Review: Xiaomi Mi Pad แท็บเล็ตจีนสเปคไฮเอนด์ที่หลายคนรอคอย! (ฟรีโค้ดลดราคาด้านใน)

ป๋าเอก | 10 ส.ค. 2558 13:57:35 (อัพเดต 11 ส.ค. 2558 11:43:21)

19890

VIEWS ป๋าเอก

Review: Xiaomi Mi Pad แท็บเล็ตจีนสเปคไฮเอนด์ที่หลายคน
รอคอย! (ฟรีโค้ดลดราคาด้านใน)

สวัสดีครับชาว TechXcite กลับมาพบกับ “ป๋าเอก” กันอีกครั้งกับการรีวิวผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ไอทีที่น่าสนใจจากเว็บของเราเหมือนเช่นเคย โดยในวันนี้ผมได้มีโอกาสลองเล่นลองใช้งานแท็บเล็ตที่น่าสนใจจากประเทศจีนอย่าง Xiaomi Mi Pad ที่หลายคนรอคอยกันอยู่ แถมเครื่องที่ผมได้รับมานั้นเป็นเครื่องศูนย์ไทยที่สามารถส่งซ่อมหรือเคลมกับศูนย์ในบ้านเราได้อย่างไม่มีปัญหาผ่านทางตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ EZCommerce อีกต่างหาก (ก่อนหน้านี้มีแต่เครื่องหิ้ว...ผมก็เคยซื้อมาใช้แหละ 555+)

ซึ่งต้องขอบอกเลยว่า Xiaomi Mi Pad นั้นเป็นหนึ่งในแท็บเล็ต Android ที่มีความน่าสนใจในระดับต้นๆของวงการแล้วก็ว่าได้ด้วยสเปคด้านฮาร์แวร์ที่จัดเต็มสุดๆ, ซอฟต์แวร์ที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นอย่างดี รวมไปจนถึงราคาวางขายที่ถือว่าอยู่ในระดับจับต้องได้ไม่ยากนักด้วย ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นขอเชิญไปติดตามอ่านกันได้ในรีวิวด้านล่างนี้ของ Xiaomi Mi Pad เลยดีกว่าครับ :D

Unboxing & Preview : Xiaomi MiPad 

สำหรับอุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องของ Xiaomi Mi Pad นั้นประกอบด้วยตัวแท็บเล็ต Mi Pad, คู่มือการใช้งาน, ใบรับประกัน, ลวดจิ้มช่องใส่ microSD Card, สาย USB สำหรับชาร์จและซิงค์ข้อมูล และหัวปลั๊กสำหรับประเทศไทยครับ

หน้าตาของ Xiaomi Mi Pad ครับ ตัวเครื่องเป็นแท็บเล็ตที่ใช้อัตราส่วนหน้าจอแบบ 4:3 ขนาด 7.9 นิ้ว อารมณ์ก็จะประมาณ iPad Mini ของ Apple นั่นละฮะ

ส่วนความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 2048 x 1536 พิกเซลแถมยังเป็นหน้าจอ IPS แสดงผลได้สวยงามดีทีเดียวเลยละ ในขณะที่กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซลจะอยู่ด้านบนกึ่งกลางของตัวเครื่อง

ด้านล่างหน้าจอจะเป็นปุ่มสัมผัสแบบ Capacitive ด้านล่างมีสามปุ่มหลักจากซ้ายมาขวาคือ Recent, Home, Return ตามลำดับ

ด้านบนตัวเครื่องมีเพียงแค่ช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม.

