เอาใจคนที่ต้องการสมาร์ตโฟนอึก ถึก ทน เน้นสมบุกสมบันได้ นี่คือ REDMI Note 15 Pro+ 5G ที่ออกแบบมาตอบโจทย์สำหรับผู้ที่อยากได้สมาร์ตโฟนเน้นใช้งานทั่วไปแบบไม่ต้องกังวลว่าจะทำหล่นหน้าจอแตก หรือโดนน้ำแล้วเครื่องจะพังง่ายๆ เพราะรุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาให้ทนทาน และไม่ใช่แค่ตัวเครื่องที่แข็งแกร่ง แต่แบตตเตอรี่ก็อึด แถมดีไซ์สวย จะใช้ถายรูปก็ดีไม่แพ้กัน เป็นสมาร์ตโฟนในกลุ่มระดับกลางที่น่าใช้อีกตัว ลองมาอ่านดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
เริ่มจากแกะกล่อง REDMI Note 15 Pro+ 5G กันก่อน ข้างในกล่องก็มีตัวเครื่อง ที่มาพร้อมอแดปเตอร์และสายชาร์จมาให้เลย ไม่ต้องไปหาซื้อให้วุ่นวาย ถือเป็นข้อดีของรุ่นนี้เพราะยังแถมมาให้ในกล่อง นอกจากนี้ยังมีเคสยางมาให้ พร้อมคู่มือ
ตัวเครื่อง REDMI Note 15 Pro+ 5G ที่นำมารีวิวครั้งนี้เป็นสี Glacier Blue ดูเรียบหรู โดยฝาหลังจะเป็นแบบด้านไม่ทำให้เกิดรอยนิ้วมือ ส่วนการดีไซน์ตัวเครื่องมีการจัดวางตำแหน่งของโมดูลกล้องให้อยู่ตรงกลางด้านบนแบบสมมาตร โดยตัวกล้องไม่ได้ยื่นออกมาจกบอดี้เครื่องมากนัก โดยมีขนาดตัวเครื่อง 163.3x 78.3 x 8.2 mm น้ำหนักตัวเครื่อง 207 กรัม กรอบตัวเครื่องอลูมิเนียมเน้นความทนทานในการใช้งาน
เมื่อใส่เคสที่ให้มาในกล่องก็จะได้ตามภาพที่เห็นเลย เป็นเคสยางสีเทาดำ ใครไม่ชอบเคสที่แถมมา ก็ไปไปลองหาซื้อใหม่กันเอง เดี๋ยวนี้มีขายเยอะหลากหลายแบบ
ด้านข้างตัวเครื่องด้านขวามีปุ่มเปิด-ปิด และปุ่มเพิ่มม ลดระดับเสียง
ด้านบนตัวเครื่องมีลำโพงและรูไมโครโฟน
ส่วนด้านล่างจะมีลำโพง ช่องเสียบสายชาร์จแบบ USB-C ซึ่งรองรับการชาร์จไว 100W Hypercharge สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพกับอแดปเตอร์และสายชาร์จที่ให้มาในกล่องเลย นอกจากนี้ก็มีรูไมโครโฟนที่อยู่ใกล้กับช่องใส่ซิมที่มักจะจิ้มผิดรูกันเวลาจะถอดเปลี่ยนซิม ยังไงดูดีๆก่อน
หน้าจอ REDMI Note 15 Pro+ 5G เป็นแบบขอบโค้ง มีการติดฟิล์มกันรอยหน้าจอมาให้เลย มีความทนทานสูงต่อการตกกระแทกด้วยวัสดุหน้าจอ Corning Gorilla Glass Victus 2
การใช้งานโดยทั่วไปของ REDMI Note 15 Pro+ 5G ก็สามารถทำงานได้ดี ลักษณะของ User Interface ไม่ค่อยแตกต่างจากสมาร์ตโฟนทั่วไปนัก สามารถปรับแต่งหน้าจอและลักษณะการใช้งานได้ตามต้องการและในส่วนของตัวหน้าจอนั้นเป็นแบบ AMOLED ความละเอียด 1280 x 2772 พิกเซล ให้อัตรารีเฟรชหน้าจอสูงสุด 120Hz
ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 15 โดยครอบทับด้วย Xioami Hyper OS 2 ที่เน้นการใช้งานที่ไหลลื่น แต่ Bloatware ก็ให้มาเยอะเหมือนกัน อันนี้ต้องมานั่งลบเองสำหรับแอพพลิเคชั่นที่ได้ใช้งาน
สำหรับสเปคตัวเครื่องของ REDMI Note 15 Pro+ 5G มีดังนี้
