Review : OPPO F9 สมาร์ทโฟนดีไซน์ล้ำด้วยหน้าจอหยดน้ำและฝาหลังกลีบดอกไม้ พร้อมนวัตกรรมชาร์จโคตรไว 5 นาทีคุยได้ 2 ชม. !!

เฮียแม็พ | 23 ส.ค. 2561 12:46:17 (อัพเดต 24 ส.ค. 2561 00:03:35)

29346

VIEWS เฮียแม็พ

Review : OPPO F9 สมาร์ทโฟนดีไซน์ล้ำด้วยหน้าจอหยดน้ำและฝาหลังกลีบดอกไม้ พร้อมนวัตกรรมชาร์จโคตรไว 5 นาทีคุยได้ 2 ชม. !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆกับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับสมาร์ทโฟนที่กำลังมาแรงแบบสุดๆกับ OPPO F9 นั่นเอง รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นซีรีส์ F ที่มีการเพิ่มจุดเด่นและความสามารถใหม่ๆเข้ามาอย่างน่าสนใจ ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์, กล้องหรือกระทั่งระบบชาร์จที่เป็นเอกลักษณ์ของทาง OPPO เอง เอาเป็นว่าอย่ารอช้าสเรามาติดตามรีวิวของ OPPO F9 นี้ไปพร้อมๆกันเลยดีกว่าครับ :D

แกะกล่องกันเล้ยยย !

เริ่มต้นด้วยการแกะกล่องกันก่อนเลย ตัวกล่องยังคงมาในทรงมาตรฐานของซีรีส์ F ที่เป็นกล่อง 2 ชั้นมีปลอกครอบไว้ 1 ชั้น ด้านหน้าระบุชื่อรุ่นและความจุชัดเจนครับ พร้อมภาพตัวเครื่องชัดๆตามสไตล์ OPPO ครับ

อ๊ะเน้นย้ำเรื่องนี้กันหน่อย ในส่วนของความจุ OPPO F9 รุ่นที่ขายไทยจะให้แรมมาที่ 6GB พร้อมความจำภายใน 64GB มีรุ่นเดียว ต่างจากบางประเทศที่รุ่น F9 ปกติจะได้แรม 4GB และรุ่นแรม 6GB ใช้ชื่อว่า F9 Pro แทน เท่ากับว่ารุ่นที่ขายไทยได้แรมสูงสุดมาแล้ว ไม่ต้องรอรุ่น F9 Pro เนอะเพราะนี่แหละคือ F9 Pro ในเมืองไทย :P

อุปกรณ์ภายในกล่องยังคงให้มาครบตามสไตล์ OPPO ครับ พร้อมใช้งานตั้งแต่เปิดกล่องเลย รวมๆแล้วมีอยู่ 7 อย่างด้วยกัน ดังนี้

  • ตัวเครื่อง OPPO F9
  • คู่มือการใช้งานและใบรับประกัน
  • เคสซิลิโคนใส
  • สาย Micro-USB (รองรับ VOOC Flash Charge)
  • อแดปเตอร์ชาร์จไฟ (รองรับ VOOC Flash Charge)
  • หูฟัง
  • เข็มจิ้มถาดซิม

ยลโฉมพระเอกของเรากันเถอะ !

ได้เวลาชมตัวเครื่องเต็มๆกันสักที รอบนี้ OPPO มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกให้ลงตัวและน่าใช้งานมากขึ้น เริ่มกันตั้งแต่เรื่องของหน้าจอกันก่อนเลย อย่างที่ทราบกันดีว่าเทรนด์ในปีนี้สมาร์ทโฟนหน้าจอติ่งนั้นกำลังมาแรงเลยทีเดียว ซึ่งทุกแบรนด์ก็เริ่มจากการค่อยๆลดขนาดติ่งที่เหมือนจะเต็มมากๆให้ลดลงมาเรื่อยๆ จนมาถึงรุ่นนี้ก็ปรับได้เล็กลงไปจนดูไม่กวนสายตาแล้ว

ทำให้พื้นที่หน้าจอนั้นเต็มมากขึ้น บน F9 นี้ใช้พื้นที่หน้าจอได้ต่อตัวเครื่องไปถึง 90.8% กันเลยทีเดียว แสดงผลได้เต็มตาด้วยหน้าจอ LTPS IPS ขนาด 6.3 นิ้วความละเอียด FHD+ อัตราส่วนแบบ 19.5:9 ก็จะยาวๆหน่อย หน้าจอแบบใหม่นี้ทาง OPPO ใช้ชื่อเรียกว่า Water Drop Screen น่ะนะ

