Review : OPPO Find X สมาร์ทโฟนที่กล้าฉีกแนวของการดีไซน์จากกรอบเดิมๆสู่ยุคใหม่ของความล้ำที่แท้ทรู !!

เฮียแม็พ | 31 ก.ค. 2561 00:59:43 (อัพเดต 31 ก.ค. 2561 19:03:32)

36735

VIEWS เฮียแม็พ

Review : OPPO Find X สมาร์ทโฟนที่กล้าฉีกแนวของการดีไซน์จากกรอบเดิมๆ
สู่ยุคใหม่ของความล้ำที่แท้ทรู !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เรามีสมาร์ทโฟนเรือธงที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาแบบสุดๆมารีวิวให้ชมกัน ซึ่งจะเป็นรุ่นไหนไปไม่ได้นอกจาก OPPO Find X เรือธงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและการดีไซน์แบบขั้นสุดที่เห็นเครื่องจริงแล้วร้อง "ว้าว" แน่นอน และหลังจากที่เราได้เครื่องมาทดสอบกว่า 2 สัปดาห์ก็จะขอมาเล่าให้อ่านหน่อยละกันเนอะว่ามีตรงไหนที่ชอบ และยังมีเรื่องไหนที่อาจะต้องปรับปรุงอยู่บ้าง เอาล่ะอย่ารอช้านะ มาอ่านรีวิวของ OPPO Find X ไปพร้อมๆกันเลยครับ :D

รีบแกะกล่องกันเลยเถอะ !

เริ่มต้นก็มาแกะกล่องกันก่อนเลย ตัวกล่องรอบนี้มาในสีที่แปลกตาจากรุ่นอื่นๆพอควร เพราะปกติสมาร์ทโฟนของ OPPO มักจะมาพร้อมกับกล่องสีขาวเรียบๆ จะโชว์ภาพเครื่อง ชื่อรุ่นอะไรก็ว่าไป แต่ของ Find X นั้นมาในทรงสีน้ำเงินตัดกับสีส้มแบบเตะตามาก (ทั้งๆที่ก็ดูไม่ได้เชื่อมกับสีตัวเครื่องเท่าไหร่เลย :P) ด้านหน้าระบุชื่อรุ่นชัดเจน "Find X" นะจ๊ะ

รูปแบบกล่องเหมือนตอน R15 Pro คือใช้การเลื่อนออกจากด้านข้าง เปิดมาก็แน่นอนตัวเครื่องนอนอยู่ในซองเงียบๆเนาะ

อุปกรณ์ภายในกล่องสีส้มก็ถูกจัดวางมาได้อย่างดีเช่นเคย เอาเป็นว่าเอาออกมาเรียงกันเลยดีกว่า  ของทั้งหมดที่ให้มามี 6 อย่างตามนี้ครับ

  • คู่มือการใช้งาน
  • สาย USB Type-C
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ (รองรับ VOOC Flash Charge)
  • หูฟัง (Type-C)
  • อแดปเตอร์แปลง 3.5 เป็น USB Type-C (Dongle)
  • เข็มจิ้มถาดซิม

จริงๆอันนี้ต้องบอกว่าตัวเครื่องที่ได้มาเป็นยูนิตรีวิว อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องอาจจะยังไม่ครบซะทีเดียว เชื่อว่าตัวเครื่องที่ขายจริงจะมีเคสใสมาให้ 1 ชิ้น และติดฟิล์มกันรอยมาให้อย่างที่เคยๆด้วยเช่นกันครับ :D

จับตัวจริงเลยดีกว่า สวยแค่ไหน !

ได้เวลาอวดโฉมตัวเครื่องจริงกันแล้ว ต้องบอกว่าครั้งแรกที่ได้จับตัวเครื่องจริง ว้าวแบบอุทานในหัวเลยว่า "เห้ยๆๆๆๆ ทำไมสวยอย่างนี้ฟระ !?" คือตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอที่เต็มด้านหน้ามากๆ แถมยังได้หน้าจอที่โค้งด้วยกระจก 3D อีก ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยที่ทาง OPPO เลือกใช้หน้าจอแบบนี้ มันทำให้มีความน่าสัมผัสมากๆเวลาจับถือหรือลูบไล้บริเวณขอบจอสวยๆแบบนี้

อัตราส่วนหน้าจอของรุ่นนี้ให้มายาวแบบสุดๆที่ 19.5:9 ไม่ค่อยเคยเห็นบนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เท่าไหร่เนอะ (ปกติก็จะ 18:9 หรือ 19:9) แถมจุดที่ชอบมากๆก็คือเราจะได้หน้าจอที่เต็มพื้นที่แบบไม่มีอะไรมาบดบัง จะติ่งบนหน้าจอหรือขอบที่เว้นอะไรไว้ก็ไม่มีนะ เต็มไปหมดด้วยการใช้พื้นที่หน้าจอบนตัวเครื่องกว่า 93.8% ขนาดหน้าจอให้มาที่ 6.4 นิ้ว ใช้ชนิดจอแบบ OLED แสดงผลได้สวยงามสุดๆ ความสดหรือสีสันนี่บอกเลยว่าอย่างคมครับ !

ถึงแม้ตัวเครื่องจะได้หน้าจอมาใหญ่ขนาดนี้แต่ตัวเครื่องก็ไม่ได้ใหญ่จนเทอะทะเท่าไหร่นัก เพราะขอบจอมีความชิดติดไปเลย และอย่างที่บอกว่าตัวเครื่องแทบไม่มีการเว้นขอบหรือติ่งให้เห็นเลย ด้านหน้าที่เราเห็นจึงเป็นหน้าจอเน้นๆให้เรามองเลยล่ะครับ อย่างขอบหน้าจอด้านบนก็ชิดไปเลย

แถบด้านล่างยังคงมีเหลืออยู่นิดหน่อย (ถ้าเทียบกับด้านบนที่ชิดไปเลยน่ะนะ) ตรงนี้ก็เป็นข้อจำกัดของการผลิตด้วยเนอะ แต่เอาจริงก็ยังไม่เห็นสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นไหนที่ทำให้ขอบหน้าจอชิดได้ขนาดนี้เหมือนกัน

