หลังจากที่ปล่อยให้มีข่าวลือและภาพหลุดออกมาหนาหูตลอดยาวนานหลายสัปดาห์ ในที่สุด Infinix แบรนด์สมาร์ทโฟนขวัญใจมหาชนก็ได้ทำการประกาศเปิดตัวตระกูลผลิตภัณฑ์เจเนอเรชันใหม่อย่าง Infinix Hot 70 Series เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวในระลอกแรกนี้จะจำกัดอยู่แค่เพียงรุ่นเริ่มต้นอย่าง Infinix Hot 70 รุ่นมาตรฐานก่อนเท่านั้น ขณะที่รุ่นพี่อย่าง Hot 70 Pro, Pro+ และรุ่นย่อยอื่นๆ ที่อยู่ในแผนพัฒนาจะถูกส่งตามลงสู่สนามในภายหลัง ทว่าการมาของรุ่นมาตรฐานนี้ก็เพียงพอที่จะช่วยให้ผู้บริโภคพอมองเห็นทิศทางและมาตรฐานสเปกของรุ่นระดับที่สูงกว่าได้อย่างชัดเจน

ไฮไลท์ที่กลายเป็นกระแสฮือฮาและถือเป็นจุดขายหลักของ Infinix Hot 70 อยู่ที่นวัตกรรมการออกแบบฝาหลัง โดยเฉพาะในเฉดสีพิเศษอย่าง สีส้มเทอร์โม (Thermo Orange) ที่ตัวสีของฝาหลังจะใช้สีประเภทพิเศษที่สามารถตอบสนองและเปลี่ยนเฉดสีไปตามอุณหภูมิความร้อนได้ กล่าวคือ ในยามที่ตัวเครื่องมีความเย็น ฝาหลังจะแสดงผลเป็นสีส้มโทนเข้มขรึมดูสุขุม (Quiet Orange) แต่เมื่อตัวเครื่องเริ่มมีความอุ่นหรือได้รับความร้อนจากการใช้งาน สีจะสว่างวาบขึ้นกลายเป็นสีส้มสดใสทันที (Playful Orange) นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมีสีสันมาตรฐานอื่นให้เลือกอีกมากมาย เช่น Green Texture, Quiet Violet, Dive Blue, Silver Dancer และ Night Pulse ภายใต้บอดี้ที่เพรียวบางเพียง 7.49 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบาเพียง 195 กรัม
ทางด้านประสิทธิภาพและการประมวลผลภายในตัวเครื่อง Infinix Hot 70 ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Helio G100 Ultimate ซึ่งเป็นขุมพลังตัวเดียวกับที่เคยใช้ในสมาร์ทโฟนรุ่นพี่อย่าง Infinix Note 50 Pro และ 50 Pro+ ของปีที่ผ่านมา โดยมีหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้เลือกสรรทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่ 6GB/128GB, 8GB/128GB, 6GB/256GB และ 8GB/256GB ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดอย่าง Android 16 ที่ถูกครอบทับด้วยอินเตอร์เฟซ XOS 16 ของทางค่ายตั้งแต่ออกจากกล่อง

ในแง่ของระบบแสดงผลและพลังงาน ตัวเครื่องได้รับการติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่เต็มตา 6.78 นิ้ว พาเนลแบบ IPS LCD ความละเอียดระดับ HD+ (720 x 1576 พิกเซล) แต่ให้ความลื่นไหลในระดับสูงด้วยอัตรารีเฟรชเรต 120Hz เมื่อนำมาจับคู่ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6,000 mAh ยิ่งส่งผลให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนานและอึดถึกทนทานเป็นพิเศษ ซึ่งถือเป็นวิศวกรรมการออกแบบที่น่าประทับใจมากเมื่อเทียบกับความบางของตัวเครื่องที่หนาเพียง 7.5 มิลลิเมตรเท่านั้น โดยตัวเครื่องรองรับระบบชาร์จไวผ่านสายที่ความเร็ว 45W และสามารถทำหน้าที่เป็นพาวเวอร์แบงก์จ่ายไฟกลับให้อุปกรณ์อื่นได้ที่ความเร็ว 10W
สำหรับคุณสมบัติด้านการถ่ายภาพและการสั่งการภายนอก ด้านหลังตัวเครื่องมาพร้อมกับกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9 ทำงานร่วมกับเลนส์ช่วยเสริม ซึ่งคาดว่าเป็นเซนเซอร์ตรวจจับระดับลึกสำหรับช่วยถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ส่วนกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่ให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 นอกจากนี้ Infinix Hot 70 ยังสร้างความแตกต่างจากสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นทั่วไป ด้วยการติดตั้ง "ปุ่มฮาร์ดแวร์อเนกประสงค์" แยกมาให้ที่ด้านข้างตัวเครื่อง ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเข้าไปตั้งค่าเพื่อกำหนดให้เป็นปุ่มคีย์ลัดสำหรับเปิดแอปพลิเคชันหรือเปิดใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ที่ใช้บ่อยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

หมีเด้งวิเคราะห์: การทำลายภาพจำมือถือราคาประหยัดด้วยกิมมิกฝาหลังเปลี่ยนสีและปุ่มคีย์ลัด เรามองว่า Infinix Hot 70 เป็นการเดินหมากที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจตลาดกลุ่มวัยรุ่นและผู้มีงบประมาณจำกัดอย่างลึกซึ้ง ในตลาดสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น (Entry-level) การแข่งขันมักจะวนเวียนอยู่แค่เรื่องการตัดสเปกเพื่อทำราคาให้ต่ำที่สุด แต่ Infinix เลือกที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ด้วยการใส่ "ลูกเล่นแฟชั่นและความสะดวกสบาย" เข้ามาเป็นตัวชูโรง การนำเทคโนโลยีสีเทอร์โมที่เปลี่ยนเฉดสีตามอุณหภูมิมาใช้ ช่วยสร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจและทำให้ตัวเครื่องดูมีราคาแพงเกินจริง ควบคู่ไปกับการติดตั้งปุ่มฮาร์ดแวร์คีย์ลัดแยก ซึ่งมักจะพบเห็นได้แค่ในสมาร์ทโฟนระดับเรือธงหรือสายลุยราคาแพงเท่านั้น แม้ว่าหน้าจอจะยังคงมีความละเอียดอยู่ที่ระดับ HD+ เพื่อควบคุมต้นทุนและประหยัดพลังงาน แต่เมื่อหักลบกับอัตรารีเฟรชเรต 120Hz, แบตเตอรี่ยักษ์ 6,000 mAh ในบอดี้ที่บางเฉียบ และชิปเซ็ต Helio G100 Ultimate ที่ไว้ใจได้ ก็ต้องยอมรับว่า Infinix Hot 70 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเริ่มต้นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวสูงมาก และน่าจะสร้างยอดขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ครับ
source: gsmarena