OPPO ได้เดินหน้าเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมซีรีส์ OPPO Reno15 Series สู่ตลาดโลกอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มที่ไต้หวัน ซึ่งประกอบด้วย Reno15 Pro Max และ Reno15 Pro โดยทั้งสองรุ่นนี้เป็นรุ่นที่นำรุ่นที่เคยเปิดตัวในจีนมาปรับชื่อใหม่ (Rebranded) เพื่อวางจำหน่ายในตลาดสากล
.jpg)
หัวใจหลักด้านประสิทธิภาพของทั้งสองรุ่นคือชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8450 ที่มาพร้อม RAM สูงสุด 12GB ซึ่งเป็นชิปเซ็ตระดับสูงที่เน้นการประมวลผล AI และภาพถ่ายที่ทรงพลัง โดยเฉพาะด้านกล้องที่จัดเต็มด้วยกล้องหลังสามตัวสเปกเดียวกัน ประกอบด้วยเซ็นเซอร์หลักความละเอียดสูงถึง 200MP, กล้อง Periscope Telephoto 50MP ที่รองรับการซูมออปติคัล 3.5 เท่า, และกล้อง Ultrawide 50MP นอกจากนี้ กล้องหน้ายังมีความละเอียดสูงถึง 50MP พร้อมคุณสมบัติ AI เพื่อเสริมประสบการณ์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตและการทำวิดีโอ Vlog
.jpg)
ความแตกต่างหลักของทั้งสองรุ่นอยู่ที่ขนาดหน้าจอและแบตเตอรี่ โดยรุ่น Pro Max มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ที่ใหญ่กว่า พร้อมการปกป้องด้วยกระจก Gorilla Glass Victus 2 และแบตเตอรี่ขนาด 6,500mAh ที่รองรับทั้งชาร์จเร็วแบบมีสาย 80W และชาร์จไร้สาย 50W ขณะที่รุ่น Pro มีขนาดหน้าจอที่เล็กกว่าที่ 6.32 นิ้ว พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 6,200mAh และรองรับการชาร์จแบบมีสาย 80W เท่านั้น ทั้งคู่ยังคงมีคุณสมบัติระดับพรีเมียมอื่นๆ ที่เหมือนกัน เช่น หน้าจอ 120Hz, การกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP69, ลำโพงสเตอริโอ, และการทำงานบน Android 16-based ColorOS 16
.jpg)
Reno15 Pro Max
ในแง่ของราคาเปิดตัวที่ไต้หวัน Reno15 Pro Max (12GB/512GB) มีราคาอยู่ที่ NT$ 24,990 (ประมาณ 25,130 บาท) และ Reno15 Pro (12GB/256GB) มีราคาที่ NT$ 20,990 (ประมาณ 21,110 บาท)

Reno15 Pro
หมีเด้งวิเคราะห์ : การที่ OPPO ใช้กลยุทธ์การใช้ชื่อ "Pro Max" พร้อมการอัปเกรดสเปกที่เน้น กล้อง Periscope และแบตเตอรี่ใหญ่ ในราคาที่ไม่ทิ้งห่างจากคู่แข่ง ถือเป็น กลยุทธ์การบุกตลาดระดับพรีเมียม-กลางด้วยการสร้างความแตกต่าง (Premium Feature Differentiation Strategy) OPPO ต้องการให้ Reno Series มีจุดแข็งที่ชัดเจนในการถ่ายภาพด้วย Periscope Telephoto ซึ่งยังหาได้ยากในเซกเมนต์ราคานี้ แม้จะใช้ชิปเซ็ต Dimensity 8450 ซึ่งวางตำแหน่งต่ำกว่าชิปเรือธงอย่าง Dimensity 9000 Series แต่ก็ยังมอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม (มีคะแนน AnTuTu เกิน 1.5 ล้านคะแนน) ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานที่เน้นกล้องและ AI การตั้งราคาไว้ในระดับนี้ แสดงให้เห็นว่า OPPO มั่นใจว่าคุณสมบัติกล้องและแบตเตอรี่ที่เหนือกว่า จะดึงดูดผู้ใช้ที่ต้องการ "คุณค่าระดับเรือธง" ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
source: gsmarena