ความโค้งแบบ 3D ที่พูดถึงมองจากมุมตรงด้านหน้าเราอาจจะไม่ได้เห็นเต็มที่เท่าไหร่ แต่ถ้ามองแบบเฉียงๆนี่ชัดเจนเลยครับ ไหลลงมาชิดกับตัวขอบเครื่องได้อย่างไร้รอยต่อเวลาเอานิ้วไปลูบจากจอลงมาถึงขอบก็จะไม่รู้สึกถึงความขัดกันหรือเผยอของตัวกรอบขึ้นมาจนขัดกับนิ้วมือ รอบๆตัวเครื่องจะใช้สีสันเด่นๆตามสีของเครื่องเลย อย่างสีที่เราได้มารีวิวเป็นสี Bordeaux Red หรือแดงไวน์ที่มีความอมม่วงชวนหลงใหลไปอีก

ปุ่มกดต่างๆวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมดีในการจับถือ ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงวางไว้ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องแยกปุ่มเป็นเพิ่มกับลดชัดเจน ส่วนปุ่ม Power ก็อยู่ที่ด้านขวาปกติครับ

ด้านบนและล่างของตัวเครื่องมีการใช้ดีไซน์แบบโค้งเว้าลงไปให้มีมิติมากขึ้น ตัวพอร์ตการเชื่อมต่ออยู่ที่ด้านล่างเหมือนเคย แต่รอบนี้เปลี่ยนมาใช้เป็น USB Type-C เรียบร้อย หลังจากที่ใช้ Micro-USB มาหลายรุ่น ลำโพงหลักของตัวเครื่องยังไว้ที่มุมซ้ายล่างนี้เหมือนเคยพร้อมกับไมโครโฟนสำหรับสนทนาข้างๆกัน อ๊ะ...ละก็ใครที่กำลังหาช่องหูฟัง 3.5 มม.อยู่ เสียใจด้วยครับรุ่นนี้ไม่มีแล้วนะ อย่างที่เห็นในกล่องเลยมีแถมตัว Dongle มาให้ไงล่ะ

ช่องใส่ซิมก็ย้ายลงมาที่ด้านล่างนี้แทนถาดเซิมใส่ได้ 2 ซิมครับ การวางใช้หน้า-หลังไปเลย รุ่นนี้ไม่รองรับการเพิ่มหน่วยความจำภายนอก (Micro-SD) แล้วนะจ๊ะ แต่ในตัวเครื่องก็ให้มามากถึง 256GB แล้วแหละ

ด้านหน้าว่าสวยแล้ว พลิกกลับมาดูด้านหลังยิ่งสวยเข้าไปใหญ่ ด้วยการดีไซน์แบบกระจกโค้ง 3D เช่นกัน แต่การเล่นสีนี่สิสะดุดตามากๆ สีตรงกลางจะเป็นสีดำสนิทแบบคมเข้มมาเลย ส่วนตรงขอบที่มีความโค้งลงไปจะมีการใส่สีของตัวเครื่องเข้าไปแทรกให้มีมิติมากขึ้น ถ้าเกิดมีการสะท้อนแสงหรือมุมมองอื่นๆการแสดงสีก็จะแตกต่างกันไปอีกด้วยตรงนี้ดีมาก

ตรงด้านล่างจะมีสกรีนคำว่า Find X Designed by OPPO อยู่ด้วย ให้รู้ไปเลยนะว่านี่รุ่นอะไร แถมบอกด้วยว่าเราดีไซน์เองนะจ๊ะรุ่นนี้ สวยล่ะสิๆ :P

กล้องอยู่ไหน ซ่อนได้เหรอ !?

มองมาจนรอบเครื่องละ ยังไม่เห็นกล้องสักตัว เรือธงขนาดนี้ไม่มีกล้องไม่ได้นะ ! แอบตกใจให้เว่อไปหน่อยเนอะ เอาจริงเชื่อว่าหลายคนทราบอยู่แล้วล่ะว่ารุ่นนี้มาพร้อมเทคโนโลยีกล้องซ่อนได้หรือ Stealth 3D Cameras ที่ในเวลาเราจะใช้งานกล้องตัวกล้องจะยกขึ้นมาได้ด้วยมอเตอร์เกร๋ๆของเขา

ด้านหน้าก็มีเซ็นเซอร์มากมายซ่อนอยู่เหมือนกัน เมื่อตัวกล้องยกขึ้นข้างในจะมีพวก Flood Illuminator, กล้อง Infrared, เซ็นเซอร์จับระยะ, ลำโพง, กล้องหน้า และ Dot Projector ครับ ส่วนการทำงาน แต่ละอย่างทำงานยังไงบ้าง เดี๋ยวไว้อธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อการใช้งานเนอะ

ส่วนกล้องหลังอย่างที่เห็นครับวางดีไซน์ได้สมมาตรดีมาก ไว้ซ้าย-ขวาตรงกลางเป็นไฟแฟลช LED 1 ดวง ชอบตรงการเว้นขอบเว้าลงไปแบบไม่ใช่เหลี่ยมๆเรียบจนเกินไปดูดีมากๆความสวยนี้

ด้านข้างเมื่อยกกล้องขึ้นมาก็จะเป็นประมาณนี้ครับ การยกกล้อง Pop Up ขึ้นมานี้แอบมีเสียงเบาๆ "แอดดดดด…" ให้ความรู้สึกว่าแบบไซไฟเล็กๆในทุกครั้งที่มีการยกขึ้นมาเนอะ

ในส่วนของการดีไซน์บอกเลยว่าว้าวมากๆสำหรับ OPPO Find X เพราะนอกจากเรื่องกล้องยกได้ที่เห็นได้ชัด ในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกทั้งหน้าจอโค้งที่ใช้พื้นที่ไปมากกว่า 93.8% เต็มพื้นที่ด้านหน้าไร้ติ่งมากวนใจแบบที่ไม่เคยเห็นบนรุ่นไหนมาก่อน วัสดุงานประกอบที่สวยงามและใช้เฉดสีที่เย้ายวน บอกเลยว่าถ้าใครที่ได้ลองสัมผัสเครื่องจริงต้องหลงรักเจ้า Find X นี้อย่างแน่นอนครับ