ทำไมถึงต้องเป็น Water Drop พอมาลองมองใกล้ๆที่ตัวหน้าจอก็จะเห็นว่าตัวติ่งบนหน้าจอนั้นมีลักษณ์คล้ายๆกับหยดน้ำมาเกาะอยู่บนหน้าจอนั่นเอง ด้วยการเลื่อนตัวลำโพงสนทนาขึ้นและปรับให้กล้องหน้ามาอยู่ตรงกลางเด่นๆแบบนี้ทำให้ลดส่วนอื่นๆไปได้เยอะเลยล่ะ

ล่างหน้าจอยังเหลือขอบนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าไม่มากอะไรเมื่อเทียบกับตัวเครื่องที่เหลือขอบรวมๆไม่เยอะแล้วเนอะ ตัวเครื่องมีการติดฟิล์มกันรอยมาให้แล้วก็พร้อมใช้งานไม่ต้องกลัวว่าเปิดกล่องมาแล้วจะไปหาฟิล์มที่ไหนเนอะ

ด้วยความที่อัตราส่วนหน้าจอเป็นยาวๆบวกกับการใช้พื้นที่หน้าจอได้เต็มที่ทำให้ตัวเครื่องไม่ได้ใหญ่จนดูเทอะทะเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอที่ใหญ่ถึง 6.3 นิ้ว จับถือได้พอดีมือด้วยขนาดตัวเครื่อง 156.7 x 74.0 x 7.99 มม. ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 169 กรัม ไม่เบาหรือหนักจนเกินไปในการถือใช้งานครับ

ในเรื่องของสีสัน OPPO F9 มาพร้อมการไล่เฉดจากบนลงล่าง สีจะเด่นๆตั้งแต่กรอบเครื่องไปจนถึงฝาหลังกันเลยทีเดียว สี Sunrise Red ที่เราได้มาจะไล่สีจากแดงข้างบนลงมาจนถึงสีม่วงด้านล่าง สวยดูมีมิติมากๆในจุดนี้ :D

ตำแหน่งของปุ่มกดวางในตำแหน่งมาตรฐานและเอื้อมนิ้วกดได้ง่ายครับ แบ่งเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงอยู่ด้านซ้ายและปุ่ม Power อยู่ด้านขวามือ

ช่องใส่ซิมจะอยู่ที่ด้านขวาของตัวเครื่องโดยถาดซิมของ F9 จะเป็นแบบ 3 Slot ใส่ได้ทั้งซิม 2 ใบและ Micro-SD เพิ่มอีก 1 ใบ หายห่วงไม่ต้องกลัวว่าจะต้องมารักพี่เสียดายน้องเลือกใส่ Micro-SD แล้วจะใช้ 2 ซิมไม่ได้อีกต่อไป :P

พอร์ตการเชื่อมต่อวางไว้ในตำแหน่งเดิมของ OPPO คือไล่มาจากลำโพงหลักของตัวเครื่อง, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ Micro-USB, ไมโครโฟนสนทนาและช่องหูฟัง 3.5 มม.ครับ

ส่วนด้านบนเว้นไว้ให้เฉพาะไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับเสียงรบกวนครับ

พลิกกลับมาดูที่ด้านหลังนี่แหละไฮไลท์อีกอย่างของรุ่นนี้ เราจะเห็นสีสันการไล่เฉดที่ดูดีมากขึ้น ตัววัสดุด้านหลังเป็น Polycarbonate2.5D ผิวสัมผัสมีความเรียบๆแอบมีความมันวาวเล็กน้อย และก็มีลูกเล่นซ่อนอยู่ภายในกระจกคือด้านในจะมีลวดลายกลีบดอกไม้ซ่อนอยู่ จากภาพนี้เราอาจจะไม่ได้เห็นว่ามีอะไรมากมายเป็นลายจางๆแต่

ถ้าเทียบกับภาพนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่าด้านในนั้นมีการซ่อนลวดลายไว้มากมายจริงๆ ซึ่งลายพวกนี้จะออกมาเมื่อตัวเครื่องมีการสะท้อนกับแสงไฟที่อัดเข้ามา คือหมายความว่าถ้าใช้งานปกติก็จะไม่ได้เห็นความแวววาวแบบในภาพนี้หรอกนะ ใครที่กังวลว่าตัวลวดลายจะมากเกินไปก็ไม่ต้องห่วงนะครับ เป็นเฉพาะเวลาเจอแสงจริงๆเท่านั้น :D