- หน้าจอขนาด 6.83 นิ้ว CrystalRes AMOLED แสดงผลได้ 68 พันล้านสี อัตรารีเฟรชหน้าจ 120Hz
- กระจกหน้าจอแบบ Corning Gorilla Glass Victus 2 ป้องกันการตกกระแทก
- ระบบป้องกันแสงกระพริบ 3840Hz PWM Dimming ความสว่างสูงสุด 3200 nits
- แบตเตอรี่ความจุ 6500 mAh รองรับการชาร์จไวด้วยเทคโนโลยี 100W HyperCharge
- ชิปเซ็ต Snapdragon 7s Gen 4
- GPU Adreno 810
- หน่วยความจำ 12GB + 512GB
- ระบบปฏิบัติการ HyperOS 2 บน Android 16
- กล้องหลักความละเอียด 200MP มี OIS , กล้อง Ultra Wide 8MP
- กล้องหน้ามุมกว้างความละเอียด 32MP
- มาตรฐานทนนํ้าทนฝุ่น IP68 & IP69K

การทดสอบ Benchmark ด้วย Antutu ได้คะแนนแตะล้าน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ของสมาร์ตโฟนระดับกลาง สามารถใช้เล่นเกมได้ระดับหนึ่ง ให้การทำงานที่ไหลลื่นสำหรับการใช้งานทั่วไป
ในส่วนของความบันเทิงนั้น REDMI Note 15 Pro+ 5G ให้ลำโพงคู่สเตอริโอ รองรับระบบเสียง Dolby Atmos Hi-Res และ Volume Boost 400% ให้เสียงที่คมชัดและดังกระหึ่มมาก ดังจนรบกวนคนข้างๆหนวกหูได้เลย อันนี้ลำโพงทำได้ดีจริง ส่วนหน้าจอโค้งให้ความรู้สึกพรีเมียม มีความคมชัด ความสว่างสู้แดดได้สบาย ดูหนังเล่นเกมภาพสวยเลย แต่ตรงนี้หลายคนอาจจะไม่ชอบเพราะหาติดฟิล์มใหม่ยาก

ชิปเซ็ต Snapdragon 7s Gen 4 แม้ไม่ใช่ชิปเซ็ตเรือธงความเร็วสูง เป็นชิปเซ็ตที่เน้น "สมดุล" คือเล่นเกมทั่วไปได้ โดยปรับค่าความละเอียดเป็นกลางหรือสูงได้ พร้อมกับมีระบบ Game Turbo ช่วยเร่งประสิทธิภาพของตัวเครื่อง แต่ถ้าเน้นเล่นเกมหนักมากๆ แบบ ปรับสุดอาจจะมีหน่วงบ้าง ข้อดีของชิปเซ็ตตัวนี้คือ ไม่ร้อนง่ายและประหยัดแบตเตอรี่
ลองทดสอบเล่นเกม และใช้งานจริงแล้ว พบว่าจุดเด่นเลยคือเรื่องการจัดการพลังงานที่ดีมาก นอกจากนี้การที่ให้แบตเตอรี่ความจุสูงถึง 6500mAh มาด้วย ทำให้ใช้งานได้ทั้งวันจริง ดังนั้นแล้วหากต้องการสมาร์ตโฟนที่เน้นเรื่องแบตเตอรี่เยอะหน่อย ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ
รุ่นนี้ยังชูโรงเรื่อง "Titan Durability" ตัวเครื่องแข็งแรงมาก กระจกหน้าจอใช้ Gorilla Glass Victus 2 แถมยังได้มาตรฐาน IP69K ซึ่งปกติจะอยู่ในมือถือสายลุย (Rugged Phone) แปลว่าสามารถกันน้ำร้อน น้ำฉีดแรงดันสูง และการตกกระแทกได้ดีกว่ามือถือทั่วไปมาก ใครที่มักซุ่มซ่ามทำหล่นบ่อยๆ หรือทำงานภาคสนามที่ต้องการสมาร์ตโฟนทนๆ สักตัว ตัวนี้ตอบโจทย์มาก
ความแข็งแกร่งที่เป็นจุดเด่นของ REDMI Note 15 Pro+ 5G ก็คือโครงสร้าง REDMI Titan ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ผ่านการทดสอบมาตรฐาน SGS Premium Performance รวมถึงการตกจากความสูง 2.5 เมตร พร้อมรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยนำเอาเครื่องไปทดสอบแบบโหดมาแล้ว พบว่าเครื่องยังทำงานได้ปกติ หน้าจอไม่มีรอยแตกร้าว ยังไงลองกดไปดูที่คลิปทดสอบความแข็งแกร่งได้เลย ตรงนี้ถือเป็นจุดเด่น จุดขายเลยก็ว่าได้
มาดูเรื่องของกล้องถ่ายภาพกันบ้าง ด้วยความที่เป็นสมาร์ตโฟนที่ไม่ได้เน้นเรื่องการถ่ายภาพเป็นหลักก็เลยไม่ได้จัดเต็ม แต่สำหรับกล้องที่ให้มานั้นก็เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป มีโหมดการถ่ายภาพให้เลือกใช้งานทั้งการถ่ายภาพในโหมด Portrait หรือ โหมด Pro ที่สามารถปรับแต่งได้ ด้วยวีดีโอนั้นให้ความละเอียดสูงสุดที่ 4K 30p
ตรงส่วนกล้องนั้น REDMI Note 15 Pro+ 5G มาพร้อมกับกล้องหลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล ให้ขนาดรูรับแสงกว้าง f/1.7 ให้ไฟล์ภาพขนาดใหญ่ และมีระบบกันสั่น OIS ส่วนกล้องมุมกว้างมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ให้ขนาดรูรับแสงกว้าง f/2.2 ลองชมภาพตัวอย่างด้านล่างได้เลย ไปลองมาแล้วได้ภาพสวยน่าทึ่งอยู่เหมือนกัน มีระบบ HDR ช่วยการถ่ายภาพทั้งกลางวันและกลางคืนมีความคมชัด โดยเฉพาะการถ่ายภาพในโหมด Portrait ที่ทำหน้าชัดหลังเบอลได้สวย มีฟิลเตอร์ที่ให้โทนภาพที่มีสีสันแบบจบหลังกล้องได้ ไม่ต้องแต่งเพิ่ม
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ภาพที่ได้ก็น่าทึ่งอยู่เหมือนกันสำหรับสมาร์ตโฟนในระดับนี้ที่ไม่ได้เน้นเรื่องกล้องเป็นหลัก เพราะภาพออกมาสวย คมชัด ให้สีสันและรายละเอียดดี ตัดขอบการเบลอฉากหลังได้เนียนพอสมควร
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ส่วนการถ่ายภาพในที่แสงน้อยนั้น เสียดายไม่มีโหมดการถ่ายภาพกลางคืนมาให้ แต่ระบบของกล้องใน REDMI Note 15 Pro+ 5G ก็จะมีการตั้งค่าให้เหมาะกับสภาพแสงน้อยให้เอง และอีกหนึ่งจุดที่น่าเสียดายก็คือไม่มีเลนส์เทเลโฟโต้มาให้ใช้งาน
.jpg)
.jpg)
ส่วนกล้องหน้าให้ความละเอียดภาพสูง 32MP ได้ภาพที่คมชัด มีฟิลเตอร์สามารถปรับแต่งหน้าได้ ถือว่าทำออมาได้ดีทีเดียวสำหรับกล้องหน้า
สำหรับ REDMI Note 15 Pro+ 5G นั้น จากการได้ลองใช้งานถือว่าเป็นสามาร์ตโฟนที่เด่นในเรื่องความทนทานจริง แบตเตอรี่ที่อยู่ได้นาน แถมชาร์จจาก 0-100% ได้ในเวลาประมาณ 40-50 นาที เสียบชาร์จตอนเช้าก่อนไปทำงานแป๊บเดียวก็เต็ม รองรับการชาร์จย้อนกลับที่ 22.5W อีกต่างหาก และการที่ตัวเครื่องเน้นความทนทานแข็งแกร่งก็เหมาะกับผู้ที่อยากได้สมาร์ตโฟนทนๆ หล่นแล้วไม่พัง จอไม่แตกง่ายๆ
ส่วนระบบ AI นั้น ก็มีให้เหมือนสมาร์ตโฟน Android ทั่วไป เช่น ระบบแปลภาษา ส่วนการแต่งภาพด้วย AI เช่น การลบคนในภาพออก จำเป็นต้องละเบียน Xiaomi Account ถึงจะใช้งานได้
จุดเด่น
- แบตเตอรี่อึด ชาร์จไว
- ตัวเครื่องแข็งแกร่ง ทนทาน
- ถ่ายรูปสวยกว่าที่คิดไว้
- เสียงลำโพงดังมาก
- ไม่มีเลนส์เทเลโฟโต้ และกล้อง Ultrawide ความละเอียดภาพน้อยไปหน่อย
- Bloatware มีเยอะ ต้องมานั่งลบ