Meta ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์สร้างรายได้รูปแบบใหม่ด้วยการเปิดตัวแพ็กเกจสมาชิกรายเดือน "Plus" สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปทั่วโลกอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย Instagram Plus ($3.99/เดือน), Facebook Plus ($3.99/เดือน) และ WhatsApp Plus ($2.99/เดือน) โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานระดับฮาร์ดคอร์ (Power Users) เพื่อปลดล็อกฟังก์ชันการตกแต่งโปรไฟล์และระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ไม่มีในเวอร์ชันฟรี ซึ่งบริการนี้จะทำงานควบคู่ไปกับบริการ Meta Verified เดิมโดยไม่มีการยุบรวมในขณะนี้

สำหรับฟีเจอร์เด่นของ Instagram Plus และ Facebook Plus จะเน้นด้านการแสดงออกทางสังคมและการวิเคราะห์ผู้ติดตาม เช่น ระบบดูยอดรวมการดูสตอรี่ซ้ำ (Story Rewatch), การตั้งรายการกลุ่มเป้าหมายสตอรี่ได้ไม่จำกัด, การขยายเวลาสตอรี่เกิน 24 ชั่วโมง และการซ่อนตัวตนขณะเข้าดูสตอรี่ผู้อื่น ส่วน WhatsApp Plus จะมุ่งเน้นการปรับแต่งส่วนบุคคล เช่น ธีมแอปพลิเคชัน, เสียงเรียกเข้าเฉพาะ และการเพิ่มโควตาปักหมุดแชท เพื่อตอบโจทย์การใช้งานสื่อสารที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
นอกจากแพ็กเกจระดับเริ่มต้นแล้ว Meta ยังได้เผยโฉมโครงการ "Meta One" ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมบริการบอกรับสมาชิกในอนาคต โดยเตรียมทดสอบแพ็กเกจสายงาน AI ได้แก่ Meta One Plus ($7.99/เดือน) และ Meta One Premium ($19.99/เดือน) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการประมวลผลขั้นสูง (Thinking Mode) และการสร้างภาพ/วิดีโอด้วย AI ซึ่งจะเริ่มทดสอบในประเทศสิงคโปร์ กัวเตมาลา และโบลิเวีย เป็นกลุ่มแรก ก่อนจะขยายผลไปยังผู้ใช้งานแว่นตาอัจฉริยะ AI Glasses ต่อไป
ในส่วนของภาคธุรกิจและครีเอเตอร์ Meta ได้ส่งแพ็กเกจทดลองในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทย ได้แก่ Meta One Essential ($14.99/เดือน) ที่เน้นระบบยืนยันตัวตนป้องกันการปลอมแปลง และ Meta One Advanced ($49.99/เดือน) ที่เพิ่มเครื่องมือทรงพลังในการดันโพสต์ขึ้นหน้าฟีด, เพิ่มการมองเห็นในผลการค้นหา, ระบบวิเคราะห์ข้อมูลคู่แข่งเชิงลึก รวมถึงเครื่องมือจัดการลิขสิทธิ์และการส่งคำเชิญกดติดตามอัตโนมัติ เพื่อช่วยขับเคลื่อนยอดขายและสร้างการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม
.png)
หมีเด้งวิเคราะห์: การทลายกรอบรายได้โฆษณาและความท้าทายในการจัดเซกเมนต์ของ Meta เรามองว่า การกระจายแพ็กเกจสมาชิกตระกูล "Plus" และ "Meta One" ของ Meta เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าโมเดลรายได้จากการพึ่งพาค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียวเริ่มถึงจุดอิ่มตัวเนื่องจากจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกอยู่ในสภาวะอิ่มตัวแล้ว การเปลี่ยนฟีเจอร์ย่อยที่เคยเป็นฟังก์ชันพื้นฐานหรือซอฟต์แวร์วิเคราะห์หลังบ้านมาเป็นสินค้าเรียกเก็บเงินรายเดือน ถือเป็นยุทธศาสตร์การตักตวงมูลค่าเพิ่ม (Monetization) จากฐานผู้ใช้เดิมพันล้านคนอย่างจงใจ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างราคาที่ซับซ้อนและทับซ้อนกันระหว่าง Plus, Verified และ Meta One อาจสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคในระยะแรก ความท้าทายสำคัญของ Meta คือการพิสูจน์ให้ผู้ใช้ทั่วไปเห็นว่าฟีเจอร์ยิบย่อยเหล่านี้มีมูลค่ามากพอที่จะต้องจ่ายเงินซื้อในทุกๆ เดือน ในขณะที่คู่แข่งค่ายอื่นยังคงเปิดให้ใช้งานฟรีครับ
source: techcrunch