ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป ตลาดสมาร์ทโฟนในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอินเดียต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อแบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำหลายรายประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าพร้อมกัน ทั้งในกลุ่มระดับกลางไปจนถึงระดับเรือธง โดยแบรนด์อย่าง OnePlus, Nothing, Xiaomi และ Realme ได้ปรับราคาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 1,000 รูปี ไปจนถึงสูงสุด 5,000 รูปี (ประมาณ 450 - 2,200 บาท) ซึ่งราคาใหม่นี้มีผลบังคับใช้แล้วทั้งบนหน้าเว็บไซต์ทางการและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่
สาเหตุหลักของการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้มาจากต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนสำคัญที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหน่วยความจำประเภท DRAM (RAM) และ NAND (พื้นที่เก็บข้อมูล) เนื่องจากความต้องการชิ้นส่วนเหล่านี้ทั่วโลกพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Centres) ทั่วโลก ที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรหน่วยความจำมหาศาลเพื่อประมวลผลระบบปัญญาประดิษฐ์

นอกจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นแล้ว ฝั่งผู้ผลิตชิ้นส่วนยังได้ปรับเปลี่ยนสายการผลิตมุ่งเน้นไปที่หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (High-bandwidth Memory หรือ HBM) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างกำไรได้มากกว่า ส่งผลให้ปริมาณการจัดส่งชิ้นส่วนหน่วยความจำสำหรับสมาร์ทโฟนลดน้อยลง ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานนี้เองที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้ต้นทุนในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แบรนด์ที่สร้างความประหลาดใจด้วยการปรับขึ้นราคาแรงที่สุดคือ Nothing โดยรุ่น Nothing Phone (4a) Pro มีราคาเริ่มต้นใหม่ที่ 44,999 รูปี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 5,000 รูปีในทุกรุ่นย่อย ขณะที่รุ่นรองลงมาอย่าง Nothing Phone (4a) และรุ่นเก่าอย่าง Phone (3a / Lite) ก็ปรับเพิ่มขึ้นรุ่นละ 3,000 รูปีเช่นกัน การเคลื่อนไหวนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าแบรนด์กำลังถอยห่างจากกลยุทธ์การตั้งราคาเชิงรุกที่เคยใช้ดึงดูดลูกค้าในช่วงแรก

ทางด้าน OnePlus ก็ได้ปรับราคาตระกูลเรือธงขึ้นเช่นกัน โดย OnePlus 15 รุ่นเริ่มต้นขยับขึ้นมาอยู่ที่ 77,999 รูปี (เพิ่มขึ้น 5,000 รูปี) และรุ่นท็อปอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 6,000 รูปี แม้แต่รุ่นยอดนิยมในระดับรองลงมาอย่าง OnePlus 15R ก็มีการปรับราคาเพิ่มประมาณ 2,500 รูปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่สมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่มีราคาสูงอยู่แล้ว ก็ยังไม่สามารถต้านทานภาระต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นได้
สำหรับแบรนด์ที่เน้นความคุ้มค่าอย่าง Realme และ Xiaomi ก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน โดย Realme ปรับขึ้นราคาตั้งแต่รุ่นราคาประหยัดไปจนถึงระดับกลาง ตั้งแต่ 1,000 รูปี ไปจนถึง 5,000 รูปีในรุ่นท็อปอย่าง Realme 16 Pro Series ส่วน Xiaomi ได้ปรับราคากลุ่ม Redmi Note 15 Pro Series ขึ้นประมาณ 2,000 รูปี ส่งผลให้รุ่น Pro+ มีราคาทะลุไปถึง 39,999 รูปี แม้การปรับตัวของ Xiaomi จะดูน้อยกว่าแบรนด์อื่น แต่ก็สะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลที่กระจายตัวไปทั่วทุกเซกเมนต์ของตลาด
.png)
สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะราคาหน่วยความจำบางชนิดขยับขึ้นไปจนเกือบจะแพงเท่ากับชิปเซ็ตประมวลผลแล้ว เมื่อต้องเผชิญกับการแย่งชิงทรัพยากรจากบริษัทด้าน AI แบรนด์สมาร์ทโฟนจึงเหลือทางเลือกเพียงไม่กี่ทาง นั่นคือการยอมปรับขึ้นราคาเพื่อรักษาผลกำไร หรือการลดสเปกของเครื่องลง ซึ่งทั้งสองทางล้วนส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคทั้งสิ้น
หมีเด้งวิเคราะห์: เมื่อสมาร์ทโฟนต้องพ่ายแพ้ให้กับความกระหายของ AI เรามองว่าภาวะสมาร์ทโฟนขึ้นราคาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นผลกระทบลูกโซ่จากการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยเทคโนโลยี เมื่อ "สมองกล" (AI) กลายเป็นสินค้าที่มีราคาสูงกว่า "การสื่อสาร" ในสายตาผู้ผลิตชิ้นส่วน เราอาจได้เห็นจุดจบของยุค "มือถือสเปกเทพราคาประหยัด" เร็วกว่าที่คิด การที่สมาร์ทโฟนระดับกลางมีราคาเขยิบเข้าไปใกล้ระดับเรือธงมากขึ้น จะทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมจากการ "เปลี่ยนมือถือทุกปี" เป็นการ "ซ่อมนานกว่าเดิม" หรือเลือกซื้อในช่วงจัดโปรโมชั่นธนาคารเท่านั้น และหากวิกฤตความต้องการหน่วยความจำของ AI ยังไม่คลี่คลาย ในอนาคตเราอาจเห็นมือถือที่มีความจุ RAM น้อยลง หรือมีการเก็บเงินค่าบริการซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่สูงเกินควบคุม
source: gizmochina