Review : iPad Pro 11 การปรับโฉมครั้งใหญ่ของไอแพด ที่ได้หน้าจอเต็มขึ้นพร้อมประสิทธิภาพภายในแบบขั้นสุด !!

By เฮียแม็พ | 20 ม.ค. 2562 16:40:20 | 25508 Views

Review : iPad Pro 11 การปรับโฉมครั้งใหญ่ของไอแพด ที่ได้หน้าจอเต็มขึ้นพร้อมประสิทธิภาพภายในแบบขั้นสุด !!

สวัสดีเพื่อนๆ TechXcite ทุกท่าน กลับมาพบกับบทความรีวิวแท็บเล็ตรุ่นใหม่ ๆ กับ เฮียแม็พ. TechXcite อีกเช่นเคย วันนี้เราอยู่กับแท็บเล็ตที่สร้างความฮือฮาที่สุดในช่วงปลายปีที่ผ่านมากับ iPad Pro 11 นั่นเอง หลังจากที่เปิดตัวมาพักหนึ่งก็มีกระแสหลากหลายออกมา วันนี้เฮียเลยขอมารีวิวให้อ่านกันอีกสักบทความละกัน ว่าถ้าใช้งานจริงๆแล้วจะถูกใจแค่ไหน มีจุดที่อยากให้ปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกรึเปล่า เอาล่ะมาอ่านบทความรีวิวของ iPad Pro 11 ไปพร้อมๆกันเลยดีกว่าครับ :D

แกะกล่องกันก่อนเลย

เริ่มจากตัวกล่องกันก่อนเลย iPad Pro 11 นี้ก็ให้กล่องที่เป็นเอกลักษณ์ของ Apple มาจริงๆด้วยความเรียบง่าย หน้ากล่องมีภาพเครื่อง iPad Pro แบบเต็มๆ พร้อมสี Wallpaper สาดกันมาอย่างที่เห็น

ตัวกล่องก็เรียบ ๆ ตามสไตล์ Apple ครับ เปิดกล่องมาจะเจอกับเจ้า iPad Pro นอนอยู่อย่างที่คุ้นเคย อุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มามีตัวสาย USB Type-C to C และอแดปเตอร์ชาร์จแบบ Type-C (18W) และก็คู่มือกับสติกเกอร์ Apple เท่านี้ครับ ไม่มีหูฟังแถมมาให้แบบเดียวกับ iPad รุ่นก่อนๆนั่นแหละ

iPad ใหม่ที่จอใหญ่กว่าเดิม !

มาเข้าเรื่องของเราเลยดีกว่า จุดเด่นแรกเลยที่เราเห็นบน iPad Pro 11 นี้ก็คือหน้าจอที่ใหญ่เต็มตามากขึ้น ขอบหน้าจอลดทอนลงและแบ่งได้แบบเท่าๆกัน เนื่องจากบนรุ่นนี้ตัดเอาปุ่มโฮมที่เราคุ้นเคยออกไปแล้ว ทำให้ไม่ต้องทิ้งพื้นที่ขอบจอไว้สำหรับวางปุ่มโฮมอีกแล้ว

อัตราส่วนหน้าจอของรุ่นนี้มีการปรับเปลี่ยนจากรุ่นก่อนเล็กน้อยจากเดิมที่ 4:3 รุ่นนี้ปรับเป็น 4.3:3 ทำให้แนวนอนนั้นมีความยาวเพิ่มขึ้นมาอีกนิด และความละเอียดก็เพิ่มขึ้นมาด้วยเป็น 2388 x 1668 พิกเซลครับ

ตัวหน้าจอเป็น IPS LCD หรือที่ Apple เรียกว่า Liquid Retina Display เช่นเดียวกับที่เห็นบน iPhone XR ซึ่งในเรื่องของการแสดงผลก็บอกเลยว่าทำได้ยอดเยี่ยมแบบที่ iPad ควรจะเป็น พร้อมกับหน้าจอ ProMotion ที่รีเฟรชเรต 120Hz ทำให้การปัดหน้าจอต่างๆดูลื่นไหลเอามาก ๆ