กล้องหลังของรุ่นนี้ก็มีการเพิ่มเลนส์เข้ามาอีกตัว ถือเป็นครั้งแรกของซีรีส์ F ที่มาพร้อมกับกล้องหลังคู่แบบนี้ โดยยังคงวางตำแหน่งไว้ที่มุมซ้ายบนเหมือนเคย และไม่เป็นแนวตั้งแต่ที่ใครๆก็มักจะใช้กันในปีนี้ (ตรงนี้ถือว่าดี) ส่วนตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ถัดลงมานิดหน่อย ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดีในการแตะสแกนครับ

รวมๆในเรื่องของดีไซน์ต้องบอกว่ามีการปรับเปลี่ยนไปได้อย่างไม่ซ้ำใคร ทั้งการจัดการตัวติ่งบนหน้าจอที่ลดขนาดลงมาได้อย่างเหมาะสมไม่เยอะจนเกินไป ตัวฝาหลังไล่เฉดสีพร้อมลายกลีบดอกไม้ที่สวยงามแพรวพราวกว่าที่เคยมีมา รวมๆในเรื่องดีไซน์นี่บอกเลยว่ารอบนี้ OPPO จัดมาเต็มจริงๆ เลอค่ามากๆครับ :D

สำหรับ OPPO F9 นั้นจะวางจำหน่ายด้วยกัน 3 สีโดยแบ่งเป็น สีแดง Sunrise Red, สีน้ำเงิน Twilight Blue และสีม่วง Starry Purple ซึ่งสีแดงและน้ำเงินจะวางจำหน่ายเรียบร้อย ส่วนสีม่วงจะตามเริ่มเปิดให้จองล่วงหน้ากันในวันที่ 8 - 26 ก.ย.นี้ครับผม

สเปค OPPO F9

  • หน้าจอ LTPS IPS ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (อัตราส่วน 19.5:9)
  • ซีพียู MediaTek Helio P60 Octa-core 2.0GHz
  • จีพียู Mali-G72 MP3
  • แรม 6GB
  • ความจุ 64GB
  • รองรับ Micro-SD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 3500 mAh
  • รองรับระบบชาร์จไว VOOC Flash Charge
  • กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลังคู่ 16 + 2 ล้านพิกเซล f/1.8
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับระบบสแกนใบหน้า
  • รองรับ ซิมด้วยถาดซิมแบบ 3 Slot
  • รัน Android 8.1 Oreo ครอบด้วย ColorOS 5.2
  • ขนาดตัวเครื่อง 156.7 x 74.0 x 7.99 มม.
  • น้ำหนัก 169 กรัม
  • วางจำหน่าย 3 สี Sunrise Red, Twilight Blue, Starry Purple

ในเรื่องของสเปครุ่นนี้ต้องบอกเลยว่าอัปเกรดขึ้นมาจากตอน F7 อยู่หลายจุดทั้งในเรื่องของหน้าจอที่ปรับให้ใหญ่ขึ้นเป็น 6.3 นิ้ว (F7 ขนาด 6.23 นิ้ว), แรมรุ่นที่ขายไทยก็อย่างที่บอกว่าให้มาเป็นรุ่นแรม 6GB เลยเท่ากับรุ่น F9 Pro ในบางประเทศนั่นเองครับ, แบตเตอรี่รุ่นนี้มีการเพิ่มความจุขึ้นมาอีกนิดหน่อยจาก 3,500mAh (จากเดิม 3,400mAh บน F7)แต่จุดที่เพิ่มมาได้อย่างน่าสนใจเลยก็คือระบบชาร์จไว VOOC Flash Charge นี่แหละที่เพิ่มเข้ามาบน F9 เป็นรุ่นแรกของซีรีส์ F เลย ซึ่งปกติเรามักจะเห็นความสามารถนี้บนรุ่นใหญ่ๆซะมากกว่าเนาะ

ทดสอบประสิทธิภาพกันหน่อย

ต่อเนื่องจากเรื่องสเปคเรามาดูในเรื่องของประสิทธิภาพผ่านการทดสอบด้วยแอปยอดนิยมอย่าง AnTuTu Benchmark กันเลยดีกว่า ในเรื่องหน่วยประมวลผลของ F9 นั้นใช้ตัวเดียวกับ F7 แต่ในเรื่องแรมที่ใช้งานบนรุ่นนี้ก็มีการเพิ่มขึ้นมาจากเดิมเป็น 6GB ในเรื่องของคะแนนการทดสอบก็ได้คะแนนออกมาที่ 138,301 คะแนนครับผม ถือว่าสูงดีทีเดียวสำหรับรุ่นกลางๆแบบนี้ครับ

ระบบปฏิบัติการตัวล่าสุด หน้าตาไฉไลกว่าเดิม !