ส่วนทางด้านล่างจะเป็นช่องเสียบพอร์ท microUSB

ขยับมาดูทางด้านขวาจะเป็นปุ่ม Power เปิด/ปิดเครื่อง และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

ส่วนทางด้านซ้ายก็จะเรียบๆครับ มีเพียงแค่ช่องใส่ microSD Card เพิ่ม (ต้องใช้ลวดเกี่ยวออกมานะฮะ)

นี่ละครับหน้าตาของช่องใส่ microSD ตอนแรกที่เพิ่งเคยใช้นี่ชวนให้นึกว่าเป็นช่องใส่ซิมจริงๆ :3

เอาละครับมาดูกันที่บอดี้ด้านหลังของ Xiaomi Mi Pad กันบ้าง เพราะตัวเครื่องนั้นผลิตจากพลาสติกโพลีคาร์บอเนตแบบลงเงา Glossy ซึ่งให้อารมณ์ประมาณ iPhone 5c เหลือเกิน (ที่เมืองจีนมีวางจำหน่ายหลายสีคล้ายๆกันด้วย) ส่วนเครื่องศูนย์ไทยที่เราได้มารีวิวนั้นเป็นเครื่องสีขาวครับ

กล้องหลังของ Xiaomi Mi Pad ก็ถือว่าจัดเต็มมาให้ไม่เลวเลยหากเทียบกับบรรดาแท็บเล็ตทั้งหลายในตลาดด้วยความละเอียดถึง 8 ล้านพิกเซล (แต่ไม่มีแฟลชนะ) 

สเปคคร่าวๆของ Xiaomi Mi Pad

  • บอดี้ผลิตจากพลาสติกหนา 8.5 มม.
  • น้ำหนัก 360 กรัม
  • หน้าจอขนาด 7.9 นิ้วความละเอียด 2048 x 1536 พิกเซล (326 ppi, อัตราส่วน 4:3)
  • ชิปเซ็ต NVIDIA Tegra K1 “4+1” Core CPU ความเร็ว 2.2GHz
  • NVIDIA Kepler 192-Core GPU
  • 2GB RAM
  • ความจุ 16GB เพิ่มความจุผ่าน MicroSD ได้อีก 128GB
  • ระบบปฏิบัติการ Android 4.4.4 KitKat ครอบด้วย MIUI
  • แบตเตอรี่ 6700 mAh
  • กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
  • รองรับ WiFi และ Bluetooth 4.0

สำหรับการใช้งานจริงของ Xiaomi Mi Pad เวลาหยิบขึ้นมาใช้งานก็ถือว่าค่อนข้างสะดวกครับตามสไตล์แท็บเล็ต 4:3 ที่จะเหมาะกับการอ่านหนังสือ ebook หรือท่องเว็บเบราเซอร์เป็นหลัก (แต่เรื่องเล่นเกมส์ก็ถือว่าไม่เลวเลยเพราะขนาดกะทัดรัดกว่าขนาด 16:9 มาก) แต่สิ่งที่สัมผัสได้่อยู่เหมือนกันคือตัวแท็บเล็ตจะมีน้ำหนักที่มากกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันเช่น iPad Mini หรือ Samsung Galaxy Tab S2 อยู่นิดหน่อย คือไม่ได้หนักขนาดว่าถือไม่ไหว (ออกแนวหนักแน่นมากกว่า) แต่มันสัมผัสได้จริงๆที่หยิบมาใช้งานฮะ

สำหรับข้อดีที่ผมชื่นชอบอย่างหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ Xiaomi มาโดยตลอดนั่นก็คือ Xiaomi จะมีการอัพเดทเฟิร์มแวร์ของตัวเครื่องเป็นประจำทุกเดือนสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (Stable ROM) ส่วนฝั่งนักโมทั้งหลายก็มี Developer ROM ให้ไปหาดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้ซึ่งจะอัพเดทกันถี่กว่าคือเป็นรายสัปดาห์ (แต่ก็แน่นอนว่าแลกมาด้วยบั๊กที่อาจเกิดขึ้น) ที่สำคัญก็คือตัวเครื่องยังได้รับการ support เรื่อง software ภายในเครื่องกันอีกยาวๆด้วย เรียกได้ว่าไม่มีการ "แถมแพ" แต่หัววันอย่างแน่นอน 555+