ขอบหน้าจอต่าง ๆ ก็มีการปรับเพิ่มความโค้งมนเข้าไปอีกนิดหน่อย ทำให้เวลาเราใช้งานนั้นดูกลมกลืนกันได้อย่างดี ขอบหน้าจอยังคงทิ้งพื้นที่ไว้ให้พักนิ้วได้อยู่ ไม่ได้บางเฉียบจนจับแล้วก็โดนไปที่หน้าจอเลย ตรงนี้ถือว่าดีครับ

ถึงแม้บน iPad Pro 11 นี้จะไม่มีปุ่มโฮมที่สามารถสแกนลายนิ้วมือได้แล้ว แต่ Apple ก็ได้ใส่เทคโนโลยีสแกนใบหน้าแบบเดียวกับที่เห็นบน iPhone X หรือ Face ID มาแทนที่ โดยพวกเซ็นเซอร์สแกนต่าง ๆ ก็จะอยู่บนเหนือหน้าจอด้านบนนี่แหละครับ ด้วยความที่ขอบจอหนาพอสมควรบน iPad เลยไม่ต้องทิ้งติ่งบนหน้าจอแบบ iPhone เนอะ ซ่อนไว้บนขอบจอได้เลย

โฉมใหม่ของจริงเหลี่ยมขึ้นกว่าเดิม

นอกจากเรื่องหน้าจอที่เห็นได้ชัดแล้วว่าใหญ่ขึ้น ขอบบางลง ตัวเครื่องก็มีการปรับดีไซน์ให้เหลี่ยมขึ้นและบางลงไปอีก ใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมผิวสัมผัสด้าน ๆ ทำให้จับถือได้ดีไม่ลื่นมือจนเกินไป มีแถบเสาอากาศคาดที่ด้านบนอารมณ์คล้าย ๆ กับ iPhone 7 เพราะด้วยตัวเครื่องที่เป็นโลหะทั้งหมดแบบนี้เลยต้องใส่เสาอากาศมาช่วยรับสัญญาณกันหน่อยครับ

ตัวกล้องหลังของ iPad Pro 11 นี้จะมีความนูนออกมาจากตัวเครื่องนิดหน่อย ด้วยความบางเฉียบของตัวเครื่องเลยทำให้ไม่สามารถทำให้กล้องมันกลืนไปกับตัวเครื่องได้จริง ๆ

ซึ่งความบางของรุ่นนี้ก็อยู่ที่ 5.9 มม.เท่านั้น ! มองจากมุมข้างนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่าบางประมาณดินสอด้ามนึงเท่านั้นเอง แน่นอนว่ารุ่นนี้ก็ยังคงพกพาได้สะดวกเช่นเคย ไม่เทอะทะเกินไปเวลาใส่กระเป๋าแน่นอนครับ

แต่ด้วยความบางนี้หลายคนคงอดกังวลไม่ได้ว่ามันจะงอแบบที่มีข่าวไหม ซึ่งเท่าที่ลองใช้งานมาจริง ๆ ก็ต้องบอกว่ามันก็แอบบอบบางต่อการบิดงอจริง ๆ ด้วยความบางระดับนี้ แต่เชื่อว่าการใช้งานจริงน้อยคนที่จะพก iPad Pro ไปแบบไม่ใส่เคสป้องกันเลยเนอะ ยังไงก็หาเคสที่มีความหนาหน่อยมาคอยซัพพอร์ตตรงนี้หน่อย ช่วยให้มั่นใจในเรื่องการบิดงอได้อยู่เนาะ

ลำโพงของตัวเครื่องมีทั้งหมด 4 ตัววางไว้ที่บน-ล่างฝั่งละ 2 ตัว ให้เสียงแบบ Stereo แจ่มๆเลยครับ

พอร์ตการเชื่อมต่อรอบนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนของ iPad อีกครั้ง เพราะเปลี่ยนจากพอร์ต Lightning มาเป็น USB Type-C เรียบร้อย ช่วยให้ใช้งานอุปกรณ์เสริมอื่นๆได้ง่ายมากขึ้น ส่วนช่องหูฟัง 3.5 มม. นั้นก็ตัดออกไปเรียบร้อย ใช้เชื่อมต่อกันผ่านพอร์ต USB Type-C นี้ทั้งหมดไปเลยเนอะ

แม่เหล็กทั่วเครื่องไปเลย !

