-core , แรม 4GB , รอม 64GB ที่ใช้งานได้เหลือๆกับทุกแอปในตอนนี้

ราคาค่าตัวของ Asus Zenfone 3 Ultra อยู่ที่ 21,990 บาท

จุดเด่น

  • หน้าจอใหญ่ 6.8 นิ้ว แสดงผลได้ยอดเยี่ยม
  • มีซอฟต์แวร์ Blur-free Motion ช่วยปรับภาพเวลาดูวิดีโอเนียนต่ขึ้น
  • ระบบเสียงดีทั้งจากลำโพงตัวเครื่องและหูฟัง
  • สเปคจัดเต็มตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
  • บอดี้แข็งแกร่งด้วย Unibody
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือรวดเร็ว
  • กล้องหน้าหลังคุณภาพสวยใช้ได้
  • รองรับ 2 ซิม
  • ความจุภายใน 64GB

จุดสังเกต

  • ตัวเครื่องแอบหนักไปหน่อย ถือนานมีเมื่อยแน่นอน
  • ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงอยู่ด้านหลังตัวเครื่องอาจกดลำบากไปนิด

 

รีวิวโดย : เฮียแม๊พ. TechXcite