การวางเลย์เอาท์การใช้งานของแท็บเล็ต Xiaomi Mi Pad จะแตกต่างจากแท็บเล็ตทั่วไปอยู่พอสมควรครับคือหน้าเมนูหลักจะเป็นไอคอนแอปต่างๆเรียงอยู่บนหน้าจอเลื่อนไปทางขวาเรื่อยๆเหมือนกับ iPad แต่ถ้าหากเราปัดไปทางซ้ายก็จะเป็นหน้าเมนูรวม Widget ซึ่งตรงนี้เราสามารถเลือกปรับแต่งกันได้ตา่มสะดวก ซึ่งตัว Xiaomi Mi Pad สามารถแสดงผลแนวนอน (Landscape) ได้ตั้งแต่หน้าจอหหลักโดยไม่ต้องลงแอปเพิ่มแต่อย่างใดครับ

อีกอย่างนึงที่ถือเป็นข้อดีของการซื้อ Xiaomi Mi Pad เครื่องศูนย์ก็คือตัวเครื่องจะมาพร้อมกับ Play Store และแอปมาตรฐานจาก Google ทั้งหมดทำให้คุณดาวน์โหลดแอปและเกมส์ได้ทันที เพราะสำหรับคนที่ซื้อเครื่องหิ้วมา (เช่นผม) จะต้องมาลงแอปอื่นๆเพิ่มเพื่อลง Play Store อีกทอดหนึ่งซึ่งก็น่ารำคาญเหมือนกันเพราะแท็บเล็ตจากจีนส่วนใหญ่จะไม่มีแอปจาก Google มาให้ในเครื่องครับ

เรื่องของการเล่นเกมส์นี่ก็คงไม่พูดถึงไม่ได้จริงๆเพราะน่าจะเป็นไฮไลต์สำคัญเลยละจากการที่ตัวเครื่องนั้นเลือกใช้งานชิปเซ็ตระดับท็อป NVIDIA Tegra K1 ขุมพลัง Quad Core CPU ความเร็ว 2.2GHz ซึ่งสามารถขับเคลื่อนพลังกราฟฟิคของเกมส์ทั่วไปได้สบายบรื๋อ แถมที่เด็ดกว่านั้นก็คือตัวชิปเซ็ตได้รับการออกแบบมาเพื่อเกมส์ระดับกราฟฟิคสูงๆในสไตล์ "Made for NVIDIA" โดยเฉพาะ

นั่นทำให้แท็บเล็ต Xiaomi Mi Pad สามารถเล่นเกมส์ Android บางส่วนที่ exclusive ใช้กับชิปเซ็ตตระกูล Tegra ได้อย่างลื่นไหลเป็นพิเศษนั่นเอง ซึ่งเกมส์เหล่านี้ก็ไม่ใช่ไก่กาที่ไหนเพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกมส์ที่พอร์ตมาจากฝั่ง PC โดยตรงอาทิเช่น Half-Life 2, Portal, Trine 2, The Talos Principle หรือที่จะตามมาในอนาคตเช่น Borderlands และ Crysis 3 เป็นต้น ส่วนเกมส์ที่เป็นของผู้ผลิตเจ้าอื่นๆและต้องการระดับกราฟฟิคสูงๆเช่นกันอย่าง GTA: San Andreas หรือ XCOM Enemy Unknown ก็เล่นได้ไม่มีปัญหา รวมไปจนถึงเหล่าแอปปราบเซียนเช่นโปรแกรม Emulator (PPSSPP นี่แหล่มเลยแต่ Dolphin Emulator นี่ผมไม่ได้ลอง) ทั้งหลายเองด้วยครับ