ในเรื่องของระบบปฏิบัติการของ OPPO F9 จะใช้เป็น Android 8.1 Oreo ตัวล่าสุดตอนนี้ แต่จะให้มาแบบเรียบๆเลยก็ไม่ได้ ตามสไตล์ OPPO ต้องมีการครอบทับมาด้วย ColorOS 5.2 ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของค่ายนี้อยู่แล้ว

ซึ่งหน้าตา UI ภายในรอบนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนให้สวยและดูคลีนขึ้นไปอีก แบบเดียวกับที่เราเห็นบน Find X เลย ไอคอนต่างๆมีความ Flat มากขึ้น พร้อมด้วยธีมสีต่างๆของชุด Wallpaper ที่เข้ากับตัวสีเครื่องได้เป็นอย่างดีครับ

แต่ถ้าใช้งานแล้วยังคิดว่าธีมที่ให้มานั้นยังไม่ถูกใจเราก็สามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้อีกที่แอป Theme Store เลยครับผม มีแบบให้เลือกมากมาย รับรองว่าถูกใจเราๆอย่างแน่นอนล่ะ

ตัว UI ต่างๆในหน้าหลักทั้งพวกแถบการแจ้งเตือนหรือหน้าตั้งค่าแอป ถูกปรับกลับมาให้เป็นสีขาวดูสะอาดตามากขึ้น ไอคอนต่างๆก็ปรับเพิ่มความมนหรือกลมๆเข้าไปช่วยให้ดู Friendly มากขึ้นต่อการใช้งานไม่ได้แข็งหรืออึดอัดจนเกินไปครับ

หน้า Recent App ยังคงแบ่งเป็นหน้าแบบ Card แผ่นใหญ่ๆโชว์ Preview หน้าแอปนั้นๆอยู่เหมือนเคย แถมบอกตัวสถานะแรมที่คงเหลือในการใช้งานอีกด้วย ซึ่งจากแรมที่ให้มา 6GB จะเหลือใช้จริงราวๆ 2.8 - 3.2GB ครับ ก็ถือว่าเหลือได้มากพอควรเลย

Magazine Unlock ที่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ OPPO ที่จะเลือกภาพ Wallpaper สวยๆมาโชว์ในหน้านี้ ทั้งรูปแบบวิว สถานที่ รถหรู แฟชั่น หรือภาพนางแบบต่างๆยังคงมาติดไว้อยู่ ช่วยให้เราไม่เบื่อเวลาเปิดมาเจอภาพใหม่ๆเสมอเนอะ

ปุ่มควบคุมด้านล่าง ไม่เอาก็ซ่อนสิ !

ในยุคที่มือถือมีหน้าจอเต็มมากขึ้น การที่จะต้องมาใช้งานปุ่มกด Navigation Key บ่อยๆก็อาจจะไม่คูลเท่าไหร่ ทาง OPPO ก็มีทางเลือกในรูปแบบการ Swipe Gesture เข้ามาแทนที่เหมือนกัน ตรงนี้เราสามารถใช้การรูดนิ้วขึ้นจากล่างหน้าจอเพื่อกลับหน้า Home หรือรูดนิ้วขึ้นมาค้างไว้เพื่อเปิด Recent App ก็ได้เช่นกัน และเมื่อเปิดรูปแบบนี้ตัวปุ่มควบคุมทั้ง 3 ด้านล่างก็จะถูกซ่อนไปเลย ทำให้เห็นพื้นที่ต่างๆได้เต็มตามากขึ้นไปอีกด้วย

(เข้าไปตั้งค่าเปิดรูปแบบนี้ได้ที่ Settings > Smart Convenience > Navigation Keys ครับ)

หรือจะเป็นรูปแบบ Gesture & Motion แบบเดิมๆก็ยังใช้งานได้อยู่ อย่างการแตะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดรูป เพื่อเปิดกล้อง หรือวาดรูป เพื่อเปิดไฟฉาย, รับสายเมื่อเอาเครื่องแนบหู, ยกเครื่องแล้วปลุกหน้าจอ

(เข้าไปตั้งค่าเปิดฟีเจอร์นี้ได้ที่ Settings > Smart & Convenient > Gesture & Motion ครับ)

จอเต็มแบบนี้แบ่ง 2 แอปง่ายๆ

การแบ่งหน้าจอหรือ Split Screen App ทาง OPPO ก็ทำได้เช่นกัน โดยใช้งานได้ง่ายๆเพียงแค่รูด 3 นิ้วขึ้นเท่านั้น ทางเลือกแอปในการแบ่งหน้าจอทั่วๆไปก็ถือว่ารองรับเกือบหมดครับไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter หรือ YouTube เนาะ ด้วยตัวเครื่องรุ่นนี้ได้แรมภายในมาให้ 6GB ในการจะแบ่งจอหรือการทำงานพร้อมๆนี่ก็หายห่วงครับ ลื่นไหลไม่สะดุดเลย

(เข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > App Split Screen ครับ)

สแกนนิ้วรวดเร็ว แตะสิ แตะเลย !