สำหรับ OPPO Find X นั้นมีมาให้เลือก 2 สีคือ Bordeaux Red (บอร์กโด เรด) และ Glacier Blue (กลาเซียร์ บลู) 2 สี 2 โทนเนาะ ตัวจริงสวยทั้ง 2 สีเลย

สเปค OPPO Find X

  • หน้าจอ OLED 6.4 นิ้ว FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 19.5:9
  • ซีพียู Snapdragon 845 AIE Octa-core 2.8GHz
  • จีพียู Adreno 630
  • แรม 8GB
  • รอม 256GB
  • แบตเตอรี่ 3730 mAh
  • รองรับระบบชาร์จไว VOOC Flash Charge
  • กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลังคู่ 16 + 20 ล้านพิกเซล f/2.0 + f/2.0
  • รองรับระบบสแกนใบหน้า
  • รองรับ 2 ซิม
  • รัน Android 8.1 Oreo ครอบด้วย ColorOS5.1
  • ขนาดตัวเครื่อง 156.7 x 74.2 x 9.6 มม.
  • น้ำหนัก 186 กรัม
  • วางจำหน่าย 2 สี Bordeaux Red, Glacier Blue
  • ราคา 29,990 บาท

ในเรื่องของสเปคบอกเลยว่าจัดเต็มมาให้สุดๆแล้ว ให้มาท็อปสุดเท่าที่สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ตอนนี้จะให้ได้ ทั้งหน่วยประมวลผลตัวแรง Snapdragon 845 AIE (Atificial Intelligence Engine) ซีพียูตัวท็อปสุดที่มีการปรับจูนให้เข้ากับการทำงานของ AI มากขึ้นไปอีก, แรมให้มาที่ 8GB สูงสุดละ, รอมหน่วยความจำภายใน 256GB ก็อัดมาแน่นมาก ถึงแม้จะเพิ่ม Micro-SD ไม่ได้แต่เท่านี้ก็ใช้ได้เหลือเฟือแล้วล่ะครับ, แบตเตอรี่ 3730 mAh แถมรองรับ VOOC Flash Charge อีก เรียกว่าในเรื่องของสเปคนี่ไม่เป็นรองใครในท้องตลาดแน่นอนครับ ให้มาจัดเต็มสุดๆเลยสำหรับเรือธงรุ่นใหม่อย่าง Find X นี้ !

สเปคขนาดนี้ คะแนนล่ะ ขอคะแนนหน่อย !?

เห็นสเปคสูงขนาดนี้ เชื่อว่าหลายคนคงอยากทราบในเรื่องของคะแนนทดสอบกันว่าจะออกมาสูงแค่ไหน ซึ่งรอบนี้เราขอทดสอบผ่าน 2 แอปหลักยอดนิยมไปเลย เริ่มด้วย AnTuTu Benchmark ตัวยอดฮิตก็ได้คะแนนสูงถึง 280,316 คะแนนพุ่งปรี๊ดเลยล่ะ *0*

ส่วนอีกแอปก็เป็น GeekBench 4 ที่วัดประสิทธิภาพคร่าวๆได้เป็นคะแนนเหมือนกัน โดยคะแนนที่ได้ในส่วนของ Single-core จะอยู่ที่ 2291 คะแนน ส่วน Multi-core ได้ที่ 8203 คะแนน แรงงงงง !

ColorOS5.1 ตัวใหม่ล่าสุดปรับโฉมใหม่ !

ในเรื่องของ OS หรือระบบปฏิบัติการภายใน Find X แน่นอนว่ามาพร้อมกับ ColorOS เช่นเคย แต่รุ่นนี้ได้เวอร์ชั่นใหม่อัปเกรดขึ้นมาเป็น ColorOS 5.1 ซึ่งฐานจริงๆเป็น Android 8.1 Oreo เหมือนเคย หน้าตามีการเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนนิดหน่อย

อย่างแรกเลยคือ Theme ที่เปลี่ยนไอคอนต่างๆให้เป็นเอกลักษณ์ใหม่เฉพาะจริงๆ มีความเรียบง่าย Minimal มากขึ้น สันสันไม่ได้เน้นไปที่โทนเดียวแบบตอน R15 Pro ที่เป็นสีตามตัวเครื่อง ธีมหลักที่ให้มาในเครื่องมีเพียงตัวเดียวไม่ได้แบ่งเป็นของ Bordeaux Red หรือ Glacier Blue แต่ก็ออกแบบมาได้ลงตัวใช้ได้ทั้ง 2 สีนั่นล่ะครับ

แต่ถ้าใช้ไปแล้วยังไม่ชอบธีมมาตรฐานที่ติดมาให้เครื่อง ก็ยังสามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้อีกที่ Theme Store ของ OPPO เองเลย มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบเลย อยากได้แบบใสๆน่ารัก หรือแนวสีสันแปลกๆก็เลือกเอาได้เลยครับ

Toggle Switch หรือทางลัดต่างๆอยู่บนแถบ Notification Bar แบบรุ่นก่อนๆ แต่ปรับโทนสีให้เป็นสีขาวสว่าง (ตอน R15 Pro เป็นโทนดำ) ด้านบนนี้ก็มีตัวเลือกให้เลือกใช้เพียบเลยทั้ง เปิด-ปิด Wi-Fi, เปิด-ปิด Bluetooth ไปจนถึงคำสั่งเข้ากล้อง, บันทึกภาพหน้าจอ หรือ Google Now ก็มีเช่นกัน รูปแบบการแจ้งเตือนจะแปลกไปจาก Android ทั่วไปนิดหน่อยคือเราไม่สามารถปัดเพื่อลบการแจ้งเตือนนั้นๆได้เลย ต้องมาเลื่อนซ้ายแล้วกดที่ Delete แทน ไอคอนต่างๆมีความกลมมากขึ้นอีกหน่อยตรงนี้

หน้า Recent App ยังแสดงตัวอย่างแอปใหญ่ๆชัดเจนเช่นเคย ปรับพวกหน้าต่างให้มีความโค้งเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย มีบอกตัวเลขแรมที่เหลือใช้จากทั้งหมด และเราก็สามารถกดเคลียร์แรมหรือแอปทั้งหมดได้จากตรงนี้ด้วยเช่นกันครับ แรม 8GB ที่ให้มาจากการใช้งานจริงจะเหลืออยู่ประมาณ 3 - 4.8GB ครับผม

ในหน้า Lockscreen ยังมีรูปแบบของ Magazine Unlock ที่จะคอยคัดรูปสวยๆมาเป็นภาพ Wallpaper ให้เราได้ดูก่อนปลดล็อคด้วย ก็ช่วยเพิ่มความน่าสนใจไม่ให้น่าเบื่อเกินไปกับรูปเดิมๆได้อยู่

ไร้ขอบแล้ว ไร้ปุ่มไปเลยด้วยก็ได้ !