รอบๆตัวเครื่องจะมีการฝังแม่เหล็กไว้เยอะมาก ๆ เพื่อให้ได้ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ  ได้อย่างดี โดยที่ตัวเครื่องไม่ต้องมีรูหรือช่องให้เห็นเยอะแยะไปหมด อย่างแถบด้านขวาของตัวเครื่องนี้ก็จะมีช่องแม่เหล็กสำหรับเชื่อมต่อกับ Apple Pencil ใหม่พร้อมกับเว้นตำแหน่งของช่องชาร์จแบบไร้สายไว้ด้วย

หรือจะเป็นด้านหลังก็จะมีการฝังแม่เหล็กไว้เพียบ ถ้าใช้เคส Smart Folio หรือ Smart Keyboard ของ Apple เองรอบนี้ก็ไม่ต้องงัดแงะประกอบให้ยุ่งยาก แค่ประกบให้เข้ากันกับตัวเครื่องก็จะดูดติดกันได้อย่างเป๊ะ ๆ เลยทีเดียวล่ะครับ

รวมๆแล้วในเรื่องของดีไซน์บน iPad Pro 11 นี้ก็มีการปรับเปลี่ยนจากรุ่นก่อนอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นขยายได้เต็มด้านหน้ากว่าเคย เอาปุ่มโฮมออกไปแล้ว และเพิ่ม Face ID เข้ามาแทนที่ ความเหลี่ยมที่เพิ่มมากขึ้นไม่ใช่ทรงฝาหลังโค้งแบบที่เคยใช้มาหลายต่อหลายรุ่นอีกแล้ว แต่ความพรีเมี่ยมของงานประกอบต่าง ๆ ก็ยังคงชวนให้รู้สึกถึงความเป็น iPad ได้ดีจริงๆ

สเปค iPad Pro 11

  • ระบบปฏิบัติการ iOS 12
  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 11 นิ้ว ความละเอียด 2388 x 1668 พิกเซล
  • ชิปเซ็ต Apple A12X Bionic Octa-core (7nm)
  • แรม 4GB/6GB
  • ความจุ 64GB/256GB/512GB/1TB
  • แบตเตอรี่ 7812mAh
  • กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล f/2.2
  • กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.8
  • ขนาดตัวเครื่อง 247.6 x 178.5 x 5.9 มม.
  • น้ำหนัก 468 กรัม
  • รองรับระบบสแกนใบหน้า FaceID
  • รองรับ Smart Keyboard
  • รองรับ Apple Pencil 2nd Gen

ในเรื่องของสเปคไม่ต้องพูดอะไรเยอะเนอะ เพราะ iPad นั้นมักจะให้สเปคระดับท็อปสุด ๆ มาอยู่แล้ว อย่างหน่วยประมวลผลของ iPad Pro 11 นี้ก็ให้ตัวแรงอย่าง Apple A12X Bionic มาเลย ถ้าเทียบในบรรดา Mobile Chipset ตอนนี้ก็ถือว่าแรงที่สุดแล้วล่ะ, แรมจริงๆมี 2 ความจุคือ รุ่นความจุ 64GB/256GB/512GB นั้นจะได้แรม 4GB ส่วนรุ่นความจุสูงสุด 1TB จะได้แรมมาที่ 6GB เลย แบตเตอรี่ก็ให้มาจุใจที่ 7812mAh ในเรื่องของสเปคก็บอกเลยว่าหายห่วงครับ ใช้งานทุกอย่างได้อย่างราบรื่นแน่ ๆ

เร็วแรงแบบหยุดไม่อยู่จริงๆ !

