Motorola ทำตามสัญญาด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับตระกูล Razr เวอร์ชันปี 2026 สำหรับตลาดอเมริกาเหนืออย่างเป็นทางการ โดยมาพร้อมกันถึง 3 รุ่น ได้แก่ Razr, Razr+ และ Razr Ultra ซึ่งในตลาดสากลจะใช้ชื่อว่า Razr 70, Razr 70 Plus และ Razr 70 Ultra ตามลำดับ การกลับมาครั้งนี้เน้นการอัปเกรดหน้าจอภายนอกให้ใหญ่ขึ้นและชิปเซ็ตที่ทรงพลังกว่าเดิม
Motorola Razr 2026 (Razr 70)
.jpg)
เริ่มต้นที่รุ่นมาตรฐานอย่าง Motorola Razr 2026 (Razr 70) มาพร้อมหน้าจอหลัก LTPO AMOLED ขนาด 6.9 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรต 120Hz และดันความสว่างได้สูงสุดถึง 3,000 nits ขณะที่หน้าจอภายนอกมีขนาด 3.6 นิ้ว รองรับรีเฟรชเรต 90Hz ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 7450X พร้อม RAM 8GB และหน่วยความจำที่สามารถเพิ่มได้ผ่าน microSD card ซึ่งหาได้ยากในมือถือจอพับยุคนี้

ในส่วนของกล้องและการจัดการพลังงาน Razr รุ่นมาตรฐานติดตั้งกล้องหลังคู่ 50MP (หลัก+Ultrawide) พร้อมกันสั่น OIS และกล้องหน้า 32MP แบตเตอรี่ให้มาที่ 4,800 mAh รองรับชาร์จไว 30W และชาร์จไร้สาย 15W ตัวเครื่องผ่านมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP48 โดยมีสีสันให้เลือกตามมาตรฐาน Pantone ถึง 4 สี ได้แก่ Hematite, Bright White, Sporting Green และ Violet Ice ในราคาเริ่มต้น $799.99 (ประมาณ 29,500 บาท)
Motorola Razr+ 2026 (Razr 70 Plus)

ขยับมาที่รุ่นกลางอย่าง Motorola Razr+ 2026 (Razr 70 Plus) ซึ่งได้รับการอัปเกรดหน้าจอเป็น "LTPO Extreme AMOLED" ทั้งด้านในและด้านนอก โดยหน้าจอหลักรองรับรีเฟรชเรตสูงถึง 165Hz ส่วนหน้าจอภายนอกขยายขนาดเป็น 4 นิ้ว สว่างสูงสุด 2,400 nits รุ่นนี้ใช้ขุมพลัง Snapdragon 8s Gen 3 จับคู่กับ RAM 12GB ให้ประสิทธิภาพที่แรงกว่ารุ่นมาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด

Razr+ มาพร้อมกับระบบชาร์จที่รวดเร็วกว่า โดยรองรับชาร์จไว 45W และมีฟีเจอร์ชาร์จย้อนกลับ (Reverse Wireless Charging) 5W สำหรับแบ่งพลังงานให้อุปกรณ์อื่น แบตเตอรี่มีความจุ 4,500 mAh มาในสีพิเศษ Pantone Mountain View วางจำหน่ายในราคา $1,099.99 (ประมาณ 40,500 บาท) โดยจะเริ่มเปิดจองในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้
Motorola Razr Ultra 2026 (Razr 70 Ultra)
สำหรับรุ่นท็อปสุดที่เป็น "ราชา" ของซีรีส์คือ Motorola Razr Ultra 2026 (Razr 70 Ultra) โดดเด่นด้วยหน้าจอหลักขนาด 7 นิ้วที่สว่างที่สุดในวงการถึง 5,000 nits และหน้าจอภายนอก 4 นิ้วที่สว่างถึง 3,000 nits ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตระดับเรือธงตัวจริงอย่าง Snapdragon 8 Elite พร้อม RAM จุใจ 16GB และหน่วยความจำ 512GB ตอบโจทย์ทั้งการทำงานหนักและการเล่นเกมระดับไฮเอนด์

กล้องของรุ่น Ultra ได้รับการอัปเกรดขนานใหญ่ โดยกล้องหลัก 50MP ใช้เซนเซอร์เทคโนโลยี LOFIC ที่ช่วยในการเก็บรายละเอียดส่วนสว่างและส่วนมืดได้ดียิ่งขึ้น พร้อมกล้องหน้าความละเอียดสูง 50MP แบตเตอรี่อัปเกรดเป็น 5,000 mAh รองรับชาร์จไว 68W และชาร์จไร้สาย 30W มีให้เลือกในสี Pantone Orient Blue และ Cocoa ในราคา $1,499.99 (ประมาณ 55,000 บาท)

ในด้านซอฟต์แวร์ ทั้ง 3 รุ่นจะรันบนระบบปฏิบัติการ Android 16 ตั้งแต่ออกจากกล่อง และได้รับมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น IP48 เหมือนกันทั้งหมด รวมถึงติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ที่ด้านข้างตัวเครื่องเพื่อความสะดวกในการปลดล็อกไม่ว่าจะพับหรือกางหน้าจอใช้งาน
Motorola กำหนดวันเปิดจองในสหรัฐฯ วันที่ 14 พฤษภาคม 2026 และจะเริ่มวางจำหน่ายจริงในวันที่ 21 พฤษภาคม ผ่านตัวแทนจำหน่ายชั้นนำและช่องทางออนไลน์ ส่วนตลาดสากลรวมถึงในยุโรปและลาตินอเมริกา คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายภายใต้ชื่อซีรีส์ Razr 70 ในช่วงไม่กี่เดือนหลังจากนี้ ซึ่งถือเป็นการทำตลาดที่รวดเร็วเพื่อชิงส่วนแบ่งจากคู่แข่งอย่าง Samsung

หมีเด้งวิเคราะห์: กลยุทธ์การแบ่ง Segment ที่ชัดเจนและการท้าชนด้านความสว่าง บทวิเคราะห์มองว่าการเปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่นในปี 2026 นี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของ Motorola ในการครองตลาดจอพับ โดยเฉพาะรุ่น Ultra ที่ใส่สเปก "สุดทาง" อย่างหน้าจอ 5,000 nits และชิป Snapdragon 8 Elite เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้ระดับ Ultra-Premium ขณะที่รุ่นมาตรฐานยังคงรักษาจุดแข็งเรื่องราคาที่เข้าถึงง่ายและการเพิ่มความจำภายนอกได้ การใช้สีจาก Pantone ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ "Tech-Fashion" ที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง หาก Motorola สามารถบริหารจัดการเรื่องความร้อนจากหน้าจอที่สว่างจัดและชิปตัวแรงได้ดี Razr 70 Ultra จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทำให้คู่แข่งต้องเหนื่อยหนักในปีนี้
source: gsmarena