รูปแบบของสมาร์ทโฟนหน้าจอเต็มๆแบบนี้มักจะมีลูกเล่นอะไรมาเพิ่มเติมเนื่องจากการที่ไม่มีปุ่มกดด้านนอกแล้ว ตัวหน้าจอที่ยาวเต็มก็สามารถลดปุ่มต่างๆให้หายไปจนได้หน้าจอเต็มแบบสุดๆได้ด้วยเช่นกัน ด้วยการใช้ Gesture เข้ามาแทนที่ อาทิ เราสามารถใช้การรูดนิ้วขึ้นจากล่างหน้าจอเพื่อกลับหน้า Home หรือรูดนิ้วขึ้นมาค้างไว้เพื่อเปิด Recent App ก็ได้เช่นกัน ซึ่งในค่าเริ่มต้นจะไม่ได้เลือกตัวนี้ไว้ เราสามารถเข้าไปปรับเองได้ที่ Settings > Smart & Convenient > Navigation Keys แล้วเลือกไปที่ Swipe-up Gesture Navigation ครับ

นอกจากจะมี Swipe-Up Gesture แล้ว ด้วยความที่มีหน้าจอโค้งแบบนี้ก็มีใส่ฟีเจอร์ของขอบจอเข้ามาให้เราได้ถูไถๆเพื่อสลับแอปหรือแบ่งหน้าจอแบบ Split Screen ด้วยได้นะ เข้าไปตั้งค่ากันได้ที่  Settings > Smart & Convenient > Curved Screen Gestures ได้ครับ

แจ้งเตือนเท่ๆ วาบไปทั้งตัวเครื่องเลย !

มาพูดถึงเรื่องไฟแจ้งเตือนของ Find X กันบ้าง เห็นเครื่องมาพร้อมหน้าจอแบบเต็มๆแบบนี้ ไม่มีที่ซ่อนของไฟแจ้งเตือนซะเลย เอาจริงๆก็คือไม่ได้ติดมาจริงๆนั่นแหละครับ แต่ทาง OPPO ก็เลือกทางแก้ด้วยการใช้ไฟจากขอบจอให้เป็นประโยชน์ เมื่อมีการแจ้งเตือนเข้ามาหรือมีสายเรียกเข้าตัวขอบหน้าจอจะวิ่งรอบๆวาบขึ้นมา 2 ครั้งสวยๆ ถ้าเริ่มต้นไม่มีเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Display & Brightness > Curved Panoramic Light Effect เลยครับ

อ๊ะ...ตัวหน้าจอ Always On Display ก็มีนะลืมบอก ค่าเริ่มต้นอาจจะไม่ได้ตั้งมาให้ เราก็เข้าไปตั้งค่าเปิดเองได้ที่ Settings > Display & Brightness > Screen Clock เลยครับ ตรงนี้จะโชว์ตัวนาฬิกาเป็นหลักเนอะ กับการแจ้งเตือนบางอย่างเท่านั้นเช่น Missed Calls, ข้อความที่ไม่ได้อ่าน, WeChat หรือ QQ ในส่วนของ Facebook หรือ LINE ยังไม่รองรับในหน้านี้เนาะ

จอเต็มแบบนี้แบ่ง 2 แอปง่ายๆ

การแบ่งหน้าจอหรือ Split Screen App ทาง OPPO ก็ทำได้เช่นกัน โดยใช้งานได้ง่ายๆเพียงแค่รูด 3 นิ้วขึ้นหรือจะอยากใช้รูดขอบจอตามหัวข้อเมื่อกี้ก็ได้เช่นกันครับ ทางเลือกแอปในการแบ่งหน้าจอทั่วๆไปก็ถือว่ารองรับเกือบหมดครับไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter หรือ YouTube เนาะ

หรือจะใช้หน้าต่างแบบ Pop Up ก็ได้เช่นกัน สำหรับการใช้งานบางแอปที่เป็นแนวนอน เราสามารถเลื่อนแถบที่มุมซ้ายสุดของหน้าจอขึ้นมาได้ โดยจะมีทางลัดของแอปขึ้นมาพร้อมทั้งยังมีตัวเลือกสำหรับการแคปหน้าจอหรืออัดวิดีโอได้ด้วย ตรงนี้เรียกว่า Full Multitasking เราสามารถเลือกแอปมาใช้แบบ Floating icon ลอยๆได้ด้วย ทีนี้ก็ใช้งานได้ 2 แอปควบคู่ เผื่ออยากจะดูหนังไปหรือเล่นเกมอยู่ละตอบแชทก็ทำได้ครับ

สแกนใบหน้าปลอดภัยเร็วไม่แพ้กัน !

มาเข้าสู้เรื่องของการปลดล็อคกันต่อ อย่างที่ทราบว่า Find X นั้นไม่ได้มาพร้อมกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบรุ่นก่อนแล้ว แต่การรักษาความปลอดภัยก็ใช้การสแกนใบหน้าแบบ 3D เข้ามาแทนด้วยตัวกล้องหน้าที่ซ่อนอยู่ในตัวเครื่องนั่นแหละครับ ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่ากล้องที่ซ่อนไว้อาจจะทำงานได้ไม่รวดเร็วเหมือนกับกล้องแบบปกติรึเปล่า ?