ในเรื่องของระบบปลดล็อคของ OPPO F9 ก็ไม่ต่างกับรุ่นก่อนครับ มาพร้อมกับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังของตัวเครื่องอย่างที่เห็นๆกันไป วางตำแหน่งไว้ที่ด้านหลังของตัวเครื่องได้อย่างดี ทำให้การเข้าถึง แตะสแกนทำงานสะดวกใช้ได้เลย แถมยังสแกนได้รวดเร็วเอามากๆด้วยเพียงแต่แตะปุ๊บก็ติดปั๊บไม่ต้องมากดปลุกจอก่อนแต่อย่างใด

สแกนหน้าก็เร็ว มองปุ๊บก็ปลดล็อค !

สำหรับระบบสแกนใบหน้าใช้งานได้รวดเร็ว ง่ายและสะดวกมากๆ เพราะเราไม่จำเป็นต้องกดปุ่มใดๆ (ถ้ามีการตั้ง Raise to Wake ไว้) หยิบเครื่องขึ้นมามองไปที่จอขึ้นตัวเครื่องโชว์ไอคอนกุญแจปลดล็อคเลื่อนหน้าจอได้เลย เอ๊ะๆหลายคนอาจจะคิดว่าต้องมาสไลด์หน้าจอปลดล็อคทุกครั้งเลยรึเปล่าแบบนี้ ? คำตอบคือใช่ครับ แต่เราสามารถตั้งให้ปลดล็อคแบบไม่ต้องสไลด์ก็ได้เช่นกัน คือรอบนี้ทาง OPPO มีตัวเลือกให้ 2 แบบคือจะให้สแกนใบหน้าแล้วเลื่อนหน้าจอ หรือจะสแกนแล้วปลดล็อคเลยก็ได้ (ค่าเริ่มต้นคือต้องเลื่อนหน้าจอ)

(เข้าไปปรับตั้งค่าการสแกนใบหน้าได้ที่ Settings > Fingerprint, Face&Passcode > Face ครับ)

ดูหนังบนหน้าจอหยดน้ำนี่เต็มตาขึ้นเยอะ !

เข้าสู่จุดเด่นของ F9 นี้กับเรื่องหน้าจอหยดน้ำ (Water Drop Screen) ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาให้สวยๆแค่นั้น แต่สำหรับการใช้งานจริงเวลาดูหนังหรือไฟล์วิดีโอก็ช่วยให้ได้พื้นที่หน้าจอที่เต็มมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะด้วยความที่ตัวติ่งบนหน้าจอเหลือน้อยลง การบดบังคอนเทนต์ต่างๆก็ลดลงไปด้วย ซึ่งถ้าใช้งานดูพวกวิดีโอแบบเต็มจอจริงๆแทบไม่รู้สึกถึงการบดบังเนื้อหาเท่าไหร่แล้วล่ะ

ตัวหน้าจอใหม่นี้จะได้อัตราส่วนของจอแบบ 19.5:9 แน่นอนว่ายาวขึ้นกว่าตอน F7 ไปอีกหน่อย (ตอน F7 19:9)ทำให้เวลาเราดูคลิปวิดีโอที่มีอัตราส่วนกว้างๆจริงๆจะเหลือขอบดำที่น้อยลงไปอีกแหนะ

แต่ถ้าเอามาดูคลิปทั่วไปในอัตราส่วน 16:9 ก็จะมีขอบดำขึ้นมาซ้าย-ขวาอีกหน่อย อาจจะดูได้หน้าจอเล็กไปหน่อย แต่ถ้าเทียบกับส่วนที่จะมองจริงๆก็ไม่ได้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่เท่าไหร่ในการดูคอนเทนต์แนวๆนี้ครับ ไม่งั้นก็ถ่างซูมให้เต็มจอเอาได้เนอะ

ลำโพงเสียงเป็นไง ระบบเสียงผ่านหูฟังล่ะ จัดเต็มไหม !?

