RedMagic ได้ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนเกมมิ่งเรือธงรุ่นอัปเกรดอย่าง RedMagic 11S Pro และ RedMagic 11S Pro+ ในประเทศจีนอย่างเป็นทางการ โดยสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นนี้มาพร้อมกับการปรับปรุงประสิทธิภาพและสเปกภายในให้ทรงพลังยิ่งขึ้นกว่าตระกูล RedMagic 11 รุ่นมาตรฐานที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งความเป็นผู้นำในตลาดอุปกรณ์เกมมิ่งพกพา
.jpg)
ไฮไลท์สำคัญของซีรีส์นี้คือการเลือกใช้ชิปเซ็ตประมวลผลตัวท็อปเวอร์ชันพิเศษอย่าง Qualcomm Snapdragon 8 Elite Gen 5 Leading Version ซึ่งได้รับการโอเวอร์คล็อกแกนประมวลผลหลัก (Prime Cores) ให้มีความเร็วสูงถึง 4.74GHz ซึ่งเป็นความเร็วระดับเดียวกับชิปเซ็ตเวอร์ชัน "for Galaxy" ในสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy S26 ด้านหน่วยความจำในรุ่น 11S Pro มาพร้อมกับ RAM 12GB และความจุ 256GB ส่วนรุ่นท็อปอย่าง 11S Pro+ จะจัดเต็มด้วยหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR5X Ultra สูงสุด 16GB และพื้นที่เก็บข้อมูลภายในความเร็วสูงมาตรฐาน UFS 4.1 ขนาด 1TB

ในส่วนของระบบพลังงาน รุ่นมาตรฐานอย่าง RedMagic 11S Pro ได้รับการอัปเกรดไปใช้แบตเตอรี่นวัตกรรมใหม่อย่าง ซิลิคอนคาร์บอน (Si-C Battery) ที่มีความจุเพิ่มขึ้นเป็น 8,000mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จไวผ่านสาย 80W ขณะที่รุ่น 11S Pro+ เลือกใช้แบตเตอรี่ความจุ 7,500mAh เท่าเดิม แต่ชดเชยด้วยเทคโนโลยีชาร์จไวที่เหนือกว่า โดยรองรับชาร์จไวผ่านสาย 120W และชาร์จไร้สายความเร็วสูงถึง 80W ซึ่งสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นยังรองรับฟีเจอร์ Bypass Charging เพื่อจ่ายไฟตรงเข้าเครื่องโดยไม่ผ่านแบตเตอรี่ ช่วยลดความร้อนขณะเล่นเกมได้อย่างดีเยี่ยม

ด้านระบบระบายความร้อนที่ถือเป็นหัวใจของสมาร์ทโฟนเกมมิ่ง ในรุ่น 11S Pro+ จะได้สิทธิ์ใช้งานสถาปัตยกรรมระบายความร้อนแบบคู่ (Dual Cooling Architecture) ซึ่งประกอบไปด้วยพัดลมระบายความร้อนภายในตัวเครื่องที่หมุนด้วยความเร็วสูงถึง 24,000 รอบต่อนาที (RPM) ทำงานร่วมกับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบเป็นจังหวะ (Pulsating Liquid Cooling System) เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดขณะเล่นเกมกราฟิกหนักๆ ส่วนรุ่นเริ่มต้น 11S Pro จะติดตั้งมาให้เฉพาะพัดลมระบายความร้อนด้านเดียว
แม้ว่าตัวเครื่องจะมีโครงสร้างและกลไกการระบายความร้อนที่ซับซ้อน แต่สมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นยังคงได้รับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับสูงอย่าง IPX8 ซึ่งหมายความว่าสามารถรอดพ้นจากการจมน้ำลึกสูงสุด 3 เมตรได้เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังติดตั้งปุ่มสัมผัสบริเวณด้านข้างตัวเครื่อง (Capacitive Shoulder Triggers) ที่มีอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัส (Touch Sampling Rate) สูงถึง 520Hz เพื่อการควบคุมเกมที่แม่นยำ และยังคงรักษารูเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรเอาไว้ให้ใช้งาน

สำหรับการแสดงผลและระบบซอฟต์แวร์ ทั้งคู่เลือกใช้หน้าจอพาเนลเกรดพรีเมียม BOE X10 AMOLED ขนาด 6.85 นิ้ว ความละเอียดระดับ 1.5K พร้อมอัตรารีเฟรชเรต 144Hz และมีความสว่างสูงสุด 2,000 nits โดดเด่นด้วยการติดตั้งกล้องเซลฟี่ซ่อนใต้หน้าจอเจาะรูรุ่นที่ 16 และติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือแบบอัลตราโซนิก ด้านกล้องหลังให้มา 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP, เลนส์มุมกว้าง 50MP และเลนส์มาโคร 2MP ขับเคลื่อนด้วย RedMagic OS 11.5 บนพื้นฐาน Android 16 วางจำหน่ายในสีเงิน (Silver Wing) และสีดำ (Dark Night) ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 5,499 หยวน (ประมาณ 26,000 บาท) สำหรับรุ่น 11S Pro และเริ่มต้น 6,199 หยวน (ประมาณ 29,500 บาท) สำหรับรุ่น 11S Pro+
.jpg)
หมีเด้งวิเคราะห์: การทำลายข้อจำกัดด้านความปลอดภัยของมือถือเกมมิ่ง และการแย่งชิงความเร็วชิปเซ็ต เรามองว่า การเปิดตัวซีรีส์ S ในครั้งนี้ของ RedMagic ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับแต่งไมเนอร์เชนจ์ธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณท้าชนคู่แข่งอย่างดุดัน การนำชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 Leading Version ที่มีความเร็วถึง 4.74GHz มาใช้งาน แสดงให้เห็นว่า Qualcomm เริ่มกระจายชิปเซ็ตเกรดพรีเมียมระดับเดียวกับที่เคยทำให้ Samsung ให้กับแบรนด์อื่นแล้ว สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการที่ตัวเครื่องสามารถทำมาตรฐานกันน้ำระดับ IPX8 ได้ ทั้งที่มีช่องระบายอากาศและพัดลมกลไกภายในตัวเครื่อง ซึ่งถือเป็นการทลายจุดอ่อนของมือถือเกมมิ่งในอดีตลงอย่างสิ้นเชิง ยิ่งเมื่อจับคู่กับแบตเตอรี่นวัตกรรมใหม่อย่าง Si-C ขนาด 8,000mAh ในรุ่น 11S Pro ยิ่งทำให้สมาร์ทโฟนซีรีส์นี้กลายเป็นเครื่องจักรสำหรับการเล่นเกมที่สมบูรณ์แบบและน่ากลัวที่สุดในกลุ่มตลาดฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ครับ
source: gsmarena