แต่เท่าที่ลองจริงๆก็ถือว่าทำงานได้รวดเร็วไม่แพ้กันครับ เพราะเวลาในการยกกล้องขึ้นมามีเพียง 0.6 วินาทีเท่านั้น ดูจากตัวเลขคือไม่เร็วเท่ากับรุ่นก่อนที่อาจใช้เวลาเพียง 0.2 วินาทีเท่านั้น แต่ในเรื่องความปลอดภัยนั้น แน่นอนว่าแบบนี้ต้องดีกว่าเพราะมีการใช้เซ็นเซอร์มากมายเข้ามาร่วมทำงานทั้ง Flood Illuminator เป็นตัว Infrared และประมวลผลด้วยตัว Dot Projector ประมวลผลบนใบหน้ากว่า 15,000 จุดขึ้นมาให้เป็นใบหน้าแบบ 3D จึงทำให้ผิดพลาดได้เพียง 1 ใน 1,000,000 เท่านั้น ตรงนี้ทาง OPPO เค้าเคลมมานะ

ซึ่งรูปแบบการปลดล็อคหน้าจอจะมีให้เลือก 2 แบบคือ 1.เลื่อนหน้าจอก่อนแล้วให้ตัวกล้องยกเพื่อสแกนใบหน้าของเรา หรือ 2.กล้องยกขึ้นทันทีเมื่อกดปุ่ม Power ตรงนี้ก็อยู่ที่ความสะดวกเนาะ

ส่วนตัวผมชอบแบบที่เราต้องเลื่อนหน้าจอขึ้นมาเองมากกว่า เพราะบางครั้งเราอาจจะแค่อยากดูตัวการแจ้งเตือนก่อนที่จะปลดล็อค ก็ไม่ต้องให้ตัวกล้องนั้นยกขึ้นมาได้ แต่ถ้าเลือกแบบกล้องยกขึ้นสแกนทันทีเมื่อกดปุ่มปลดล็อคหรือเลือกแบบ Raise to Wake ไว้นี่กล้องก็คงต้องยกขึ้นเองเรื่อยๆเลย ส่วนตัวไม่ชอบแบบนั้นเนอะ

หน้าจอเต็มจะดูอะไรก็เต็มไปหมด !

มาต่อในเรื่องของการดูวิดีโอด้วยหน้าจอแบบกว้างๆกันเลย Find X มาพร้อมหน้าจอโค้ง 6.4 นิ้ว ที่ทาง OPPO ใช้ชื่อเรียกว่า Panoramic Arc Screen ในเรื่องการแสดงผลก็อย่างที่บอกครับ แสดงผลสีสันและความคมชัดได้ดีมากๆ สำหรับการดูวิดีโอก็ทำได้สวยคมมากๆเลยล่ะ สำหรับการดูวิดีโอหรือหนังที่มีอัตราส่วนแบบ 21:9 บอกเลยว่าเต็มตาสุดๆเพราะด้วยอัตราส่วนหน้าจอแบบ 19.5:9 ยาวกว่าทุกรุ่นที่เคยมีมาแถมจอก็ใหญ่จัดเต็มเวลาเอามาดูตัวอย่างหนังหรือคลิปที่มีอัตราส่วนยาวๆแบบนี้หายห่วงครับเต็มจอไปเลย

แต่…! ถ้าเราดูวิดีโอในอัตราส่วนปกติ (16:9) แบบไม่ได้ซูมให้เต็มจอก็จะเหลือหน้าจอที่ไม่ใหญ่มากเพราะขอบข้างซ้าย-ขวาที่เหลือก็จะเยอะหน่อย หรือถ้าอยากจะถ่างซูมวิดีโอแบบทั่วๆไปให้เต็มจอเนื้อหาจะถูกครอปออกไปเยอะพอควรเลย เพราะด้วยหน้าจอที่ยาวมากๆน่ะเนาะ

ตรงนี้ก็ต้องแลกกันว่าอัตราส่วนที่แปลกตาได้จอเต็มแต่ก็ต้องมาพร้อมกับคอนเทนต์ที่รองรับด้วย ซึ่งในอนาคตเราคงได้เห็นวิดีโอแบบจอยาวๆมากขึ้นไปอีก ตอนนี้ก็บางคลิปที่ไม่ได้ทำมารองรับจอแบบนี้ก็ดูในอัตราส่วนปกติและเหลือขอบดำไปแทนเนอะ :P

เสียงเป็นยังไง ลำโพงดีแค่ไหนนะ !?

มาเข้าในเรื่องของระบบเสียง ตัวลำโพงของ Find X ยังคงมาพร้อมกับลำโพงหลักในการฟังเพลงเพียงตัวเดียวเท่านั้น คือที่ล่างตัวเครื่อง เพราะตัวลำโพงด้านบนนั้นไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้เวลาฟังเพลงหรือดูหนังเนาะ ทำให้เสียงที่ได้นั้นออกมาเพียงแค่ฝั่งเดียว ส่วนตัวใช้สมาร์ทโฟนที่มีลำโพงคู่มาหลายรุ่นจนเริ่มชินกับการที่เวลาเสียงมันออกมามี 2 ข้างเนอะ แต่พอมาเป็นลำโพงเดี่ยวก็มิติเสียงไม่กว้างเท่า ส่วนเสียงจากลำโพงตัวเดียวก็อยู่ในระดับกลางๆไม่ได้เด่นมากครับ

ส่วนการฟังเพลงผ่านหูฟังรอบนี้ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม.มาแล้ว การเชื่อมต่อผ่านหูฟังก็ต้องผ่านพอร์ต USB Type-C แทนเลย แต่ยังโชคดีที่ตัวหูฟังที่ให้มาในกล่องก็เป็นแบบ Type-C เลยใครที่ใช้งานหูฟังจากในกล่องอยู่แล้วแกะมาก็ใส่ฟังได้ปกติครับ แต่ถ้ามีหูฟังแบบแจ็ค 3.5 มม.อยู่แล้ว ไม่อยากเปลี่ยนก็ใช้เชื่อมต่อกับ Dongle หรือใช้แบบ Bluetooth ไปแทน

เสียงที่ออกผ่านหูฟังมีระบบ Real HD Sound เช่นเคยครับ เพิ่มความก้องของเสียงให้กระจายไปได้ทั่วถึง เลือกเปิด-ปิดได้ถ้าไม่ชอบ ในหน้าการตั้งค่า Settings > Sound & Vibration > Global Sound > Real Sound Technology ครับ

เล่นเกมล่ะ สะใจแค่ไหน !?