มาเข้าเรื่องของระบบเสียงตัวเครื่องกันต่อ OPPO F9 ยังเลือกใช้ตำแหน่งลำโพงอยู่ที่มุมซ้ายที่ด้านล่างของตัวเครื่องเช่นเคย ซึ่งหากเราพลิกตัวเครื่องมาเป็นแนวนอนก็จะอยู่ในตำแหน่งมุมขวาล่างพอดี เท่ากับว่าเมื่อใช้งานจับตัวเครื่องให้กระชับจริงๆเรามักจะเอาอุ้งมือไปบังตรงนั้นอยู่บ่อยๆ ทำให้เสียงที่ได้นั้นอาจจะไม่ดังเต็มที่อย่างที่ควรน่ะนะ ><

ส่วนเรื่องเสียงผ่านหูฟัง F9 ยังคงรองรับระบบเสียง Real HD Sound เช่นเคย ช่วยเพิ่มมิติเสียงให้กว้างมากขึ้นในการฟังเพลงผ่านหูฟังครับ

เล่นเกมล่ะเป็นไงเอ่ย ?

มาเข้าสู่เรื่องการเล่นเกม OPPO F9 ยังคงมาพร้อมกับระบบการจัดการสำหรับเกมอย่าง Game Acceleration เหมือนเคยครับ แต่รอบนี้เปลี่ยนชื่อให้ง่ายขึ้นแล้วเป็น OPPO Game Space การทำงานยังเหมือนเดิมครับ ตัวระบบจะจัดการเคลียร์หน่วยความจำที่ไม่จำเป็น, จัดการระบบเน็ตเวิร์คสำหรับแอปเบื้องหลัง, ปิดการแจ้งเตือน และรีดประสิทธิภาพของตัวเครื่องขึ้นให้เครื่องพร้อมสำหรับเล่นเกมมากที่สุดนั่นเองครับ

สำหรับเกม ROV บน F9 ในการตั้งค่าเราสามารถปรับคุณภาพกราฟิกได้ที่ระดับสูงสุด รวมถึงภาพ HD ได้ด้วย แต่โหมดเฟรมเรตสูงนั้นไม่สามารถปรับได้ เท่ากับว่าตัวเกมจะรันได้สูงสุดที่ 30fps เท่านั้น และจากที่ลองเล่นก็ทำได้น่าประทับใจครับ สามารถเล่นได้ที่ 30fps นิ่งๆเลยล่ะหายห่วงเรื่องตีกันนัวๆแล้วเฟรมเรตตกได้เลย

สำหรับ PUBG บน F9 การตั้งค่าเริ่มต้นจะเลือกระดับกราฟิกมาให้เป็น Balanced และเฟรมเรต Medium ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการเล่นครับ ภาพกราฟิกก็สวยงามกำลังดี เฟรมเรตนี่นิ่งใช้ได้เลย คือถ้าไม่ได้อยากได้ภาพที่สวยสุดจริงๆผมว่าปรับที่ความละเอียดระดับนี้เพียงพอแล้วล่ะ แต่ถ้าอยากปรับสูงกว่านี้ก็ต้องทนอาการเฟรมเรตตกบ้างในบ้างจังหวะเอานะมีให้เห็นอยู่บ้าง

กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล เซลฟี่ของจริงต้องนี่เลย !

เข้าสู่เรื่องไฮไลท์ที่ทาง OPPO ถนัดกันเลยกับเรื่องเซลฟี่ บนรุ่นนี้ก็ให้สเปคกล้องหน้าเทพๆมาอีกเช่นเคยด้วยความละเอียดที่สูงถึง 25 ล้านพิกเซล เซลฟี่กันคมชัดแบบสุดๆ

ตัวฮาร์ดแวร์กล้องหน้าของ F9 ยังมาพร้อมกับระบบ Auto HDR ที่ช่วยให้การถ่ายภาพนั้นสวยและมีมิติในทุกสภาพแสง, มีระบบ Depth Effect หรือหน้าชัด-หลังเบลอ แถมยังมีระบบ Super-ViVid ที่เข้ามาช่วยเรื่องของภาพถ่ายแบบสดๆด้วยนาจา