ถ้าจะให้เห็นภาพอีกนิดก็คงต้องเอาตัวเลขมาการันตีกันสักนิด สำหรับ iPad Pro 11 ถ้านำมาทดสอบประสิทธิภาพผ่านแอปทดสอบหลัก ๆ อย่าง AnTuTu Benchmark ก็จะได้คะแนนที่สูงถึง 550,598 คะแนน อย่างที่บอกไปครับชิปเซ็ตตัวแรงนี่แรงแบบหยุดไม่อยู่จริง ๆ *0*

ส่วนการทดสอบ CPU บนแอป GeekBench นั้น คะแนนที่ได้ก็ทิ้งห่างรุ่นอื่น ๆ ไปเยอะเช่นกัน ด้วยคะแนน Single-Core ที่ 5022 และ Multi-core ที่ 18071 เรียกว่าแรงขึ้นกว่ารุ่นก่อนเกือบเท่าตัวเลยทีเดียวถ้าดูจากตัวเลขแบบนี้

ใช้งานได้ลื่นไหลเหมือนเดิมด้วยการรูด ปาด เลื่อน !

การใช้งานต่างๆจะใช้รูปแบบ Gesture แบบเดียวกับ iPhone X เลยคือมีแถบปุ่มโฮมอยู่ที่ด้านล่างแล้วใช้การรูดขึ้น ปาด ๆ เลื่อน ๆ ในการทำงานแทบทั้งหมด แต่เอาจริง ๆ รูปแบบนี้ก็อาจจะไม่ต้องปรับตัวอะไรใหม่เท่าไหร่ เพราะ iPad รุ่นก่อนๆที่ได้รับอัปเดตเป็น iOS 12 ก็ใช้งานรูปแบบนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน ถึงแม้รุ่นนี้จะไม่มีปุ่มโฮมเหมือนเดิมแล้วก็ตาม

ส่วนตัวคิดว่าการใช้งานแบบนี้ก็สะดวกดีเพราะไม่จำเป็นต้องมาคอยกดปุ่มตลอด ๆ การทำงานส่วนใหญ่จะอยู่ที่บนหน้าจอหมดเลย และทำได้อย่างลื่นไหลมากๆด้วย อย่างที่บอกว่าหน้าจอ ProMotion 120Hz ก็ยิ่งทำให้การทำงานต่างๆดูสมูทไปซะหมดเลย

Touch ID ไม่มีแล้วใช้ Face ID ไปแทนละกัน

ในส่วนของระบบปลดล็อครุ่นนี้ตัดเอาปุ่มโฮมที่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือออกไปเรียบร้อย ทำให้การปลดล็อคหน้าจอจะไม่สามารถเอานิ้วไปแตะแล้วปลดล็อคได้เหมือนเคย แต่การใส่ Face ID มาก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก เพราะระบบนี้จริงๆก็ไม่ถึงกับใหม่มากแล้วเปิดตัวและใช้กันอย่างจริงจังมา 2 ปีแล้วนี่หน่า ตัว Face ID บน iPad Pro นั้นทำงานได้รวดเร็วมาก และใช้ได้ทั้งแนวตั้งและนอน

แค่เราเคาะหน้าจอปลุกจอจากนั้น Face ID ก็จะทำงานให้เราได้เลื่อนเพื่อปลดล็อคได้เลย แต่ถ้ามีการเอามือไปบังตรงกล้องก็จะมีการแจ้งเตือนขึ้นมาว่ามีอะไรบังกล้องอยู่นะ หลบพื้นที่ให้กล้องหน่อยก็สแกนได้ปกติไม่มีปัญหาครับ

หน้าจอใหญ่สเปคแรงทำงานก็ลื่น บันเทิงก็เต็ม !