สำหรับเรื่องการเล่นเกม เห็นสเปคและคะแนนทดสอบเบื้องต้นด้านบนก็คงพอรู้แล้วว่า Find X นั้นแรงแค่ไหน ในเรื่องการเล่นเกมก็คงไม่ต้องห่วงเท่าไหร่ล่ะเนอะ แต่หน้าจอแบบนี้เล่นเกมแล้วเป็นยังไงเหรอ ? เชื่อว่าคงมีคนสงสัยเหมือนกันเพราะด้วยขอบเขตที่ยาวกว่ารุ่นอื่นๆเลย เวลาเล่นเกมจะเจอปัญหาอะไรแค่ไหน เราเลยลองเอาเกมฮิตที่กำลังฮิตมาเล่นกันดูเลยกับ ROV, PUBG Mobile และ Asphalt 9 มาทดสอบกันหน่อย

ตัวเครื่องยังคงมาพร้อมกับระบบ Game Acceleration ที่ช่วยจัดการทุกอย่างก่อนเราเล่นเกมเหมือนเคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเคลียร์แรมหรือปิดการแจ้งเตือนบางอย่างขณะที่เราเล่นเกมอยู่ไม่ให้กวนใจได้ บน ColorOS 5.1 นี้ทำเป็นแอปขึ้นมาใหม่เลยในชื่อ Game Space ถ้าเกมไหนที่โหลดมาละตอนเล่นไม่ขึ้น Game Acceleration ก็เข้าไปเพิ่มตัวเกมได้ที่แอปนี้เลยครับ

เล่น ROV บน Find X สำหรับ ROV นี่บอกได้เลยว่าเล่นได้อย่างสบายๆหายห่วงครับ เพราะด้วยสเปคที่ระดับท็อปสุดๆขนาดนี้อยู่แล้ว แถมได้ระบบ Game Acceleration ช่วยจัดการให้เข้าที่ไปด้วย ทีนี้ล่ะปรับคุณภาพกราฟิกได้สูงสุด เฟรมเรตสูง ภาพ HD ได้หมด เฟรมเรตในเกมนี่เรียกว่านิ่งที่ 60fps ได้ยาวๆตลอดทั้งเกม ไม่มีตกเลย ยอดเยี่ยมมากๆบอกเลย

เล่น PUBG บน Find X สำหรับเกม PUBG Mobile ในการตั้งค่าสามารถปรับได้สูงสุดแบบสุดจริงๆ ตัวกราฟิกได้สูงสุดที่ HDR หรือจะเป็น HD ก็ได้เลือกเอาเนาะ ส่วนตัวเฟรมเรตได้มากกว่า High ไปที่ Ultra กันเลยล่ะ ปรับสุดขนาดนี้แต่เวลาเล่นไม่เจออาการกระตุกหรือเฟรมเรตตกเลยแม้แต่จังหวะเดียวครับ ลื่นแบบสุดๆ

เล่น Asphalt 9 บน Find X สำหรับเกมแข่งรถยอดฮิตภาคใหม่ล่าสุดนี้ ก็เพิ่งจะปล่อยให้ดาวน์โหลดเวอร์ชั่นเต็มออกมา แน่นอนว่าเล่นบน Find X ก็ทำได้ไม่มีปัญหาครับ วิ่งได้ลื่นๆเท่าที่เกมควรจะเป็น คุณภาพภายในเกมปรับได้สูงสุด เอฟเฟกต์ต่างๆมาจนครบยังเล่นได้ลื่นๆครับ

ส่วนเรื่องอัตราส่วนที่หลายคนเป็นกังวล (รึเปล่า ?) ก็บอกเลยครับว่า 3 เกมฮิตที่เราทดสอบนี้ไม่มีปัญหาในการเล่นเลยครับ จอกว้างๆก็ได้เห็นขอบเขตที่มากขึ้นมาอีกหน่อย ตัวกราฟิกภายในเกมก็แสดงผลรองรับหน้าจอแบบนี้ได้ครบไม่มีปัญหาอะครับ

กล้องหน้า-หลังซ่อนได้ โอ้โห…โคตรล้ำ !

มาต่อในเรื่องไฮไลท์ที่สุดของรุ่นนี้กันเลย จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเรื่องกล้องซ่อนได้ ส่วนตัวคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีมากๆที่มาแก้ปัญหาเรื่องติ่งบนหน้าจอได้อย่างสมบูรณ์ แถมเวลาใช้งานทั่วไปเราก็ไม่จำเป็นต้องโชว์ตัวกล้องให้เด่นหลาอยู่ตลอดเวลาด้วย การทำงานของกล้องก็ง่ายๆครับ เมื่อมีการเปิดแอปที่จะใช้งานกล้อง ตัวกล้องจะยกขึ้นมาทันที เวลาในการเปิดกล้อง (รวมถึงยกตัวกล้องขึ้นมา) จะใช้ราวๆ 0.6 วินาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่นๆก็ใช้เวลาเท่าๆกันเลย ไม่ได้รู้สึกว่าช้ากว่ากันเท่าไหร่ถึงแม้บน Find X จะต้องยกตัวกล้องขึ้นมาด้วยก็เถอะ

ปัญหาเรื่องฝุ่นล่ะ เข้ากล้องเยอะไหม ?

น่าจะเป็นคำถามที่หลายคนอยากทราบคำตอบกันพอสมควร เกี่ยวกับเรื่องของฝุ่นที่กังวลกันว่าจะเข้าไปในตัวกล้องด้านในรึเปล่า เพราะด้วยกลไกของกล้องที่มีการยกขึ้นยกลงอยู่ตลอด คำตอบก็คือตัวฝุ่นสามารถเข้าไปได้จริงครับ แต่ไม่ได้ทำให้การใช้งานมีปัญหา นอกจากเรื่องความสะอาดที่ตรงนี้ส่วนตัวผมรับได้นะ เพราะถ้าการใช้งานสมาร์ทโฟนในการใส่กระเป๋ากางเกงอยู่แล้ว ปกติรุ่นไหนๆก็มักเจอเรื่องฝุ่นไปติดอยู่แล้วล่ะ ซึ่งบน Find X นั้นอาจจะมีปัญหาในเรื่องของการเช็ดทำความสะอาดอยู่นิดหน่อย เพราะเราไม่สามารถเอาผ้ามาเช็ดได้ในการใช้งานปกติ ต้องกดเปิดตัวกล้องขึ้นมาแล้วคอยเช็ดเอาแทน