แต่น่าเสียดายอยู่นิดตรงที่เครื่อง Xiaomi Mi Pad ที่วางจำหน่าย ณ ตอนนี้ยังเป็นรุ่นความจุ 16GB ซึ่งอาจจะต้องพึ่งพา microSD หรือการจัดการพื้นที่ความจุเองเป็นหลักหากคุณลงเกมส์ระดับท็อปเหล่านี้ก็อาจจะทำให้เครื่องความจุเต็มเอาได้ง่ายๆ เว้นแต่คุณไม่ได้เน้นเล่นเกมส์เป็นหลักก็โอเคอยู่ ซึ่งคงต้องตามข่าวต่อไปว่า EZCommerce จะนำ Xiaomi Mi Pad รุ่นความจุ 64GB มาวางขายในบ้านเราด้วยหรือไม่ (ตอนผมซื้อเครื่องหิ้วผมก็ซื้อรุ่นนี้ละ...บ้าลงเกมส์เยอะๆ 555+) และอีกเรื่องที่เป็นไปตามมาตรฐานของแท็บเล็ตเล่นเกมส์นั่นก็คือความร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อทำงานหนักๆจะระบายออกอย่างรวดเร็วบริเวณตัวเครื่องซึ่งคุณจะสัมผัสได้เลยเวลาหยิบถือใช้งานครับ (แต่ไม่ได้ overheat ขนาด Snapdragon 810 ที่เคยมีปัญหานะฮะ)

ที่น่าชมอีกเรื่องหนึ่งใน Xiaomi Mi Pad ก็คือกล้องหน้าและกล้องของตัวเครื่องที่ถือว่าให้มาแบบจัดเต็มไม่น้อยด้วยความละเอียด 5 ล้านและ 8 ล้านพิกเซลตามลำดับ และที่น่าจะโดนใจสาวๆก็เห็นจะเป็นฟีเจอร์ "หน้าเนียน" ที่สามารถเลือกปรับระดับได้ว่าจะเนียนแบบเป็นธรรมชาติเบาๆหรือผิดธรรมชาติแบบจัดหนักไปเลย 555+ ซึ่งฝังตัวอยู่ทั้งในกล้องหน้าและกล้องหลัง แต่ที่พิเศษอยู่นิดนึงก็คือกล้องหน้าของ Xiaomi Mi Pad สามารถทายอายุของผู้ใช้งานจากกล้องได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจว่าระบบน่าจะออกแบบมาเพื่อบอกให้ผู้ใช้งานทราบว่าถ่ายรูปมุมไหนถึงจะดูเด็กเอาเสียมากกว่า (พูดง่ายๆคือเราจะ Selfie หลอกระบบว่างั้นเถอะ)

ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่ใน Xiaomi Mi Pad ผมถือว่าไม่เลวเลยครับสำหรับแท็บเล็ต Android ที่มีอยู่ในตลาด ณ เวลานี้ จากที่ผมลองมาสำหรับการใช้งานแบบมาตรฐาน (เล่นเน็ต-ฟังเพลง-ดูวิดีโอ-เล่นเกมส์สลับไปมา) พบว่าตัวเครื่องใช้งานได้นานถึง 7-8 ชั่วโมงเลยทีเดียว (ถ้าสแตนด์บายอย่างเดียวจะนานกว่านั้นเยอะมาก...ข้า่มวันเลย) แต่ก็ตามมาตรฐานเช่นกันคือถ้าเป็นการเล่นเกมส์อย่างต่อเนื่องเพียวๆก็อาจจะทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่หมดไวลงกว่าเดิมพอสมควรสักประมาณ 4-5 ชั่วโมงก็เตรียมหาที่ชาร์จกันได้เลยจ้ะ

เอาละครับก็มาขอสรุปปิดท้ายเอาไว้ตรงนี้เลยก็แล้วกันสำหรับความคิดเห็นของผมต่อ Xiaomi Mi Pad ที่ได้มีโอกาสใช้งานกันถึงสองช่วงเวลา ซึ่งก็ยังขอยืนยันไว้ตรงนี้เลยครับว่า Xiaomi Mi Pad ยังทำให้ผมประทับใจได้เสมอกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่ถือได้ว่าเป็นแถวหน้าของวงการแท็บเล็ต Android แน่ๆ, เรื่องของซอฟต์แวร์ MIUI ที่เป็นเสมือนการผสมผสา่นกันระหว่าง Android และ iOS ได้อย่างลงตัวและมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา, ความสามารถในการเล่นเกมส์ Android ที่มทาพร้อมกราฟฟิคในระดับท็อปหรือแอปอีมูเลเตอร์ได้อย่างลื่นไหลที่น่าจะถูกใจเหล่า Hardcore Gamer ทั้งหลาย รวมไปจนถึงราคาที่ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่าลงตัวทีเดียวสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อแท็บเล็ตใช้ไปอีกนานๆโดยไม่ต้องกลัวว่าจะตกรุ่นไว (ตรงนี้ไม่น้อยหน้า iPad หรือ Nexus เลย)