นอกจากนี้สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือเรื่องของ AI Beauty ที่รุ่นนี้เป็นเวอร์ชั่น 2.1 แล้ว ตรงนี้ตัวระบบจะช่วยจัดแจงเลือกระดับความเนียนของใบหน้าให้เราโดยอัตโนมัติด้วยการคำนวณของ AI ที่สามารถแยกแยะวิเคราะห์ใบหน้าได้ถึง 296 จุด 25 โซน รวมถึงวิเคราะห์ลักษณะ สีผิว หรือเพศของแบบได้ด้วย เรียกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าของ OPPO F9 จะเห็นว่าระบบ AI Beauty 2.1 นั้นทำให้ใบหน้าของเนียนขึ้นในระดับที่สมดุลไม่โดดจนเกินไป อย่างในภาพที่ปรับระดับ Beauty เป็นเบอร์สูงๆจะเห็นได้ชัดเลยว่าหน้ามีความเนียนที่มากเกินไปหน่อยจนดูหลอกตา แต่ตรงนี้ก็แล้วแต่ความชอบล่ะเนอะ เลือกปรับกันได้ตามความสะดวก ส่วนในเรื่องของการละลายฉากหลังจากฟีเจอร์ Depth Effect ก็ทำได้ดีทีเดียวละลายได้เนียนตาฉากหลังถ้ามีดวงไฟเยอะๆก็ขึ้นเป็น Bokeh ได้ด้วยหรือจะเป็น Super-Vivid ก็ช่วยให้ภาพถ่ายที่ได้ออกมาสวยสดมากขึ้น เหมาะกันเพื่อนๆที่ไม่ต้องการปรับแต่งเพิ่มความสดมากก็เปิดตัวนี้แล้วถ่ายได้เลยครับ

นอกจากนี้ยังมีโหมด AR Sticker เพิ่มลูกเล่นความน่ารักด้วยหูกระต่ายหรือแว่นตา ตรงนี้ก็ช่วยเพิ่มสีสันในการเซลฟี่ได้เป็นอย่างดีทีเดียวล่ะ

กล้องหลังคู่ครั้งแรกบนซีรีส์ F !

ในส่วนของกล้องหลังรอบนี้ก็ไม่ธรรมดาแล้วเช่นกัน เพราะมีการเพิ่มกล้องตัวที่ 2 ไว้ใช้วัดระยะลึกตื้นของแบบและฉากให้สามารถถ่ายภาพหน้าชัด-หลังเบลอได้แล้ว ถือเป็นครั้งแรกของซีรีส์ F กันเลยล่ะ

ส่วนสเปคก็ได้กล้องคู่ความละเอียด 16 + 2 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง f/1.8 สำหรับเลนส์ตัวหลัก ในเรื่องสเปคกล้องก็ถือว่าให้มาได้น่าสนใจทีเดียวครับ

ในเรื่องของโหมดการใช้งาน OPPO F9 มาพร้อมกับระบบ AI Scene Recognition มาให้ด้วย โดยจะแบ่งหมวดหมู่กว่า 16 หมวดคอยแยกแยะว่าแต่ละภาพควรใช้เป็นซีนแบบไหนกันแน่ อาทิ อาหาร, คน, สัตว์เลี้ยง, พระอาทิตย์ตก ทำให้ภาพถ่ายของเรานั้นได้ออกมาสวยตรงใจมากขึ้น โดยที่เราไม่ต้องปรับอะไรมากแค่เล็งแล้วก็ถ่ายได้เลยครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ OPPO F9 จะเห็นว่าภาพที่ได้นั้นทำได้ดีทีเดียว ตัว AI Scene Recognition แบ่งแยกหมวดหมู่ของภาพได้อย่างดี จัดแจงในเรื่องของสีสัน ความคมชัดของภาพให้ออกมาสวยแบบที่ไม่ต้องแต่งก็ใช้งานได้เลย เรียกว่าแค่กดเปิดกล้องมาเล็งกดถ่ายก็ออกมาสวยครบ เอาอยู่จริงๆครับ

กล้องคู่มาแบบนี้ Portrait ก็ต้องมีนะ

อย่างที่บอกไปครับการที่มีเลนส์อีกตัวเข้ามาทำให้การถ่ายภาพบุคคลหรือ Portrait นั้นทำได้เนียนตาสมจริงมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ทาง OPPO มีชื่อเรียกเฉพาะของโหมดนี้บนรุ่นนี้ว่า Artistic Portrait Mode นั่นเอง โดยโหมดนี้จะทำงานร่วมกับ AI ในการตรวจจับใบหน้าพร้อมปรับแต่งพวกแสงให้เข้ากับภาพนั้นๆมากขึ้น

และแน่นอนว่าเอฟเฟกต์แสงก็มีให้เลือกปรับด้วยเช่นกันโดยของ F9 นี้จะมีให้เลือกอยู่ 5 เอฟเฟกต์แสงดังนี้ครับ

  • Natural Light แสงธรรมชาติ
  • Film Light แสงแบบกล้องฟิล์ม
  • Monotone Light แสงแบบขาว-ดำ
  • Rim Light แสงแบบย้อนแสง
  • Bi-Color Light แสงสะท้อนที่ใบหน้าด้วยสีฟ้าและสีแดง