แต่ ! สำหรับใครที่เป็นห่วงเรื่องความสะอาดตรงนี้อยู่ ดูเหมือนว่าทาง OPPO จะมีทางแก้ให้ด้วยการรับบริการทำความสะอาดฝุ่นฟรี ตลอดการใช้งานด้วยนะจ๊ะ ถ้าเกิดว่าทำความสะอาดแล้วกลัวไม่สะอาดก็เข้าศูนย์บริการได้เลยจ้าา

กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล เซลฟี่สวยสุดๆไปเลย

ดูภายนอกคร่าวๆกันไปแล้ว ได้เวลามาดูตัวกล้องจริงๆกันบ้างแล้วเนอะ Find X มาพร้อมกับกล้องหน้าความละเอียดสูงสุดถึง 25 ล้านพิกเซล f/2.0 (เซ็นเซอร์ Sony IMX576) ก็แน่นอนว่าตามจุดขายของแบรนด์ครับเน้นในเรื่องการเซลฟี่มาเลย รอบนี้พิเศษยิ่งขึ้นนอกจาก AI Beauty แล้ว ด้วยความที่ตัวเซ็นเซอร์ที่ให้มานั้นทำให้สามารถใช้งานเป็น 3D AI Beauty ได้เลยด้วย

โดยหากเราต้องการการตกแต่งใบหน้าที่เป็นเฉพาะของเราเองก็สามารถเลือกสแกนใบหน้าของเราเพื่อให้ตัวกล้องจดจำและเลือกการปรับแต่งโครงหน้าให้เหมาะสมเฉพาะโครงหน้าของเราก็ได้ครับ สามารถเลือกได้ที่ไอคอน AI Beauty (ไอคอนหน้าคน) และกด + เพิ่มใบหน้าเราได้เลยครับ

แต่ถ้าใครที่ไม่อยากจะต้องมาสแกนอยากถ่ายสวยๆเดี๋ยวนั้นก็เลือก AI ได้เหมือนเดิมครับ หรืออยากได้สวยๆเนียนๆตามระดับก็เลือกเองได้เช่นกัน มีให้ตั้งแต่ 1 - 6 ระดับครับ

ระบบ HDR ก็มีมิติมากขึ้นไปอีก ตัว Auto HDR บนกล้องหน้าของ Find X รอบนี้เพิ่มความสามารถเป็น 3-HDR ให้มีมิติมากขึ้นขณะที่เราเซลฟี่ แบบและฉากเวลาถ่ายย้อนแสงจะสวยมีระดับมากขึ้นไปจากเดิมอีกนั่นเองครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ Find X

เซลฟี่ละลายหลังก็ได้ เอฟเฟกต์ก็มีด้วย

การถ่ายเซลฟี่ละลายรอบนี้ก็แยกโหมดออกมาเป็น Portrait เลย มากกว่าแค่การละลายฉากหลังแล้ว เพราะว่าเราสามารถใส่เอฟเฟกต์ 3D Lighting ได้คล้ายกับบนกล้องหลังแล้ว ซึ่งเอฟเฟกต์ที่มีให้ก็จะมี 6 แบบดังนี้ครับ

  • Natural Light แสงธรรมชาติ
  • Rim Light แสงแบบย้อนแสง (เพิ่มแสงบริเวณใบหน้าและเส้นผม)
  • Face Light แสงที่เน้นให่ใบหน้าเด่น
  • Bi-Color Light แสงสะท้อนที่ใบหน้า เน้นไปที่แสงสีแดงและเขียว
  • Canvas Light ตัดฉากหลังให้เป็นพื้นขาว
  • Local Light ตัดฉากหลังให้เป็นสีขาว-ดำ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait

3D Omoji เปลี่ยนหน้าจริงๆของเราให้กลายเป็นตัวการ์ตูนสุดคิ้ว

ฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาบนกล้องหน้าอีกอย่างก็คือ Omoji ที่ใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าเข้ากับตัวการ์ตูนแบบ 3D ได้เจ๋งๆ ตอนนี้ตัวเลือกที่ให้มาเริ่มต้นจะมีอยู่ 12 แบบก่อน เข้าไปเลือกได้ที่โหมด Sticker เลยเนาะสำหรับ Omoji นี้

กล้องหลังคู่ 16 + 20 ล้านพิกเซล ถ่ายชัดทั้งกลางวันและกลางคืน

กล้องหน้าก็ว่าเทพแล้ว กล้องหลังก็จัดสเปคมาให้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน เพราะให้กล้องคู่ 16 + 20 ล้านพิกเซล f/2.0 ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX519 + Sony IMX376K มาพร้อมกับระบบกันสั่น OIS ด้วยนะ

AI Scene Recognition ก็มีกว่า 21 หมวด !

นอกจากฮาร์ดแวร์จะจัดเต็มแล้ว ซอฟต์แวร์ก็มีระบบ AI Scene Recognition 2.0 เข้ามาแยกแยะภาพต่างๆพร้อมจัดแจงซีนให้เข้ากับสถานการณ์นั้นๆอีกด้วย โดยรอบนี้ทาง OPPO เพิ่มหมวดหมู่ขึ้นมาจากรุ่นก่อนที่มี 16 หมวดมาเป็น 21 หมวดกันเลยทีเดียว การใช้งานยังคงง่ายเหมือนเดิมครับ เปิดกล้องปุ๊บก็ใช้ได้เลยที่โหมด Photo นั่นแหละ :D

ตัวอย่างภาพถ่ายที่ถ่ายด้วย AI Scene Recognition จะเห็นว่าคุณภาพโดยรวมทำได้ยอดเยี่ยมเหมือนเคย ทั้งภาพในสภาพแสงปกติและภาพในที่แสงน้อยหรือในอาคาร ไฟล์ที่ได้คมชัดและเก็บรายละเอียดได้ดี ระบบ AI Scene Recognition ยังเลือกซีนให้เหมาะกับภาพได้เป็นอย่างดีครับ แถมรอบนี้ได้ตัว OIS เข้ามาช่วยในเรื่องการถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น ลดอาการสั่นของภาพได้ดีทีเดียว

