หลังจากที่มีกระแสข่าวลือจากประเทศเกาหลีใต้เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า สมาร์ทโฟนระดับเรือธงตระกูล Galaxy S27 Series ของ Samsung ที่มีกำหนดการเปิดตัวในปีหน้า จะมีการขยายจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 4 รุ่น ซึ่งมากกว่ารูปแบบเดิมที่เราคุ้นเคย โดยสมาชิกใหม่ที่เพิ่มเข้ามานั้นจะใช้ชื่อว่า Samsung Galaxy S27 Pro ทว่าในเวลานั้นยังไม่มีรายละเอียดที่สำคัญถูกเปิดเผยออกมามากนัก ล่าสุดแหล่งข่าวรายเดิมได้ออกมาให้ข้อมูลชิ้นสำคัญเพิ่มเติม โดยระบุว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาด 6.47 นิ้ว
.jpg)
ขนาดหน้าจอดังกล่าวจะทำให้ Galaxy S27 Pro ถูกจัดวางตำแหน่งให้อยู่ตรงกลางระหว่างรุ่นเริ่มต้นอย่าง Galaxy S27 และรุ่นพี่อย่าง Galaxy S27+ ได้อย่างพอดี (เมื่ออ้างอิงบนสมมติฐานที่ว่าทั้งสองรุ่นยังคงใช้ขนาดหน้าจอเท่ากับรุ่นปัจจุบัน) โดยจุดขายสำคัญของ Galaxy S27 Pro คือการถูกวางตัวให้เป็น "Mini-Ultra" หรือสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปในร่างกะทัดรัดที่ไม่มีปากกา S Pen ซึ่งคาดว่าทาง Samsung จะจัดเต็มด้วยการใส่สเปกภายในและเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพขั้นสูงสุดให้เทียบเท่ากับรุ่นใหญ่สุดอย่าง Galaxy S27 Ultra ทุกประการ โดยจะมีความแตกต่างกันเพียงแค่ขนาดหน้าจอ ความจุของแบตเตอรี่ และการไม่มีช่องเก็บปากกา S Pen เท่านั้น
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Samsung กำลังมองหาช่องว่างทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การใช้งานระดับท็อปและเทคโนโลยีกล้องซูมขั้นสุดยอด แต่ไม่ชื่นชอบสมาร์ทโฟนที่มีขนาดหน้าจอใหญ่เทอะทะจนจับถือลำบาก โดยการเปิดตัว Galaxy S27 Pro จะเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ได้อย่างตรงจุด และทำให้ผู้ใช้งานมีตัวเลือกที่ยืดหยุ่นมากขึ้นโดยไม่ต้องยอมลดทอนสเปกด้านความแรงและกล้องถ่ายภาพลงเหมือนในอดีต
.jpg)
หมีเด้งวิเคราะห์: กลยุทธ์ "Ultra Mini" เดินตามรอยคู่แข่งเพื่ออุดช่องว่างและเพิ่มกำไร เรามองว่า การที่ Samsung เลือกที่จะเพิ่มรุ่น Galaxy S27 Pro เข้ามาในไลน์อัป เป็นการเดินเกมทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งใจมาอุดช่องว่างทางการตลาดเพื่อท้าชนกับคู่แข่งตลอดกาลอย่าง iPhone รุ่น Pro (หน้าจอ 6.3 นิ้ว) ของ Apple โดยตรง ในปัจจุบันผู้ใช้งานฝั่ง Android ที่ต้องการกล้องซูม Periscope หรือชิปเซ็ตที่ดีที่สุด มักถูกบังคับให้ต้องซื้อรุ่น Ultra ที่มีขนาดใหญ่เกิน 6.8 นิ้วเท่านั้น การส่ง S27 Pro ขนาด 6.47 นิ้วลงสู่สนาม จึงเป็นการตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ระดับพรีเมียมที่รักความคล่องตัว (Compact Flagship) ได้อย่างยอดเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ธุรกิจ กลยุทธ์นี้จะช่วยให้ Samsung สามารถขยับฐานราคาเฉลี่ยของสินค้า (ASP) ให้สูงขึ้น และเพิ่มอัตรากำไรต่อเครื่องได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่ายอดขายจะไปทับซ้อนกับรุ่นบวก (Plus) เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายมีความต้องการด้านฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนครับ
source: gsmarena