แน่นอนว่าการใช้งาน iPad นั้นถ้าไม่ซื่้อมาทำงานหลักๆก็เอามาเสพย์คอนเทนต์ความบันเทิงแบบจัดเต็มนี่แหละ ซึ่งบน iPad Pro 11 นี้ก็อย่างที่บอกไป ใช้งานพวกนี้ได้เต็มที่ดีมาก จะเอามาดูหนังเล่นเกมก็เนียนตาไปหมด แสดงผลได้เต็มตาด้วยหน้าจอแบบ Liquid Retina Display ความละเอียดคมชัด สีสันนี่สวยเป็นธรรมชาติ

ในเรื่องการเล่นเกมก็ลื่นที่สุดในตลาดตอนนี้แล้ว จะเกมอะไรก็ขอให้บอกเล่นได้หมดและไม่เจออาการกระตุกให้เห็นเลย สเปคนี้แล้วไม่ต้องห่วงอะไรแล้วล่ะ

แต่ถึงฮาร์ดแวร์จะแรงสมใจก็จริง แต่สำหรับช่วงต้นที่วางจำหน่าย บางอย่างก็ยังรองรับได้ไม่เต็มที่เนอะบวกกับ iPad Pro 2018 นี้มีการปรับเปลี่ยนอัตราส่วนหน้าจอใหม่ ทำให้แอปบางตัวนั้นยังไม่รองรับเต็มที่ เช่น เกมฮิตอย่าง PUBG ที่ยังไม่อัปเดตมาให้การแสดงผลจะเหลือขอบดำขึ้นมาไม่แสดงผลแบบเต็มจอ ทำให้เวลาเล่นจริงๆอาจจะไม่เต็มอิ่มเท่าไหร่นัก อันนี้คงต้องรอการอัปเดตเพิ่มเติมในอนาคตอีกที

หรือจะเป็นอย่างแอป Facebook ก็ยังไม่รองรับแบบเต็มจอเช่นเดียวกัน ทำให้เวลาเราใช้งานแนวนอนจะเหลือขอบดำไว้นิดหน่อย แต่เอาจริงๆปัญหานี่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าไหร่ เพราะเชื่อว่าอีกไม่นานเหล่านักพัฒนาก็คงออกอัปเดตมาแก้อย่างแน่นอน แค่ตอนนี้ยังไม่ได้เนอะ :P

ลำโพง 4 ตัวสะใจ เสียงกระหึ่ม !

ภาพว่าจัดเต็มแล้ว เสียงก็ไม่แพ้กัน บน iPad Pro 11 นี้ยังคงมาพร้อมกับลำโพง 4 ตัวเช่นเคย รอบนี้มีการอัปเกรดให้ขับพลังเสียงได้ดังขึ้นกว่าเดิม ใช้ฟังเพลงหรือดูหนังได้อย่างเต็มอิ่มโดยไม่ต้องพึ่งหูฟังกันเลยล่ะ

แต่ถ้าอยากจะฟังเพลงผ่านหูฟังจริง ๆ รุ่นนี้ตัดเอาช่องหูฟัง 3.5 มม. ออกไปเรียบร้อย แต่ในยุคนี้แล้วการจะหาหูฟัง USB Type-C ดี ๆ มาใช้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วเนาะ หรือถ้ามีอุปกรณ์เสริมของ Apple อย่าง AirPod อยู่แล้วก็ง่ายหน่อย เชื่อมต่อแบบไร้สายกันไปเลย

Apple Pencil ใหม่วาดเขียนบน iPad Pro 11 เป็นไง !?

มาเข้าสู่ส่วนเสริมที่เข้ามาช่วยให้ iPad Pro ดูมีอะไรมาขึ้นไปอีกกับ Apple Pencil ที่รอบนี้ออกตัวใหม่มาควบคู่ด้วย แน่นอนว่าถ้าใครที่มีตัวเก่าอยู่แล้วหวังจะใช้งานร่วมกัน ก็ลาไปก่อนครับ ใช้คู่กันไม่ได้เนอะ ซื้อใหม่อย่างเดียว

Apple Pencil รุ่นใหม่นี้ถือว่ามีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของดีไซน์ให้ดูน่าใช้งานมากขึ้น ผิวสัมผัสจะเป็นแบบด้านแล้ว จากเดิมที่เป็นมันๆอาจจะลื่นมือไปหน่อย และยังมีการตัดขอบเรียบอยู่มุมหนึ่งให้จับถือได้ง่ายขึ้นรวมถึงเชื่อมต่อได้อย่างสะดวกกว่าเคย