อย่างไรก็ตามใช่ว่าเครื่องเองจะไม่มีข้อเสียอะไรเลยเพราะในการใช้งานบางครั้งยังมีปัญหาที่น่าขัดใจบ้างนิดๆหน่อยๆอย่างเช่นอาการร้อนเวลาเล่นเกมส์นานๆที่เป็นผลมาจากชิปเซ็ตสุดแรงในเครื่อง, น้ำหนักตัวเครื่องที่ถือว่าหนักกว่าคู่แข่งในขนาดเดียวกันอยู่ประมาณนึง, ความจุ 16GB ที่อาจจะดูน้่อยและอึดอัดไปหน่อยสำหรับแท็บเล็ตที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมส์เป็นหลัก, ไม่มีรุ่นรองรับเครือข่าย (Cellular) วางจำหน่าย, หรือจะเป็นเรื่องของศูนย์บริการที่ยังต้องดูว่าสำหรับลูกค้าในต่างจังหวัด (ในกรุงเทพและปริมณฑลไม่น่ามีปัญหามากนัก) แล้วจะมีการบริการหลังการขายเป็นอย่างไรยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าทาง EZCommerce จะจัดการได้ดีแค่ไหนครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสุดท้ายแล้วผมยังคงเชื่อว่า Xiaomi Mi Pad เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่อยากสัมผัสประสบการณ์การใช้งานแท็บเล็ตบนระบบปฏิบัติการ Android ที่สมบูรณ์แบบ (แต่ไม่ถึงขั้น Pure Android จนไม่มีลูกเล่นอะไรเลย) ในระดับราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อมแถมเป็นเครื่องศูนย์ไทยอย่างนี้คงต้องบอกว่า "ไม่จัดไม่ได้แล้ว" จริงๆครับ :)

และพิเศษครับสำหรับแฟนๆเว็บ TechXcite ทางทีมงานของเราก็มีส่วนลดสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ Xiaomi Mi Pad พร้อมอุปกรณ์เสริมในราคาพิเศษ (งานนี้ใครเร็วกว่าก็มีสิทธิ์ก่อนฮะ) โดยคุณสามารถใส่โค้ดว่า " techxcite " ลงในช่องคูปอง เพื่อลดราคาเครื่อง Mi Pad และ Smart Flip Cover Case (สีใดก็ได้) **จากราคา 9,190 บาท เมื่อใช้โค้ด techxcite จะลดเหลือ 8,800 บาท** เท่านั้นจ้า!

โดยมีเงื่อนไขเล็กน้อยตามรายละเอียดดังนี้คือ...
 
1. โค้ดส่วนลดนี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่ซื้อเครื่อง Mi Pad และ Smart Flip Cover Case (ไม่สามารถใช้ได้กับการซื้ออย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ www.mipad.in.th
2. อายุการใช้งานโค้ดส่วนลดนี้คือ 5 - 31 สิงหาคม 2558 (24.00 น.)
3. โค้ดส่วนลดนี้ใช้ได้เพียงแค่ 20 คนเท่านั้น (หากคนที่ 21 เป็นต้นไปมาใส่โค้ด จะไม่ได้รับสิทธิส่วนลดนี้)
 

บทความโดย: ป๋าเอก TechXcite


สามารถเป็นเจ้าของ Xiaomi Mi Pad แท็บเล็ตจีนสเปคไฮเอนด์ ได้ง่ายๆที่นี่เลย

>>> คลิกสั่งซื้อที่นี่ <<<