3D Portrait Lighting ที่เนียนกว่าที่เคย

สำหรับโหมด Portrait ของ Find X ก็จะมาพร้อมกับ 3DPortrait Lighting ให้เราได้เลือกเหมือนเคย เราสามารถเลือกปรับเอฟเฟกต์ของแสงรอบข้างและใบหน้าของแบบได้ถึง 6 รูปแบบ ช่วยให้การถ่ายภาพ Portrait เรามีลูกเล่นมากขึ้นไปอีก โดย 6 รูปแบบที่ว่านี้ก็จะประกอบไปด้วย

  • Natural Light แสงธรรมชาติปกติ
  • Film Light แสงแบบกล้องฟิล์ม
  • Mono-Tone Light แสงแบบขาว-ดำ
  • BI Color Light แสงสะท้อนที่ใบหน้าด้วยสีแดงและสีน้ำเงิน
  • Canvas Light ตัดฉากหลังให้เป็นพื้นขาว
  • Shake Light ตัดฉากหลังให้เป็นสีม่วงพร้อมเพิ่มเอฟเฟกต์สั่น

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait ของ OPPO Find X เท่าที่ได้ลองคร่าวๆมาจะเห็นว่าตัวในโหมด Portrait นี้ยังคงทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้ตอน R15 Pro เลย การจับใบหน้าและละลายฉากหลังทำได้รวดเร็วโดยที่เราไม่จำเป็นต้องมาเล็งนาน ตอนเล็งถ่ายก็จะตรวจจับใบหน้าได้อย่างแม่นยำและในเอฟเฟกต์บางอันที่มีการใส่แสงเข้าไปก็ทำได้ลงตัวแบบ 3D เลยตรงนี้คงเพราะได้ 3D Structured Light Facial Recognition เข้ามาเสริมทำให้ถ่ายออกมาได้เนียนและลงตัวมากๆเลยล่ะครับ

แบตฯเยอะใช้ได้นาน เวลาชาร์จก็รวดเร็ว !

ในเรื่องของแบตเตอรี่ OPPO Find X ให้ความจุแบตฯมาที่ 3730 mAh ถือว่าเยอะพอดีสำหรับสเปคและขนาดหน้าจอเลยล่ะ สำหรับการใช้งานทั่วไปเท่าที่ลองใช้มา ถือว่าทำได้ดีครับ สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ทั้งวัน ไม่ได้สูบแบตฯมากเกินไป ส่วนเรื่องตัวกล้องที่ต้องยกขึ้นลงบ่อยๆ ไม่ได้มีผลต่อแบตเตอรี่เท่าไหร่นัก ตรงนี้หายห่วงได้ครับ

ส่วนระบบชาร์จ สบายใจได้ครับรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบ VOOC Flash Charge ชาร์จเร็ว ชาร์จไว และปลอดภัยอีกต่างหาก คือถ้าฉุกเฉินแบตฯใกล้หมดจริงๆก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเวลาชาร์จนานๆเลย แต่บอกนิดหนึ่งว่าต้องใช้กับสายและอแดปเตอร์ที่ให้มาในกล่องเท่านั้นนะครับ ใช้ของอันอื่นก็ไม่เร็วเท่านี้นะ

สรุปแล้วนะ !

ร่ายยาวมาซะขนาดนี้ ถึงเวลาสรุปปิดท้ายกันแล้ว OPPO Find X นั้นก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงตัวล่าสุดของ OPPO ที่มาพร้อมอะไรหลายๆอย่างที่เราไม่ค่อยได้เห็นบนสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่นๆนัก อย่างแรกเลยคงเป็นเรื่องดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตามากๆกับการดีไซน์แบบไร้ขอบ ไร้ติ่ง หน้าจอเต็มแบบจริงจัง สวยน่าสัมผัสด้วยกระจกโค้งและสีสันที่เตะตา, กล้อง Pop Up ซ่อนได้ที่กล้าจะคิดแหวกและทำออกมาได้ดีด้วย, คุณภาพกล้องทั้งหน้าและหลังยอดเยี่ยมเหมือนเคย, สเปคภายในก็จัดเต็มมาให้อย่างสมบูรณ์เรียกว่าให้มาครบเกือบหมดของสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ตอนนี้แล้ว เร็ว แรง ทำงานลื่นไหล รวมๆแล้ว OPPO Find X จัดว่าเป็นเรือธงที่น่าสนใจมากๆ สำหรับใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเรือธงแอนดรอย์ที่สวย เฉียบ ฟีเจอร์การทำงานครบและจัดเต็มแบบขั้นสุด มองมาที่ Find X รุ่นนี้ได้เลยครับไม่ผิดหวังแน่นอน !!!

ราคาค่าตัวของ OPPO Find X อยู่ที่ 29,990 บาท

 

เปิดจองล่วงหน้าแล้วพร้อมของแถมมากมาย !

ปิดท้ายด้วยโปรโมชั่นเปิดจองของ OPPO Find X ที่ตอนนี้ก็เปิดจองเรียบร้อยตั้งแต่วันนี้ถึง 4 ส.ค. สำหรับเพื่อนๆที่สั่งจองล่วงหน้าจะได้รับของแถมเป็น หูฟัง Marshall Major III, ขาตั้งกล้อง, ที่ชาร์จบนรถยนต์ และบัตร VIP Card (รับประกันเปลี่ยนจอแตกได้ไม่จำกัดตลอด 1 ปี) รวมมูลค่ากว่า 28,000 บาทกันเลยทีเดียว เอ้าา ! ของแถมคุ้มขนาดนี้อย่าลืมไปจองกันได้แล้วครับที่ OPPO Brand Shop ทุกสาขาเน้อออ !

 

จุดเด่น

  • หน้าจอสวยเต็มตา ไม่มีติ่งมากวนใจ
  • บอดี้กระจกโค้งทั้งหน้าและหลังน่าสัมผัส
  • กล้อง Pop UP ซ่อนได้อย่างล้ำ ตื่นเต้นทุกครั้งเวลากล้องยก
  • คุณภาพกล้องทั้งหน้าและหลังยอดเยี่ยม
  • สเปคภายในเร็วแรง ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
  • ระบบสแกนใบหน้าทำงานรวดเร็วแม้สภาพแสงน้อย

จุดสังเกต

  • ตัวเครื่องให้ลำโพงมาเพียงตัวเดียว
  • ไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite