หลังจากที่ตระกูล X7 ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปีที่ผ่านมา ในปี 2026 นี้ Poco กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเปิดตัว Poco X8 Series โดยมีการเพิ่มลำดับชั้นใหม่นั่นคือรุ่น Max ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลบภาพจำเดิมๆ ของมือถือระดับงบประมาณ ด้วยการยัดสเปกไฮเอนด์และแบตเตอรี่ขนาดมหึมาลงไปในตัวเครื่องเดียว
.jpg)
เริ่มต้นที่พี่ใหญ่อย่าง Poco X8 Pro Max ที่มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาดใหญ่พิเศษถึง 6.83 นิ้ว ความละเอียด 1,280 x 2,772 พิกเซล รองรับรีเฟรชเรต 120Hz และแสดงผลสีได้ถึง 12-bit พร้อมมาตรฐาน HDR10+ และ Dolby Vision จุดเด่นที่สุดคือความสว่างสูงสุดที่พุ่งไปถึง 3,500 nits ทำให้การใช้งานกลางแจ้งทำได้ดีเยี่ยม และยังถนอมสายตาด้วยระบบ 3,840Hz PWM dimming ภายใต้การปกป้องของกระจก Gorilla Glass 7i
ความพิเศษของรุ่น Max ไม่ได้มีแค่หน้าจอ แต่ยังมาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic ใต้หน้าจอซึ่งรวดเร็วและแม่นยำกว่าระบบเดิม และหัวใจสำคัญคือแบตเตอรี่เทคโนโลยี Si/C ความจุสูงถึง 8,500mAh ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของแบรนด์ รองรับชาร์จไว 100W HyperCharge ที่ชาร์จแบตฯ ได้ 50% ในเวลาเพียง 24 นาที และยังสามารถชาร์จให้อุปกรณ์อื่น (Reverse Charging) ได้แรงถึง 27W

ในด้านประสิทธิภาพ Poco X8 Pro Max เป็นรุ่นแรกในตระกูล X ที่ได้ใช้ชิปเซ็ตระดับเรือธงอย่าง Dimensity 9500s สถาปัตยกรรม 3nm ซึ่งเป็นการปรับจูนความแรงเพิ่มขึ้นจากรุ่นท็อปปีที่แล้ว มาพร้อมระบบระบายความร้อน 3D IceLoop ขนาดใหญ่ 5,800 ตร.มม. ทำให้สามารถรันเกมหนักๆ อย่าง Genshin Impact ที่ 120fps ได้อย่างลื่นไหล โดยมีหน่วยความจำสูงสุดถึง RAM 12GB และ ROM 512GB (UFS 4.1)
สำหรับรุ่นรองลงมาอย่าง Poco X8 Pro มีการปรับขนาดหน้าจอให้กะทัดรัดขึ้นเหลือ 6.59 นิ้ว เพื่อการจับถือที่ถนัดมือมากขึ้น แม้จะเล็กลงแต่สเปกหน้าจอยังคงความพรีเมียมเท่ากับรุ่น Max ทั้งความสว่างและเทคโนโลยีการแสดงผลสี แต่จะเปลี่ยนมาใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือแบบ Optical แทน และขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Dimensity 8500-Ultra พร้อมระบบระบายความร้อนแบบ Dual-Layer ที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นกัน
.jpg)
แบตเตอรี่ของรุ่น Pro แม้จะน้อยกว่ารุ่น Max แต่ยังคงให้มาถึง 6,500mAh ซึ่งมากกว่ามือถือเรือธงส่วนใหญ่ในตลาดปัจจุบัน รองรับชาร์จไว 100W เช่นเดียวกัน โดยสามารถชาร์จเต็ม 100% ได้ในเวลา 48 นาที ตัวเครื่องมาพร้อมเฟรมโลหะและฝาหลังไฟเบอร์กลาส มีความทนทานในระดับมาตรฐาน IP69K (ในบางภูมิภาค) ซึ่งสามารถทนทานต่อการฉีดน้ำแรงดันสูงและอุณหภูมิสูงได้
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของซีรีส์นี้คือไฟ Dynamic RGB ที่ด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ 8 สี เพื่อแจ้งเตือนสถานะการชาร์จ, การแจ้งเตือนต่างๆ หรือแม้แต่กะพริบตามจังหวะเพลง เสริมด้วยลำโพงคู่สมมาตร 1115F ที่รองรับ Hi-Res Audio และ Dolby Atmos มอบประสบการณ์ด้านความบันเทิงที่ครบเครื่องทั้งภาพและเสียง

ในส่วนของกล้องถ่ายภาพ ทั้งสองรุ่นใช้เซนเซอร์หลักที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยรุ่น Max ใช้เซนเซอร์ Light Fusion 600 ส่วนรุ่น Pro ใช้ IMX882 อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่มีความละเอียด 50MP พร้อมระบบกันสั่น OIS และรูรับแสงกว้าง f/1.5 เหมือนกัน เสริมด้วยเลนส์ Ultra-wide 8MP และกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 20MP ที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและการถ่ายภาพแนว Street

และพิเศษสุดสำหรับการเปิดตัวในครั้งนี้ Poco ได้เผยโฉมรุ่นพิเศษ Poco X8 Pro Iron Man Edition ที่มาในดีสีดำตัดสีทองสุดหรูหรา พร้อมธีม UI เฉพาะตัว และในชุดจำหน่ายยังมีอุปกรณ์เสริมลาย Marvel ลิขสิทธิ์แท้ ทั้งเคส, เข็มจิ้มซิม และสายชาร์จสีแดงสด โดยวางจำหน่ายในรุ่นความจุ 12/512GB ในราคาช่วง Early Bird ที่น่าสนใจเพียง 400 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14,500 บาท)
หมีเด้งวิเคราะห์: การทำลายกำแพงกั้นระหว่าง "มือถือคุ้มค่า" และ "เรือธง" การเปิดตัว Poco X8 Pro Max คือกลยุทธ์ที่ชัดเจนของ Xiaomi ในการขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มที่เน้นราคา (Budget-conscious) ไปสู่กลุ่มที่ต้องการสเปกสูงสุด (Spec-beast) บทวิเคราะห์มองว่าการใส่แบตเตอรี่ 8,500mAh และชิป Dimensity 9500s คือการสร้าง "มาตรฐานใหม่" ที่คู่แข่งในระดับราคาเดียวกันแทบจะตามไม่ทัน นอกจากนี้การเลือกใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic และมาตรฐาน IP69K ยังเป็นการยกระดับงานประกอบให้ทัดเทียมกับเครื่องราคาหลักสามสี่หมื่นบาท หาก Poco สามารถรักษาเสถียรภาพของซอฟต์แวร์ได้ดี ซีรีส์ X8 จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าที่สุดแห่งปี 2026 อย่างไม่ต้องสงสัย
source: gsmarena