Pencil รุ่นเก่าหลายคนบ่นอุบเวลาจะเชื่อมต่อ เพราะเราจำเป็นต้องถอดปลอกแล้วเสียบพอร์ต Lightning เข้ากับ iPad ทำให้มันดูไม่เข้าเท่าเอาซะเลย แต่บนตัวใหม่นี้ Apple เลือกใช้รูปแบบแม่เหล็กและการชาร์จไร้สายเข้ามาแทนที่ การจะใช้งานก็แค่เอา Pencil มาประกบที่ด้านขวาของตัวเครื่อง "กรึ่บ" แล้วกด Connect ก็ได้เลย จบปิ๊ง !

ง่าย ๆ แบบนี้เลยล่ะ การเชื่อมต่อในครั้งถัดไปก็แค่เอามาประกบเช่นกัน โดยจะมีการแสดงค่าแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ของ Pencil หลังจากที่เชื่อมต่อด้วย แล้วถ้าแบตฯใกล้หมดก็นำมาประกบอีกก็จะเป็นการชาร์จแบบไร้สาย ตรงนี้สะดวกดีมากๆ ไม่ต้องมาคอยถอดปลอกปากกาเสียบพอร์ตให้ยุ่งยาก และตัวแม่เหล็กที่ยึดกันก็แน่นหนาดีมากๆไม่ต้องกลัวจะหลุดออกจากกันได้ง่าย ๆ เลยล่ะ

ส่วนการใช้งาน Pencil กับแอปบน iPad Pro ความรู้สึกเวลาใช้งานแรงกดต่าง ๆ ไม่ต่างจากรุ่นก่อนมากนัก รองรับแรงกดได้หลายระดับ สามารถเอียงตัว Pencil เพื่อแรเงาได้ แต่ด้วยความที่วัสดุและผิวสัมผัสต่างกันนิดหน่อย ทำให้เวลาเราจับวาดนั้นทำได้ดีมากขึ้นครับ

และอีกฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาก็คือระบบสัมผัสที่ตัว Pencil ให้เราได้แตะ 2 ครั้งเพื่อสลับเครื่องมือได้ อย่างในแอปพื้นฐานที่ให้มาเช่น Notes เราสามารถแตะ 2 ครั้งเพื่อสลับจากปากกาเป็นยาลบได้ หรืออย่างแอป Procreate ก็สามารถแตะ 2 ครั้งเพื่อเป็นการ Undo ได้ด้วย ถือว่าแอปหลักๆก็มีการอัปเดตฟีเจอร์นี้เข้ามาให้ใช้งานกันแล้วเนาะ

กล้องถ่ายภาพดีมี Smart HDR !

ในส่วนของกล้องหลังบน iPad Pro 11 นี้ก็มาพร้อมกับกล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 มาพร้อมระบบ Smart HDR เช่นเดียวกับ iPhone XS เลยล่ะ คุณภาพดีใช้ได้เลย

ส่วนบนกล้องหน้า iPad Pro 11 นี้ก็มาพร้อมกับความละเอียด 7 ล้านพิกเซล เช่นเดียวกับบน iPhone XS คือรุ่นนี้มาพร้อมกับกล้องหน้า Face ID ด้วย ทำให้เราสามารถใช้งานในโหมด Portrait หน้าชัดหลังเบลอผ่านกล้องหน้าได้ รวมถึง Animoji ด้วยครับ

แบตเตอรี่อึดจุใจ นี่แหละ iPad ที่คู่ควร !