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Artistic Portrait บน F9 ต้องบอกว่าในการถ่ายภาพบุคคลบน F9 นี้ทำได้ยอดเยี่ยมดีจริงๆครับ การตัดฉากหลังหรือการปรับแต่งแสงเอฟเฟกต์เข้าไปนั้นทำได้ดูดีทีเดียว แถมระยะการถ่ายก็เล็งถ่ายได้ง่ายไม่ต้องเล็งกันนานสักเท่าไหร่ด้วย

แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน

ในเรื่องการใช้แบตเตอรี่ OPPO F9 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 3500mAh ซึ่งหากเทียบกับตัวสเปคแล้วถือว่าใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน จะถ่ายรูปเล่น เล่นเกมบ้าง หรือชิทแชทผ่านโซเชี่ยลต่างๆก็ทำได้ดีครับ เรื่องแบตเตอรี่ไม่มีปัญหา หายห่วง

ระบบชาร์จก็ไว "ชาร์จ 5 นาทีคุยได้ 2 ชม."

ส่วนเรื่องระบบชาร์จนี่ก็เป็นไฮไลท์ของรุ่นนี้เลย เพราะ F9 นี้มาพร้อมกับระบบชาร์จไว VOOC Flash Charge ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของทาง OPPO เอง ชาร์จได้เร็วและปลอดภัยมากๆ ด้วยการใช้ชิปและวิธีควบคุมแรงไฟภายในให้สมดุลต่อการชาร์จ ทำให้ตัวเครื่องจะไม่ร้อนเวลาชาร์จ หายห่วงถ้าจะต้องใช้งานไปขณะที่ชาร์จไปด้วย ส่วนความเร็วไม่ต้องห่วงเลยครับชาร์จเพียง 5 นาทีก็คุยได้ 2 ชม. เลยล่ะ

ทำความรู้จักระบบ VOOC Flash Charge เพิ่มเติมได้ที่นี่

ราคาและโปรโมชั่นการจอง !

ปิดท้ายกันด้วยรายละเอียดราคาและการจองของ OPPO F9 สำหรับรุ่นนี้เปิดราคาค่าตัวมาแล้วที่ 10,990 บาทเท่านั้น ! วางจำหน่ายด้วยกัน 3 สีคือ Sunrise Red, Twilight Blue และ Starry Purple ซึ่งสีแดงและสีน้ำเงินวางจำหน่ายเรียบร้อย ส่วนสีม่วงจะเริ่มเปิดให้จองล่วงหน้าในวันที่ 8 - 26 ก.ย.นี้ครับผม

สรุปเลยแล้วกัน !

OPPO F9 ก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่ครบเครื่องมากๆรุ่นหนึ่งเลย ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยดีไซน์หน้าจอหยดน้ำฝาหลังกลีบดอกไม้แพรวพราว เพื่อนๆที่ชอบมือถือที่ดีไซน์สวยๆรุ่นนี้ตอบโจทย์แน่นอน สเปคภายในก็ครอบคลุมการใช้งานครบไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชี่ยล เล่นเกม หรือถ่ายรูปที่เป็นจุดเด่นของ OPPO อยู่แล้วจะกล้องหน้ากล้องหลังก็สวยครบแบบที่สาวๆชอบแน่นอน ปิดท้ายกับเรื่องของระบบชาร์จที่จำเป็นในยุคที่ใครๆที่ต้องการความไว รุ่นนี้มีระบบ VOOC Flash Charge ที่ทั้งเร็วและปลอดภัยแบบนี้ครบเครื่องจริงๆใช่ไหมล่ะครับ รวมๆแล้วในจังหวะนี้ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่เด่นทั้งเรื่องดีไซน์ ใช้งานได้ครบทุกฟังค์ชั่น OPPO F9 นี่ก็เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากๆเลยล่ะครับ :D

จุดเด่น

  • ดีไซน์สวยแพรวพราวด้วยฝาหลังกลีบดอกไม้
  • หน้าจอหยดน้ำแสดงผลเต็มตา
  • สเปคภายในใช้งานได้ครอบคลุม
  • กล้องหลังคู่พร้อมโหมด Artistic Portrait สวยเนียน
  • กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซลพร้อม AI Beauty 2.1
  • รองรับ 2 ซิมพร้อม Micro-SD ด้วยถาดซิมแบบ 3 Slot
  • ระบบสแกนนิ้วมือและใบหน้าทำงานได้รวดเร็ว
  • มีระบบชาร์จไว VOOC Flash Charge รวดเร็วปลอดภัย

จุงสังเกต

  • ตำแหน่งของลำโพงวางไว้ไม่ดีมีผลต่อการใช้งานแนวนอน

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite