[บทวิเคราะห์] : ถึงเวลาใช้กล้อง Full Frame หรือยัง ???

ทีมงานTechXcite | 12 ต.ค. 2553 10:26:38

43240

VIEWS ทีมงานTechXcite

[บทวิเคราะห์] : ถึงเวลาใช้กล้อง Full Frame หรือยัง ???

ผู้อ่านที่เคยใช้กล้อง DSLR เคยได้ยินคำว่า Full Frame หรือไม่ คำว่า Full Frame ในกล้อง DSLR ก็คือ กล้องที่มีเซ็นเซอร์เท่ากับฟิล์ม ซึ่งไม่ใช่ฟิล์มรัตภูมิที่เป็นข่าว ถ้าเซ็นเซอร์เท่ากับฟิล์มนั่นหมายความว่าถ่ายภาพออกมาก็จะเหมือนกับกล้องฟิล์มสมัยก่อนใช่หรือไม่ เข้าใจถูกแล้วครับ แต่ด้วยการทำให้เซ็นเซอร์มีขนาดเท่ากับฟิล์มนั้นเปลืองค่าใช้จ่าย เพราะขนาดเซ็นเซอร์ที่ 35mm หรือ 3 เซนติเมตรกว่า ทำให้ราคากล้องพุ่งกันไปเป็นหลักแสน

มีหลายคำถามแน่นอนว่า คุ้มไม๊ที่จะไป Full Frame ถ้าเป็นสัก 2-3 ปีที่แล้ว แน่นอนด้วยราคาก็ต้องบอกว่าไม่คุ้ม เพราะนอกจากมืออาชีพแล้ว กล้องประเภทนี้มีราคาที่สูงจนคนทั่วไปไม่สามารถจับต้องได้ แต่ ณ ปัจจุบันก็ต้องถือว่ากล้อง Full Frame ราคาถูกลงมาเยอะ แม้จะเปิดตัวใกล้ๆ หลักแสน แต่ตอนนี้ก็มีราคาที่เกินห้าหมื่นไปเพียงเล็กน้อยสำหรับกล้องมือสอง

อะไรที่จะได้จากกล้อง Full Frame ที่จะต้องยอมแลกหลายหมื่น นอกจากจะได้ภาพในลักษณะเดียวกับกล้องฟิล์มแล้ว ยังได้สิ่งเหล่านี้เพิ่มด้วย

  • เดฟ หรือการทำภาพแบบชัตตื้นง่ายมากขึ้น ประมาณ 1 Stop เช่นถ้าใช้รูรับแสงกว้าง 2.8 ในFull Frame ก็จะประมาณ F 2.0 ในกล้องตัวคูณ หรือพูดง่ายๆ ที่ค่า F เดียวกันกล้อง Full Frame จะละลายฉากหลังได้มากกว่า ฉะนั้นขา Protrait จึงพยายามไป Full Frame กันนั่นเอง

  • น้อยส์ จะลดน้อยลง เนื่องจากเซ็นเซอร์ที่ใหญ่ เม็ดพิกเซลใหญ่ขึ้น โอกาสเห็นน้อยส์ก็จะลดลง เพราะพิกเซลไม่ได้เบียดกันนัก แต่ถ้าเป็นกล้องตัวคูณพิกเซลเบียดกันมาก โอกาสเห็นน้อยส์ก็เพิ่มขึ้นตาม

  • กว้างขึ้น เพราะเซ็นเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น ปกติหากเป็นกล้องตัวคูณ ผู้อ่านจะสามารถใช้คุณสมบัติเลนส์แค่ตรงกลาง แต่สำหรับกล้อง Full Frame ใช้ทั้งหมดของเลนส์ตั้งแต่ขอบถึงตรงกลาง ฉะนั้นเลนส์ช่วง 17 -18mm ในกล้องตัวคูณ ก็จะกลายเป็นเลนส์ Wide แทนที่จะเป็นเลนส์ Normal

ภาพนี้ถ่ายด้วย 5D + 17mm Tokina กว้างสุดลูกหูลูกตา

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะได้คุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นของกล้อง Full Frame อย่างเดียว สิ่งที่เสียไปก็มี ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

  • ระยะเทลเลที่หายไป เนื่องจากเดิมเคยใช้เลนส์ 200mm ซึ่งถ้าเป็นกล้องตัวคูณนั่นคือ 200 x 1.6 หรือ 320mm ยิ่งทางยาวโฟกัสสูงๆ ก็จะเห็นว่าช่วงเลนส์หายไปมากขึ้น เพราะไม่มีเลขคูณช่วย ขาถ่ายกีฬา ก็ไม่มีปลื้มกล้องประเภทนี้นัก ฉะนั้นคนใช้ Full Frame  ต้องแข็งแรงเพราะต้องติดเลนส์ Tele ตลอด ระยะไม่ได้  555+

  • ชัดลึกที่ลดลง ขามาโครนี่เดือดร้อน เพราะชัดตื้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปกติหากใช้ F5.6-8 แล้วชัดถึงขอบ ต้องเปลี่ยนมาใช้ F11-F16 ซึ่งแน่นอน หากไม่พกขาตั้งไป หรือไม่มีแฟลช คราวนี้ก็จะเปรี้ยวไม่ออกกันทีเดียว

  • อย่างที่ได้กล่าวไปก็คือ เมื่อเลนส์ถูกใช้จนหมดขอบ แน่นอนโรคขอบดำจะเกิดขึ้นใน Full Frame บ่อยไม่เว้นแม้แต่เลนส์ L หรือ Nano ดังนั้นการซื้อเลนส์คุณภาพมากๆ หรือฟิลเตอร์ก็ต้องเปลี่ยนไป เป็นรุ่นที่สูงขึ้น ขอบบางๆ และถ้าผู้อ่านที่ไม่ได้สะสมเลนส์ระยะของ Full Frame ไว้ก็ต้องคอยมาซื้อเลนส์ใหม่ ขายเลนส์เก่า วุ่นวายกันอยู่พอสมควร และราคาเลนส์ระยะของ Full Frame ก็แพง แพง และแพง แถมมีให้เลือกน้อยด้วย

แล้วทำไมผมจึงยุให้ไป Full Frame ล่ะ กล้อง Full Frame ถือเป็นจุดสิ้นสุดหนึ่งของกล้อง DSLR เหมือนซื้อรถแน่นอนถ้าเลือกได้ ทุกคนก็ต้องอยากได้ Ferrari ถูกต้องไม๊ครับ และยิ่งเดี๋ยวนี้ถ้าหากผู้อ่านลองเฝ้าตลาดมือสองก็จะเห็นว่า กล้อง Full Frame ถูกๆ ก็เพียงสามหมื่นกลางๆ เท่านั้น เช่น 5D หรือถ้ามีงบมากหน่อย D700 มือสองก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน ทีนี้ก็แค่ต้องถามตัวเองว่างบพอไม๊ที่จะไป แต่ถ้าพอผู้เขียนบอกได้เลยว่า คุณจะเห็นอะไรมากกว่าที่เห็นจริงๆ

กว้างกว่า เนียนกว่า ละลายฉากหลังดีกว่า เอาใจนางแบบดีกว่า 555+

ภาพนี้ถ่ายด้วย 5D + 50mm f1.8 ครับ กล้องธรรมดา เลนส์ธรรมดา เดฟ ไม่ธรรมดา

ในอนาคตผมว่ากล้องFull Frame จะเป็นเรื่องปกติของกล้อง DSLR ครับ เพราะราคาจะถูกจนคนทั่วๆ ไปซื้อหามาใช้กันได้นั่นเอง