ในส่วนของการใช้งานแบตเตอรี่ แน่นอนว่า iPad นั้นขึ้นชื่ออยู่แล้ว ว่าอึดพอที่จะใช้งานต่อเนื่องได้นาน ๆ จะเอามาใช้ทำงาน วาดรูป ท่องเว็บไซต์ หรือเล่นเกม ก็อยู่ได้ตลอดทั้งวันสบาย ๆ ครับ ส่วนการชาร์จรอบนี้ก็แถมตัวอแดปเตอร์ 18W มาในกล่อง ชาร์จได้เร็วพอสมควรเลย หรือจะอยากชาร์จให้เร็วกว่านั้นก็หาตัวอแดปเตอร์อื่น ๆ ที่รองรับระบบ PD มาใช้ควบคู่กันได้ครับ ไม่ต้องรอชาร์จกันนาน ๆ แล้ว :D

ราคาค่าตัวของ iPad Pro 11

ก่อนจะจากไปเรามาเช็คราคากันอีกครั้งสำหรับ iPad Pro 11 นั้นมีให้เลือกมาถึง 4 ความจุ 2 รูปแบบคือแบบ Wi-Fi และ Wi-Fi Cellular โดยราคาอ้างอิงจาก Apple Online Store มีดังต่อไปนี้ครับ

รุ่น Wi-Fi

iPad Pro 11 [64GB] = 28,900 บาท

iPad Pro 11 [256GB] = 33,900 บาท 

iPad Pro 11 [512GB] = 40,900 บาท

iPad Pro 11 [1TB] = 54,900 บาท

รุ่น Wi-Fi Cellular

iPad Pro 11 [64GB] = 33,900 บาท

iPad Pro 11 [256GB] = 38,900 บาท

iPad Pro 11 [512GB] = 45,900 บาท

iPad Pro 11 [1TB] = 59,900 บาท

ราคาอุปกรณ์เสริม

Apple Pencil = 4,490 บาท

Smart Keyboard Folio = 6,490 บาท

สรุปให้เลยละกัน !

สรุปแล้ว iPad Pro 11 นี้ก็ถือว่าเป็นการอัปเกรดของ iPad แบบครั้งใหญ่ หลังจากที่ใช้ทรงเดิมๆมานาน รอบนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปหลายด้านที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอที่เต็มตากว่าเคย ขอบต่าง ๆ ทำได้สมส่วนมากขึ้น พอร์ตการเชื่อมต่อที่เปลี่ยนเป็น USB Type-C สักที ใช้งานได้สะดวกต่ออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ มากขึ้น Apple Pencil ตัวใหม่ก็ใช้งานควบคู่กันได้อย่างดี การเชื่อมต่อง่ายและดูสะดวกขึ้นเยอะ คุณภาพยังแจ่มเหมือนเดิม ในส่วนของการทำงานภาพรวมไอแพดก็ยังคงเป็นไอแพดครับ ทำงานได้อย่างราบรื่นแอปคุณภาพมากมายบน App Store ใช้งานได้อย่างลงตัว ถึงแม้ในช่วงแรกนี้จะยังมีบางแอปที่ไม่ซัพพอร์ตสมบูรณ์ก็ตาม แต่เชื่อว่าอีกไม่นานคงแก้ปัญหาเหล่านี้ไปได้ สเปคที่ครบครันเร็วแรงแบบที่หาใครเทียบได้ยากมากในตอนนี้ หน้าจอที่แสดงผลสวย สมูทไปหมด ลำโพง 4 ตัวเสียงอย่างเทพ รวมถึงแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้อย่างยาวนาน ถือว่าเป็นแท็บเล็ตที่ครบมาก ๆ ในตอนนี้ครับ !

จุดเด่น

  • หน้าจอ Liquid Retina พร้อม ProMotion 120Hz ลื่นไหลมาก
  • สเปคภายในสุดแรง ตอบโจทย์การใช้งานไปได้อีกนาน
  • ลำโพง 4 ตัวขับพลังเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม
  • ตัวเครื่องบางและเบา เหมาะกับการพกพา
  • แบตเตอรี่อึดใช้งานต่อเนื่องได้อย่างไม่ติดขัด
  • พอร์ตการเชื่อมต่อเป็น USB Type-C แล้ว

จุดสังเกต

  • แอปบางตัวยังรองรับไม่เต็มที่ แสดงผลได้ไม่เต็มจอ
  • ราคาแอบสูงไปหน่อยถ้าจะซื้อครบเซ็ต (Pencil + Smart Keyboard)

 

รีวิวโดย : เฮียแม็พ. TechXcite

Related Topics